บทที่ 29 คนสวย
“ทำไมคุณไม่บอกฉันว่าวันนี้ฉันจะต้องไปหน้างานก่อสร้าง”
ก้าวเข้ามายืนภายในลิฟต์ด้วยกัน พราวลลิลก็หันหน้าไปจ้องตาเขาแบบจริงจัง ไม่กลัวแล้วสายตาคนหล่อ กลัวจะต้องไปเดินร้อนตายเสียมากกว่า
เธอต้องพูดกับเขาให้รู้เรื่อง ถึงเธอจะเป็นเลขาของเขา แต่เขาจะมาลากตัวเธอไปไหนมาไหนแบบนี้ตามใจชอบไม่ได้ เธอสวยก็จริงแต่ขอนั่งทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศก็พอ ไม่ขอออกไปเผชิญโลกกว้าง
“เธอเป็นเลขาก็ต้องตามเจ้านายไปทุกทีไม่ถูกหรอกเหรอ”
เขาจ้องใบหน้าสวยกลับอย่างไม่เข้าใจในคำถามของเธอมากนัก เธอเป็นคนจดตารางงานของเขา เธอก็ควรจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะต้องไปกับเขาด้วย
หรือว่าเลขานั้นมีหน้าที่อย่างอื่นอีก นอกเหนือจากติดตามเจ้านายไปทำงาน
“หึ๋ย พูดแบบเดียวกับอีเจ๊นั้นเลยนะ นัดกันมาหรือไง”
“บ่นอะไร”
เขาได้ยินที่เธอนั้นพูดเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ แต่พยายามไม่ใส่ความสนใจหรือได้ยินลงไป เพราะเธอก็คงต้องการแค่ที่ระบายก็แค่นั้น
“ฉันไม่พร้อมที่จะไป คุณดูสภาพฉันสิ”
ให้พูดกับเขาอ้อมไปอ้อมมาเธอก็คงต้องไปทำงานกับเขาอยู่ดี ดูท่าแล้วท่านประธานไม่น่าจะเข้าใจเรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนไปนานแล้ว ไม่มาถูกจับคู่แบบนี้หรอก
เธอก็เลยต้องอธิบายโดยละเอียด ว่าตัวเธอนั้นไม่พร้อมไปกับเขาจริงๆ อยากจะให้เขาส่งเธอกลับไปที่โต๊ะทำงานโดยไม่ไปยุ่งกับเงินเดือนอันน้อยนิดของเธอ
“ก็สวยดี”
นนท์ธิวรรธน์มองเลขาสาวของเขาอย่างเต็มตาแบบไม่ต้องแอบมองเมื่อเธอนั้นเปิดโอกาสให้เขาได้มองเอง ก็เห็นได้ชัดเต็มสองตาเลยว่า เธอนั้นสวยแบบที่หาข้อติเกือบไม่ได้เลย
สวยสมกับเป็นเลขาที่เขาจะพาไปไหนมาไหนด้วยอย่างไม่ต้องอายคนในแวดวงธุรกิจเดียวกับเลยล่ะ หรือจะพูดถึงตำแหน่งภรรยาก็คงต้องเป็นที่โจษจันถึงความสวยของเธอกันอย่างมากแน่ๆถ้าเขากับเธอได้คู่กันจริงๆไม่ใช่จอมปลอมเพื่อหนีการถูกจับคู่ไปเรื่อยๆแบบนี้
“ไอ้สวยน่ะมันก็สวยอยู่ฉันรู้ตัวเองดี แต่ว่าฉันจะไปเดินในไซต์งานก่อสร้างได้ยังไงกันล่ะ”
“เดี๋ยวไปถึงเธอก็จะได้หมวกเซฟตี้ แค่นี้ก็ปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว ถ้าไม่พอใจเดี๋ยวฉันหาเสื้อกั๊กสะท้อนแสงให้ใส่ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมาจะได้มองหาเธอได้ง่ายขึ้น พอใจหรือยัง”
ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ร่างสูงก็รีบเดินนำออกไปก่อนเมื่อเขานั้นยืนอยู่ใกล้ประตูลิฟต์มากกว่าเธอ แล้วก็เดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ด้านหน้าบริษัทพอดิบพอดี
แอบมองหญิงสาวด้วยหางตาก็เห็นได้ชัดว่าเธอนั้นเดินตามหลังเขามา เขาก็เลยไม่ได้หยุดรอเธอ
“มันไม่ใช่แบบนั้นโว๊ยยยย ไม่ใช่เลยล่ะ ไอ้พวกผู้ชายซื่อบื้อ”
แต่เธอไม่ได้เดินมาตัวเปล่า เธอมาพร้อมกับคำโวยวายที่เสียงดังพอสมควร ทำเอาเขานั้นถึงกับต้องทะลึ่งตาใส่เธอ ให้เธอรู้จักเก็บอาการเอาไว้บ้าง ยังไงตรงนี้ก็เป็นหน้าบริษัท ใครผ่านไปผ่านมาได้ยินเขามันจะไม่เหมาะสม
“นี่เนตรช่วยเปิดแอร์ให้เย็นๆหน่อยค่ะ หนูจะกักตุนความเย็นเอาไว้เพราะอีกเดี๋ยวต้องไปตกระกำลำบากที่หน้างานก่อสร้าง”
ก้าวเท้าขึ้นรถมาพราวลลิลก็รัวคำพูดที่เต็มไปด้วยความประชดประชันใส่เต็มคันรถนั้นเลย
ทำตาแข็งใส่เธอเหรอได้เลย เธอจะต้องเอาคืนให้ได้อย่างสาสมแน่นอน ไม่ปล่อยให้เขาทำหน้าระรื่นได้อยู่คนเดียวหรอก
“ครับ”
“หมวกและก็เสื้อตามที่บอกเอาไว้”
เมื่อรถจอดเทียบท่าหน้าไซต์งานก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ของนนท์ธิวรรธน์ เขาก็รีบให้คนเอาอุปกรณ์เซฟตี้สำหรับคนนอกที่จะเข้าดูงานก่อสร้างมาในทันที และหยิบยื่นให้หญิงสาวที่ยืนหน้าบูดอยู่ได้รับไป
ส่วนเขานั้นก็หยิบเอาเอกสารที่เธอต้องถือเอาไปถือเอาไว้แทน เพราะอีกประเดี๋ยวเขาก็ต้องใช้เอกสารพวกนี้ประกอบการตรวจความคืบหน้าของงานก่อสร้าง
“คุณเห็นผมฉันไหม กว่าฉันจะม้วนลอนได้ขนาดนี้ คุณจะให้ฉันใส่หมวกเนี้ยนะ”
พราวลลิลสะบัดผมของเธอที่ม้วนเป็นลอนเอาไว้อย่างสวยงามให้อีกฝ่ายได้เห็น ผมเธอสวยประหนึ่งดาราสาวท่านหนึ่งแบบนี้ เขาจะใจร้ายให้เธอใส่ไอ้หมวกเหลืองๆนี้ได้ยังไงกันล่ะ
“ต้องใส่หมวกถึงจะได้เข้าไป ไม่อย่างนั้นเธอก็ยืนตากแดดรอฉันอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน”
“ฉันจะไปรอบนรถ”
เป็นการดีเลย ถ้าไม่ใส่หมวกแล้วจะไม่ได้ต้องเข้าไปข้างใน เพราะเธอก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปสักเท่าไหร่หรอก ไปนั่งรอบนรถสบายๆจะดีกว่า
“อืม พอดีว่าพี่เนตรต้องเอารถไปจอดฝั่งตรงข้ามเพราะตรงหน้างานนี้มีรถปูนวิ่งเข้าออกไม่มีที่จอด จะไปตามหาพี่เนตรก็ตามใจเลยนะ”
เขาชี้นิ้วตามหลังของเขาที่พี่เนตรกำลังออกไปไกลๆนู้น เพราะถนนทางฝั่งนี้ไม่มีที่จะให้จอดได้เลย ก็คงต้องไปจอดอีกฝั่งเพื่อรอเขาตรวจงานจนเสร็จ พี่เนตรถึงจะวนรถกลับมารับ
