บทที่ 24 ขออนุญาต
“แหม่ๆ”
เสียงหนาของกล้าหาญยังคงเอ่ยแซวพราวลลิลในตอนเช้าเหมือนเช่นเคย เอ่ยแบบนี้มาตั้งแต่เช้าวันจันทร์จนวันนี้เป็นเช้าวันศุกร์แล้ว เขาก็ยังพูดเช่นเดิม
ด้วยพอเห็นว่าเจ้านายของตัวเองนั้นได้เดินคู่มากับเลขาคนสวยทีไร ก็เห็นได้ชัดเลยว่าในหน้าหล่อจากที่เคยเคร่งขรึมนั้นก็เปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุขมาแต่ไกล ส่วนตัวยัยคนสวยนั้นก็หน้าแดงเขินแล้วเขินอีกคู่กันมาเลยล่ะ
ไม่ให้เอ่ยแซวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วจะให้กะเทยอย่างเธอพูดว่าอะไรกับต้นรักที่มันกำลังเริ่มปลูกนี่กันดีล่ะ
พราวลลิลเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนทุกวัน แล้วเธอก็อายมาแล้วสี่วันถ้วนวันนี้ก็กำลังจะเป็นวันที่ห้า เมื่อไหร่หนออีเจ้กัสคนนี้จะลืมเรื่องเมื่อวันหยุดที่ผ่านมาได้สักที หรือจะต้องถึงวันหยุดอีกทีถึงจะลืมได้กันนะ
เธออยากจะเอาหน้ามุดดินหนีไปสักพัก แต่ก็กลัวหน้าจะเสียโฉม ก็ต้องทนให้เขาแซวต่อไปเรื่อย
“วันนี้วันศุกร์ รู้ไหมว่าวันนี้พิเศษยังไง”
แซวกันพอหอมปากหอมคอ กล้าหาญก็มีเรื่องพูดคุยใหม่ขึ้นมาในทัน พร้อมกับสายตาเป็นประกายวิบวับราวกับเจอผู้ชายที่ถูกใจ
“วันนี้วันศุกร์ พิเศษยังไงเหรอ”
พราวลลิลรีบเปิดไอแพคของเธอขึ้นมาดูเพื่อดูตารางงานของเธอ วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่า อีเจ้กัสถึงได้ทำหูตาพองโตได้ขนาดนั้น
แต่ก็ไม่มีอะไร ตารางงานสำหรับวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นของเลขาอย่างเธอ หรือว่าเจ้านายอย่างนนท์ธิวรรธน์นั้นว่างเปล่า
เพราะเมื่อสองสามวันก่อนต่างพากันลุยงานหนักมาแล้ว วันนี้ก็เหลือเพียงเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย และวันเสาร์ก็มีประชุมอีกทีก็จะได้หยุดยาวสองวัน ด้วยวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึงเป็นวันหยุดเพิ่มอีกวันพอดิบพอดี
“นังชะนีเด็กนี่แกไม่รู้อะไรเลยหรือไง เขาหาบัตรกันให้ควัก”
“บัตรอะไร แล้วไอ้หนมไม่รู้อะไรเหรอเจ้”
“ก็บัตรของนักร้องคนนี้ไง ที่จะมาร้องเพลงที่บาร์คืนนี้”
แล้วกล้าหาญก็ควักบัตรโต๊ะของนักร้องที่เขาเฝ้ารอจะไปฟังนักร้องคนนี้ร้องเพลงสดๆให้ฟังข้างหูมานานแสนนานแล้ว ทรงตี๋ตาตี่ไม่ต่างจากเจ้านายของเขาแต่ทว่าเสียงนี้หล่อราวกับเทพบุตรเลยล่ะ
“ว้ายยยย อีเจ้กัสมีบัตรนี้ได้ไง หนูขอใบหนึ่งสิ”
พราวลลิลพอเห็นว่ามีนักร้องคนใดอยู่ในบัตรโต๊ะใบนั้นก็รีบพุงเก้าอี้สำนักงานแบบมีล้อเข้าไปหากล้าหาญในทัน จนเก้าอี้ของเธอนั้นพุ่งเข้าไปชนเก้าอี้ของอีกฝ่ายอย่างจัง
“ของซื้อของขายย่ะจะมาขอกันฟรีๆได้ไง”
