บทที่ 31 ผิดแผน
“ทำไมวันนี้คุณไม่ไปทำงานอ่ะ”
เสียงหวานกระซิบถามเขาอยู่บนเตียงนอนที่มีหมอนข้างกั้นเอาไว้ตรงกลางเตียงด้วยความสงสัยปะปนกับความผิดหวังเล็กๆน้อยๆ เมื่อเธอนั้นตื่นนอนขึ้นมาแล้วต้องพบกับคำว่าวันนี้ไม่ต้องไปทำงานจากคนข้างๆ
แบบนี้แผนที่เธอวางเอาไว้มันก็เสียแผนหมดนะสิ เมื่อวานที่อุตส่าห์ลากสังขารไปถึงห้างสรรพสินค้าทั้งที่เหนื่อยแทบขาดใจก็เสียเปล่านะสิ
“ฉันรู้สึกเหนื่อยๆ อยากพักสักสองวัน”
เช้าวันนี้เขานึกอยากจะหยุดงานเอาเสียดื้อๆ คิดอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านสบายๆสักวันโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน
“แน่สิ พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ยังไงคุณก็หยุดงานอยู่แล้ว”
“เธอจะไม่หยุดก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะให้พี่เนตรไปส่งเธอเอง”
“เจ้านายไม่ไป แล้วทำไมลูกน้องอย่างฉันต้องไปด้วยล่ะ แค่มีคุณกล้าหาญดูแลสถานการณ์ทางนู้นคนเดียวก็พอแล้วมั้ง”
ถึงจะไม่ได้อยากหยุดงานมากนักเพราะมีสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ แต่ในเมื่อเขาให้หยุดงานฟรีๆ ไม่พูดถึงเรื่องหักเงิน เธอก็ยินดีหยุดงานก็ได้
นอนเล่นๆสักวันก็ดีเหมือนกันจะได้พักร่างกายบ้างเพราะเมื่อวานก็สู้กับงานหนักและอากาศร้อนในตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จมาทั้งวัน
“เฮ้อออ”
เขาถอนหายใจเล็กน้อยกับท่าทีของเจ้าลูกแมวตัวน้อย ในตอนแรกทำขึงขังอยากจะไปทำงานให้ได้ แต่ตอนนี้กลับขยับหมอนห่มผ้าให้เข้าที่เตรียมนอนต่อซะอย่างนั้น
“ถ้าอย่างนั้น ก็ฝันดีนะ”
พราวลลิลยิ้มแป้นใส่เขาทั้งที่หน้าตายังไม่ได้ล้าง บอกฝันดียามเช้ากับเขาเพื่อพักผ่อนต่อ และคงจะตื่นอีกทีก็ตอนมื้อเที่ยงนู่นเลยล่ะ
“หึๆ”
เจ้าลูกแมวตัวน้อยตอนแรกเหมือนจะงอแงไม่ได้ไปทำงานจนเขาใจเสียอยู่เหมือนกันที่อยู่ดีๆก็สั่งให้เธอหยุดงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วก็คงจะดีใจไม่น้อยเลยสินะที่ได้หยุดงานไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งยิ้มมาให้เขาได้แบบนั้นหรอก
แล้วก็เป็นนนท์ธิวรรธน์ที่เป็นฝ่ายลุกออกจากเตียงและออกจากห้องนอนไปเพื่อให้เธอได้นอนหลับพักผ่อน โดยที่เขานั้นก็ไปนั่งทำงานที่ห้องทำงานที่ชั้นล่างของบ้านนั่นแหละไม่ได้ไปไหนไกลหรอก และก็มีแวะไปออกกำลังกายบ้างแก้เบื่อ
ส่วนวันอาทิตย์นั้นเขากับเธอก็ยังได้หยุดงานกันอีกหนึ่งวัน คราวนี้เขาและเธอก็พากันตื่นสายทั้งคู่ และก็ต่างใช้ชีวิตหมกตัวกันอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน พักผ่อนกันอย่างเต็มที่จนลามมาถึงเช้าวันจันทร์