ถ้าเธอจะวิ่งข้ามเกาะกลางถนนที่สูงเท่ากับเอวเธอไปได้ก็เชิญเลย เขาก็ไม่รั้งเธอเอาไว้ถ้าเธอจะเก่งกล้าขนาดนั้น
“เดี๋ยว รอฉันด้วย”
สุดท้ายเธอก็ต้องยอมใส่ไอ้หมวกเหลืองๆแข็งๆนั้น แล้วก็ใส่เสื้อสีสะท้อนแสงสุดเชยนั้นด้วยอีก
แล้วก็รีบเดินตามเขาเข้าไปในไซต์งานก่อสร้าง ด้วยไม่กล้ายืนอยู่ข้างหน้าคนเดียวท่ามกลางบรรดาคนงานของไซต์งานก่อสร้างนั้น
“บอกให้รอด้วยไม่ได้ยินหรือไง เดินให้มันช้าๆหน่อยสิ”
แต่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะรอเธอเลยแม้แต่นิด เธอกำลังลากส้นสูงให้สูงกับพวกหินกับทรายที่ทางไซต์งานเทเอาไว้เต็มทางเดินไปหมด แต่เขากลับเหาะข้ามทางเดินไปได้อย่างสบายจนจะถึงตัวตึกอยู่แล้ว
“ทำตัวเป็นเสาไฟฟ้าเดินได้แล้วยังเดินเร็วอีก ไม่มีน้ำใจสำหรับสุภาพสตรีเลย”
พราวลลิลยังคงส่งเสียงต่อว่าเขาไม่เลิก ไม่สนแล้วว่าเธอจะเป็นแค่เลขาและเขาจะเป็นถึงท่านประธานบริษัท
ก็คนอย่างเขาไม่คิดจะเดินรอเธอสักนิด สาวเท้ายาวๆนั้นอย่างรวดเร็วแล้วก็เข้าไปยืนหลบแดดอยู่ภายในตัวตึกอย่างสบายใจ
“เธอก็ก้าวขาให้มันเร็วๆหน่อย ขาก็สั้นแล้วยังก้าวช้าอีก เมื่อไหร่จะเดินทันคนอื่นเขาล่ะ”
เขาก็พยายามจะเดินช้าแล้วแต่ด้วยช่วงขาที่ยาวเพราะเขาสูงตั้งหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร มันก็ทำให้การย่างก้าวแต่ละทีไปได้ไกลมาก
มันก็เลยเป็นความผิดที่ตัวเธอ ที่เดินตามเขาไม่ทันแล้วยังส่งเสียงโวยวายจนคนงานก่อสร้างหันมามองเป็นตาเดียวกันหมดแล้ว
“นายว่าฉันเตี้ยเหรอ”
“ก็แล้วแต่จะคิด”
“ฉันสูงของฉันปกติ นายนั่นแหละเสาไฟฟ้า หึ๋ย”
“เลิกเถียงได้แล้ว เพราะว่ายังไงเธอก็เตี้ยกว่าฉันอยู่ดี”
เขาหยุดยืนจนเธอเดินเข้ามาใกล้ๆ ก็ได้โอกาสที่จะเทียบความสูงกับเธอพอดิบพอดี
เห็นได้ชัดเจนเลยว่า แม้เธอจะยืนอยู่บนรองเท้าส้นสูงก็สูงได้แค่ไหล่ของเขาเท่านั้นเอง แล้วแบบนี้จะเดินตามเขาทันได้ยังไง แถมยังมาโวยวายใส่เขาอีก
“ยิ้มอะไรมิทราบ ฉันไม่ตลกกับคุณด้วยหรอกนะ”
พราวลลิลรีบสาวเท้าสั้นๆของเธอเดินไปข้างหน้าเพื่อไปยังจุดที่มีพวกกลุ่มหนึ่งที่น่าจะเป็นพวกที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานนี้ หรือหนีรอยยิ้มเยาะเย้ยของเขาไปให้มันได้ไกลมากขึ้นสักหน่อย
“เตี้ยแต่ก็น่ารักดีนะ กวนประสาทได้ดีอีกด้วย”
เขาหยุดเดินสักพักเพื่อให้เธอนั้นเดินนำเขาไปก่อนจนถึงจุดหมาย แล้วเขาถึงออกเดินตามเธอไปทีหลัง
ปล่อยให้คนขาสั้นรู้สึกชนะได้บ้างจะได้เห็นเธอยิ้มได้บ้างในวันนี้ หลังจากที่ตั้งแต่เช้าแกล้งเธอให้หน้าบูดหน้าบึ้งมาตลอดแล้ว