แต่กล้าหาญกลับใช้ความเป็นชายที่ทำให้แขนขาของเขายาวกว่าของหญิงสาวเยอะมากชูบัตรโต๊ะนั้นขึ้นหนีหญิงสาว ไม่ให้เธอคว้าเอาไว้ได้เพราะว่าจะได้บัตรนี้มาก็เสียไปตั้งหลายบาท ถ้ายัยคนสวยนี้อยากได้ก็ต้องจ่ายเงินมา
“เงินเดือนออกค่อยจ่าย”
เรื่องเงินเธอไม่เกี่ยง เท่าไหร่เธอก็ยินดีจ่ายถ้าจะได้ไปดูนักร้องคนนี้ร้องเพลงใกล้ๆให้ได้ฟังสักครั้งในชีวิต แต่ทว่าตอนนี้เธอยังไม่มีเงินก็จำต้องขอติดเอาไว้ก่อน
“ตั้งสองพัน แล้วนี่มันก็ใกล้สิ้นเดือนแล้ว ฉันไม่พอใช้นะย่ะ”
“นี่น้องเองนะ ให้น้องก่อนนะ”
“ไปขอบอสสิ จะมาขออะไรกะเทยอย่างฉัน”
“อีเจ้”
“มีอะไรเหรอ”
ประตูห้องทำงานของนนท์ธิวรรธน์เปิดออกหลังสิ้นเสียงสนทนาที่ฟังแล้วทั้งมีการถกเถียงกันทั้งมีความดีใจผสมกันอยู่
เขาที่กำลังทำงานอยู่นั้นเงยหน้าขึ้นทักทายคนเข้ามาแบบปกติ แต่ในใจลึกๆกลับแอบยิ้มเล็กๆเมื่อเห็นเธอเข้ามาโดยไม่ได้ถือแฟ้มงานมาด้วย
“คือว่า อืม คือ มันแบบว่า คือๆ”
พราวลลิลเดินก้มหน้าเล็กๆอย่างคนเจียมเนื้อเจียมตัวไปนั่งที่เก้าอี้ที่มันอยู่ด้านหน้าโต๊ะทำงานของนนท์ธิวรรธน์
เธอมีเรื่องมากมายอยากจะพูดออกไป แต่ทว่ากลับยังไม่กล้าพูดเท่าไหร่ เพราะกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้
“ทำงานผิดเหรอ หรือว่ามีเรื่องอะไร หรือแค่อยากเข้ามานั่งพัก”
“อืม คือว่า อืม ฉันขอยืมเงินสองพัน”
“เอาไปทำอะไร”
“ซื้อบัตรไปดูนักร้อง”
พราวลลิลเอ่ยบอกไปตามตรง เขาจะให้หรือไม่ให้ก็สุดแล้วแต่เขา เพราะเขาก็เป็นทางเลือกสุดท้ายที่เธอจะกล้าขอเงินได้ เพราะถ้าเป็นคนอื่นเธอก็ไม่กล้าขออยู่ดี
“ฉันไม่มีเงินสด ขอเป็นโอนได้”
เขาไม่ได้ขี้งกเหมือนอย่างที่เธอเคยว่าเขาเอาไว้หรอก เขาให้เธอได้เมื่อเธอจะเอาไปซื้อความสุขใส่ตัวหลังจากที่ต้องทำงานหนักกับเขามาเป็นอาทิตย์แบบนั้น
แต่ทว่าเขาไม่มีเงินสดติดตัวเอาไว้เยอะขนาดนั้นในวันนี้ เห็นทีคงต้องให้เธอส่งเลขที่บัญชีทางไลน์ให้แล้วล่ะ
“ได้ๆ เดี๋ยวฉันส่งเลขที่บัญชีให้นะ”
“มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า”
ให้ในสิ่งที่เธอปรารถนาไปแล้ว และโอนให้ทันทีที่เธอส่งเลขที่บัญชีมาให้ด้วย แต่เขาก็ยังเห็นว่าเธอเหมือนมีอะไรจะพูดอยู่อีก
“ขอบคุณนะ”
พราวลลิลยกมือขึ้นไหว้เขาอย่างรวดเร็วเพื่อขอบคุณสำหรับค่าบัตรโต๊ะนั้น แล้วก็รีบวิ่งออกไปจากห้องทำงานนั้น
ไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจขอบคุณเขาหรอกนะ แต่ทว่าอายเกินกว่าจะอยู่สู้หน้าเขาต่อไปได้หลังจากที่ไหว้เขาเหมือนผู้ปกครองไม่ใช่สามีไปแบบนั้น
“อืม”
คนตัวโตก็รับไหว้แบบงงๆเพราะไม่คิดว่าเธอจะไหว้เขา แต่พอเธอเดินออกจากห้องไปแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เธอตลกดีเหมือนกันยิ่งอยู่ด้วยก็ยิ่งไม่น่าเบื่อเลยจริงๆ