“สายแล้วๆ”
พราวลลิลที่ติดนอนตื่นสายมาสองวันเต็มๆ พอวันที่สามที่เป็นวันที่จะต้องทำงาน เธอถึงกับโวยวายขึ้นมา เมื่อเธอนั้นนอนเพลินไปจนตื่นสาย กว่าจะอาบน้ำเสร็จก็เกือบจะแปดโมงเช้าแล้ว
“จะรีบไปไหน”
นนท์ธิวรรธน์นั่งมองเธอวิ่งไปวิ่งมาระหว่างห้องแต่งตัวกับห้องน้ำแล้วก็อดไม่ได้ที่จะขำออกไป
สองวันก่อนเธอยังนอนดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนเตียงอย่างสบายใจ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะวิ่งเป็นลูกแมวดีใจที่ได้ของเล่นใหม่
สงสัยเธอคงได้พักเก็บแรงเอาไว้เต็มที่แล้วสินะ คงพร้อมออกไปทำงานได้แล้วล่ะ
“ฉันยังไม่ได้หาชุดเลยนะวันนี้ แล้วนี่มันก็จะแปดโมงแล้วด้วย”
“ใส่ชุดแบบเดิมก็ได้”
ที่บริษัทเขาก็ไม่ได้เคร่งเรื่องชุดทำงานของเลขาอย่างเธอสักเท่าไหร่ อีกอย่างเธอก็แต่งตัวดีอยู่แล้ว เหมาะสมกับตำแหน่งโดยไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม หรือจะให้บอกอีกอย่างก็คืน เธอแต่งตัวสวยทุกวันอยู่แล้ว ไม่ต้องเลือกชุดใหม่อะไรหรอกแค่นี้เขาก็แอบมองไม่ไหวแล้ว
“ไม่ได้หรอก วันนี้มันพิเศษกว่าวันก่อนๆ”
“ถ้างั้นฉันลงไปกินข้าวก่อนนะ”
ถ้าเธอยังยืนยันว่าจะเลือกชุดทำงานก่อนเขาก็ไม่ว่าอะไร แต่กลับเปิดโอกาสให้เธอได้แต่งตัวอย่างสบายใจ เมื่อไปทำงานแล้วเธอจะได้ทำงานอย่างสบายใจไม่ต้องมาหน้าบูดใส่เขาทั้งวันอีก
“รบกวนคุณให้แม่บ้านห่อข้าวเช้าใส่กล่องให้ด้วยนะ เดี๋ยวฉันไปกินที่บริษัท”
หญิงสาวที่ดูเหมือนจะลงไปกินข้าวเช้าไม่ทันแน่ๆตะโกนสั่งชายหนุ่มออกมาจากภายในห้องแต่งตัว
“ไปสายได้วันนี้ไม่มีประชุม แต่งตัวเสร็จแล้วลงไปกินข้าวก่อนค่อยไป ฉันมีธุระจะไปคุยกับคุณพ่อพอดีเหมือนกัน”
เขาตอบกลับด้วยความใจเย็นไม่รีบร้อนอะไร การห่อข้าวไปกินมันจะไปอร่อยอะไรสู้กินเสียที่บ้านจะดีกว่า
“ค่ะๆ เดี๋ยวรีบลงไปค่ะ”
พราวลลิลหันกลับมาสนใจเกี่ยวกับการเลือกเสื้อผ้าของตัวเองต่อโดยที่เธอนั้นสวมใส่รองเท้าส้นสูงห้านิ้วที่ซื้อมาใหม่เอาไว้ด้วย
กว่าจะเลือกเสื้อผ้าได้ลงตัวกับรองเท้าก็ใช้เวลาอยู่สักพักใหญ่ ก่อนจะรีบลงไปกินอาหารเช้า แล้วถึงออกไปทำงาน
โดยที่นนท์ธิวรรธน์นั้นก็พูดคุยกับคุณพ่อของเขารอเธอไปพลางๆไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนอะไร กลับใจเย็นอย่างกับเขาเป็นสามีที่รอภรรยาแต่งตัวให้สวยได้ทั้งชีวิตอะไรทำนองนั้น
“ไม่สบายเหรอ”
เขากับเธอเดินทางมาถึงยังบริษัทราวๆเกือบจะเก้าโมงเช้าเห็นจะได้ ค่อนข้างสายกว่าทุกวันแต่ก็ไม่ได้นับว่าสายมากสำหรับตำแหน่งผู้บริหารอย่างเขาและเลขาติดตามตัวเขาแทบจะเป็นเงาของกันและกันอย่างเธอ
แต่ที่ดูเหมือนจะแปลกก็คงจะเป็นเธอที่พอก้าวลงจากรถได้ ก็เดินตัวแข็งเป็นท่อนไม้ผ่านหน้าเขาไป
“เปล่า ฉันสบายดี”
เธอยังคงเดินอย่างเฉิดฉายอยู่บนรองเท้าส้นสูงห้านิ้วที่สำหรับเธอมันคือรองเท้าที่สูงมากแล้ว และเสริมให้เธอนั้นสูงไปถึงร้อยเจ็ดสิบเซนเห็นจะได้
คราวนี้ล่ะเขาก็หาว่าเธอขาสั้นและก็เตี้ยไม่ได้แล้ว เธอเสริมความสูงมาขนาดนี้เขาก็ต้องอ้าปากค้างกันบ้างล่ะ
“สบายดี ถ้าอย่างนั้นก็เดินให้มันดีๆ จะทำคอแข็งๆทำไมอย่างกับคนนอนตกหมอน”
“ก็ฉันสูงขึ้นไงล่ะ ว้ายยย”
พราวลลิลเอาแต่มองหน้าเขาจนไม่ได้มองว่าพื้นนั้นมันต่างระดับกันอยู่ ร่างเล็กบนรองเท้าส้นสูงถึงกับล้มกลิ้งลงไปกับพื้นไม่เป็นท่า
“หนมหวาน”
นนท์ธิวรรธน์ขยับตัวอย่างรวดเร็วพอๆกับร่างเล็กที่ล้มลงไปตรงหน้าเขา สองมือหนารีบช่วยกันคว้าเธอเอาไว้ ถึงจะไม่ทันการณ์แต่ทว่าก็สามารถชะลอไม่ให้ร่างเล็กนั้นกระแทกพื้นไปทั้งวัน
“โอ๊ย เจ็บ”
คนตัวเล็กที่กองอยู่กับพื้นพยายามจะลุกขึ้นยืนในทันทีโดยมีสองมือของเขาช่วยประคองเอาไว้ แต่เธอกลับยืนไม่ได้เมื่อข้อเท้าข้างซ้ายมันเจ็บเป็นที่สุด
“ใครใช้ให้ใส่รองเท้าสูงขนาดนี้”
เขาก้มมองไปที่ข้อเท้าของเธอแล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เธอนั้นใส่รองเท้าสูงมาก สูงจนไม่น่าใส่ออกมาจากบ้านได้ เธอไปเอาความคิดอะไรของเธอมาถึงได้ใส่รองเท้าได้สูงขนาดนี้
ผู้หญิงเดี๋ยวนี้เขาต้องแต่งตัวกันขนาดนี้เลยเหรอ ดีแค่ไหนไม่ล้มลงไปหัวแตก
“ก็คุณว่าฉันเตี้ยทำไมล่ะ”
เพราะคำพูดของเขานั่นแหละที่ทำให้เธอต้องลงทุนซื้อรองเท้าใหม่เพื่อเพิ่มความสูง ถ้าเขาไม่ว่าเธอขาสั่นและหัวเราะเยาะ เธอคงไม่ทำอะไรแบบนี้หรอก
“แล้วมันคุ้มกันไหมล่ะ”
เขาเอ็ดเธอเบาๆที่คิดทำอะไรไม่เข้าท่า ดีนะที่มีเขาเดินมาด้วยถึงได้ช่วยทันแค่ข้อเท้าพลิกลงไป และนี่ถ้าเธอเดินมาคนเดียวมันจะเป็นยังไง ไม่บาดเจ็บถึงขั้นต้องห้ามส่งโรงพยาบาลหรอกเหรอ
“ไม่คุ้ม ฮือออ”
หญิงสาวถึงกับน้ำตาไหลออกมา ไม่ได้โกรธที่ถูกเขาดุเพราะเธอก็สมควรโดนดุ แต่เธออายที่คิดอะไรไม่เข้าท่าเอาเสียเลยแบบนี้
เสียเงินค่ารองเท้าไปก็ตั้งหลายบาท ยังจะมาเสียหน้าตรงนี้อีก มันไม่คุ้มค่ากันเลย
“ไม่ต้องร้องหรอก แค่ขาพลิกล่ะมั้งคงไม่ถึงกับหักหรอก”
“อาย”
จับเอาชายเสื้อสูทของเขาขึ้นมาบังใบหน้าของตัวเองที่ขยับไปเกือบชิดหน้าอกของเขาเอาไว้ ด้วยคนทั้งบริษัทเริ่มมองมาที่เธอกับเขากันแล้ว