“วันนี้ที่เธอมีนัดกับคุณกล้านะ”
แล้วหลังจากนั้นเขากับเธอก็ตั้งใจทำงานกันทั้งวันเพราะมีเรื่องให้ต้องเคลียร์กันมากมายเลยล่ะได้คุยกันอีกทีก็ตอนที่นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน
เขาเป็นฝ่ายเอ่ยถามเธอก่อนถึงการที่เธอจะออกไปเที่ยวในคืนนี้
“ทำไมเหรอ”
“อืม ไปยังไงล่ะ”
“เดี๋ยวคุณกล้าหาญมารับ”
หญิงสาวขับรถเองไม่เป็นเพราะก่อนหน้านี้มีชีวิตดุจเจ้าหญิง จะไปไหนมาไหนก็เรียกแกร็บไปส่งหรือไม่ก็มีคนที่บ้านไปส่ง ไม่เคยต้องหัดเดินทางด้วยสองมือของตัวเองเลยสักครั้ง วันนี้ที่จะออกไปเที่ยวก็ต้องพึ่งพาอีเจ้กัสไม่มีปัญญาเดินทางไปได้เอง
“อืม”
แล้วเขาก็เงียบไปสักพักหลังจากได้ยินคำตอบของเธอ
“คืนนี้ฉันก็ว่างไม่ได้จะไปไหน บอกคุณกล้าไม่ต้องมารับเธอหรอก เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
ก่อนจะเอ่ยเป็นฝ่ายขอเป็นคนไปส่งเธอด้วยตัวเอง เมื่อบ้านของกล้าหาญนั้นอยู่คนละฝั่งกับบ้านของเขา ขับรถอ้อมไปอ้อมมาหลายสิบกิโลกว่าจะถึงบาร์ที่จะไปนั้น
“ห๊ะ”
พราวลลิลได้ยินไม่ค่อยชัดนักกับสิ่งที่เขาพูดแม้เธอจะนั่งอยู่ใกล้เขาแค่คีบเดียว
“ฉันจะไปส่งเธอเอง บ้านคุณกล้าอยู่ไกล จะให้ขับรถอ้อมไปอ้อมมาเพื่อรับเธอกว่าจะถึงที่บาร์ก็คงดึกดื่นกันพอดี”
“ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยนะคะ”
หลังจากได้ยินเขาพูดชัดถ้อยชัดคำแล้วเธอก็ไม่คิดขัดขวางเขา เขาจะไปส่งเธอก็ดีหรือว่าอีเจ้กัสจะมารับเธอก็ดี ทุกทางล้วนทำให้เธอได้ไปดูนักร้องคนนั้นเหมือนกันหมด
สำหรับเธออะไรก็ได้ ขอแค่ได้ไปก็พอแล้ว
“ไม่รู้วันนี้คุณป้าทำอะไรให้กิน หิวจนไส้จะขาดแล้วเนี้ย”
นั่งคุยกันอยู่บนรถเกือบจะชั่วโมงเพื่อฝ่าฟันรถติดในเวลาหลังเลิกงาน เขากับเธอก็พากันกลับมาถึงยังบ้าน
คนตัวเล็กรีบพุ่งตัวลงจากรถไปก่อนเลยด้วยความหิว แม้ตอนกลางวันจะกินจนอิ่มแต่พอถึงตอนนี้ก็ย่อยหมดกระเพาะพอดีเลย
“วันนี้คุณแม่ทำมื้อเย็นเป็นข้าวซอย”
เขาที่เดินตามหลังเธอมาพูดเสียงเรียบออกไป เมื่อเขารู้เมนูอาหารเย็นทุกวันเป็นปกติอยู่แล้ว วันที่ไม่รู้คือวันที่แม่ของเขาไม่ได้เข้าครัวทำอาหารเย็นนั่นแหละ
“คุณรู้ได้ยังไง”
“คุณแม่ลงในไลน์กลุ่มครอบครัว”
“อย่านั้นสินะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องไปขอชิมหน่อยแล้วล่ะ”
คนตัวเล็กเสียงเบาลงเล็กน้อย เมื่อว่าไปแล้วเธอนั้นก็เปรียบเสมือนคนนอกที่คงไม่อาจรู้เรื่องภายในครอบครัวเขามากไปกว่านี้ได้หรอก
นี่เขาให้กินข้าวทุกมือฟรีก็บุญเท่าไหร่แล้ว ไม่เอามาหักเงินร้อยล้านที่ยายเธอเอาไปก็บุญโขแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณค่าของเธอมันก็คงลดน้อยลงไปอีก ที่แม้ค่าข้าวก็ถูกหักไปกับค่าสินสอดนั้น
“ฉันส่งคำขอให้เธอเข้าร่วมกลุ่มไปแล้ว หัดรับซะบ้าง”
เขาส่งคำขอให้เธอนั้นเข้าร่วมไลน์กลุ่มตั้งแต่บ่ายแล้วเพื่อจะได้รู้ว่าวันนี้ที่บ้านมีอะไรกิน เมื่อไม่อยากเป็นฝ่ายต้องตอบคำถามเธอทุกวันหลังเลิกงานแบบนี้
“เหรอ”
รีบหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋าถือขึ้นมาดูหลังจากไม่ได้แตะต้องมันเลยมาตั้งแต่บ่ายเพราะไม่ว่างเลย เมื่อตะกี้นั่งรถมาก็มัวแต่คุยกับเขาก็ไม่ว่างเล่นอีก ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้ว
“ไอ้หนมนี่แกงานยุ่งจนไม่มีเวลาเล่นโทรศัพท์ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี้ย อ่ะ แล้วเขามีเวลาเล่นโทรศัพท์มากกว่าไอ้หนมได้ไงวะ”
แล้วเธอก็เห็นว่าเขานั้นส่งคำขอเข้าร่วมกลุ่มมาให้กับเธอ หญิงสาวกดดูในทันทีอย่างไม่รีรอพร้อมกับบ่นพึมพำไปด้วย
“ทำไมมีสมาชิกสี่คน อีกคนหนึ่งของบ้านนี้คือใครกัน”
“บ่นอะไรอยู่จ๊ะ”
คุณหญิงวรรณวิภาเดินมาพอดิบพอดีได้ยิน ก็เลยเข้าร่วมวงสนทนาของลูกสะใภ้ด้วย
“คุณป้า”
“ทำอะไรอยู่ ให้แม่ช่วยไหม”
“หนูกำลังจะกดรับคำเชิญเข้าร่วมกลุ่ม แต่หนูไม่แน่ใจว่าถูกกลุ่มหรือเปล่า คือว่า คุณนนท์เขาบอกว่านี่เป็นกลุ่มครอบครัว หนูกดเข้ามาดูแล้วมีสมาชิกตั้งสี่คน”
เมื่อมีเหยื่อเดินมาให้ถามข้อมูลถึงที่ คนอย่างพราวลลิลก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เพราะขืนคาดเดาไปเองวันนี้ก็คงไม่ได้คำตอบอะไรหรอก
“อ๋อ”
“ใครเหรอคะ”
“ยัยเนยน้องสาวเจ้านนท์เขานั่นแหละ หนูไม่เคยเห็นหน้าหรอก ไปเรียนอยู่สวิตเซอร์แลนด์นู้น ไปตั้งแต่ไฮสคูลจนตอนนี้จะจบโทแล้วยังไม่ยอมกลับมาบ้านเลย”
สมาชิกคนที่สี่ในกลุ่มไลน์ครอบครัวหาใช่คนอื่นไม่ แต่เป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านนี้ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยแต่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนู้น
“อ๋อ”
“กดรับเลยสิจ๊ะ หนูจะได้เป็นคนในครอบครัวของเราที่เดิมที่ก็เป็นอยู่แล้ว”
“ค่ะๆ”
“แม่ตักข้าวซอยให้นะ”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
พราวลลิลรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกที่บุคคลที่สี่นั้นเป็นคนในครอบครัวของเขาจริงๆ ไม่ใช่เพียงญาติสนิทมิตรสหายที่ไหนก็มาอยู่ในกลุ่มไลน์ครอบครัว
เธอกดเข้าร่วมไลน์กลุ่มนั้นแล้วทำการทักทายสวัสดีเล็กน้อย เพื่อเป็นมารยาทและแนะนำตัวให้ทุกคนที่รู้จักเธอและยังไม่รู้จักเธอได้รู้จักกันเอาไว้
และไม่นานข้าวซอยฝีมือคุณหญิงวรรณวิภาก็มาเสิร์ฟตรงหน้าให้เธอนั้นได้กินรองท้องก่อนออกไปเที่ยวในค่ำคืนนี้กับเพื่อนสาวที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน
