บทที่ 33 ห่วงใย
“ตายแล้วหนูหนมหวาน ข้อเท้าไปโดนอะไรมาลูก”
เสียงของคุณหญิงวรรณวิภาเอ่ยดังมาแต่ไกลก่อนที่ตัวจะปรากฏเสียอีก เมื่อสายตาของเธอนั้นมองเห็นตั้งแต่อยู่ในครัวว่าที่ข้อเท้าของลูกสะใภ้มีผ้าเอาไว้ ท่าทางการเดินเหินตั้งแต่ลงจากรถก็ไม่ปกติมีลูกชายของเธอช่วยประคองมาอีก
ไอ้ความใกล้ชิดที่ลูกชายของเธอกับลูกสะใภ้มีให้กันมันก็ดีอยู่ แต่คงไม่ใช่แบบเหมือนคนเจ็บตัวมาแบบนี้
“ขาพลิกนะคะ”
พราวลลิลเดินเข้าบ้านมาด้วยความยากลำบากกว่าทุกๆวัน สองมือของเธอต้องจับแขนของนนท์ธิวรรธน์เอาไว้แน่นแล้วเดินด้วยขาเพียงข้างเดียวส่วนอีกข้างนั้นยกไว้เหนือพื้นไม่อาจแตะพื้นได้ด้วยยังเจ็บอยู่มาก
ตอนอยู่ที่บริษัทก่อนจะกลับบ้านเขาก็ขันอาสาจะช่วยอุ้มเธอลงมาเหมือนกันตอนที่อุ้มเธอขึ้นไปที่ห้องทำงาน ใจเธอก็อยากให้เขาอุ้มอยู่ตลอดเพราะไม่มันกระทบกระเทือนกับข้อเท้าที่พลิก แต่ทว่าเธออายเกินกว่าจะทำอะไรแบบนั้นรอบสองรอบสามน่ะสิ
และยิ่งอยู่ต่อหน้าคุณลุงกับคุณป้าก็ยิ่งไม่กล้าทำมากขึ้นไปอีก เดาได้ล่วงหน้าเลยว่าท่านทั้งสองคนเชียร์เขากับเธอกันแทบขาดใจ โดยที่เธอกับเขาก็เป็นแค่คู่สามีภรรยาเสแสร้งเท่านั้น ไม่มีความรู้สึกอะไรต่อกันทั้งนั้นจริงๆ
“พาน้องไปหาหมอมาหรือยัง”
คุณหญิงวรรณวิภามองสำรวจร่างกายลูกสะใภ้ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของเธออย่างละเอียด เห็นว่าไม่มีร่องรอยอย่างอื่นนอกเสียจากตรงข้อเท้านั้นก็สบายใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด
สุดท้ายก็ต้องหันไปถามลูกชายว่าได้ดูแลเมียเป็นอย่างดีหรือยัง หรือเอาแต่ทำงานจนลืมไปว่าต้องดูแลเมียไปด้วย
“น้องเขาไม่ไปครับแม่”
น้ำเสียงเจือกลิ่นอายของความเป็นห่วงออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาบอกให้เธอไปหาหมอตั้งแต่เกิดเรื่องใหม่ๆเมื่อเช้านี้แต่เธอกลับไม่ไปและทนเจ็บให้เขาที่มีความรู้ทางการแพทย์แค่เพียงเบื้องต้นปฐมพยาบาลให้
“หนูไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะ แค่พักสักวันสองวันก็น่าจะหายแล้ว”
พราวลลิลก้มหน้ารับความดื้อของเธอเองนั่นแหละที่ไม่ยอมไปหาหมอ คิดว่าก็แค่ขาพลิกไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ได้พักสักวันสองวันก็คงหายดีได้เอง เรื่องแค่นี้ไปหาหมอก็คงอายหมอเขาแย่และถ้ายิ่งไปบอกสาเหตุเพียงเพราะความสูงเป็นเหตุ เธอคงต้องเอาหน้ามุดดินโชว์หมอแน่ๆ
“แย่ล่ะ พรุ่งนี้แม่กับพ่อไม่อยู่ซะด้วย แล้วใครจะดูแลหนูกันล่ะ”
นอกเหนือจากความเป็นห่วงในวันนี้ที่คนอย่างคุณหญิงวรรณวิภามีต่อลูกสะใภ้ คุณหญิงยังคิดถึงวันต่อๆไปเผื่อเอาไว้อีกด้วย
เนื่องจากว่าเธอและก็สามีนั้นวางแผนไปเที่ยวหาลูกสาวที่นานๆจะได้เจอหน้ากันสักทีที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ตามด้วยการเดินทางท่องเที่ยวไปอีกสองสามประเทศตามประสาคนแก่วัยเกษียณ ก็ไปสักประมาณเดือนหรือสองเดือนก็จะกลับบ้าน อะไรทำนองนั้น
“คุณลุงกับคุณป้าจะไปไหนเหรอคะ”
คนตัวเล็กถูกพามานั่งพักที่โซฟาที่ใกล้ที่สุด เธอนั้นเป็นผู้ร้องขอกับคนที่พาเดินมาเอง เมื่อต้องการคุยกับคุณลุงคุณป้า
“ว่าจะไปเยี่ยมยัยเนยแล้วก็ถือโอกาสไปเที่ยวกับด้วย ก็สักประมาณเดือนหรือสองเดือนก็น่าจะกลับกันนะจ๊ะ”
“ไปเที่ยวกันเถอะนะคะ หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
พอได้ฟังแผนการเดินทางที่ดูเหมือนการเดินทางรอบโลกของคุณลุงกับคุณป้าเธอก็พลอยมีความสุขไปกับพวกท่านด้วย ได้เดินทางไปเยี่ยมทั้งลูกสาวและก็ได้ไปท่องเที่ยวด้วย ชีวิตวัยเกษียณมันดีแบบนี้นี่เอง
เพราะฉะนั้นเธอก็ควรตั้งใจเก็บเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ได้ จะได้ไปหางานทำที่ต่างประเทศสักที ต่อไปก็จะได้วางแผนวัยเกษียณให้มีความสุขแบบคุณลุงกับคุณป้า
“ตานนท์ มาคุยกับแม่หน่อยซิ”
คนเป็นแม่สามีไม่วางใจเมื่อเห็นลูกสะใภ้ยังเดินเองไม่ได้แบบนี้ เรียกหาลูกชายให้ไปคุยกันเป็นการส่วนตัว
“แม่ไม่อยู่ ดูแลน้องได้ไหม”
เสียงคนเป็นแม่เอ่ยถามอย่างอ่อนหวาน ด้วยเลี้ยงลูกชายมาเองกับมือ รู้ดีว่าควรใช้ไม้ไหนพูดคุยกับลูกชายในเวลาแบบนี้
“ครับ”
นนท์ธิวรรธน์มีเพียงคำตอบสั้นๆกับการพยักหน้าเล็กน้อยให้กับผู้เป็นแม่เท่านั้น ไม่มีอะไรเพิ่มเติมเมื่อปากไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านั้น วันนี้ทั้งวันเขาก็ดูแลเธอมาแล้วต่อไปอีกหลายๆวันจนกว่าเธอจะหายเขาก็ดูแลเธอได้
“ดูแลแบบไหน แบบทิ้งๆขวางๆแล้วเราทำแต่งานไม่ได้นะ”
“ผมจะออกจากบ้านให้สายหน่อยแล้วก็กลับบ้านให้เร็วขึ้น แบบนี้ได้ไหมครับ”
“อืม แบบนี้แม่ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย ฝากด้วยนะไอ้ลูกชาย”
พอได้ยินลูกชายพูดแบบนั้นคุณหญิงวรรณวิภาก็พอจะยิ้มออกมาได้บ้าง เลี้ยงลูกชายมาเองก็พอจะรู้ว่าลูกชายบ้างานมากแค่ไหน นี่ถึงกับสละเวลางานมาเพื่อดูแลผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา เรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
ถูกใจแม่ซะจริงๆ ในระยะเวลาแค่เดือนเดียว พัฒนาการลูกชายของเธอที่ไม่อยากจะมีเมียดีขึ้นแบบก้าวกระโดดจริงๆ
หวังว่าพอแม่อย่างเธอไปเที่ยวกลับมาแล้วจะได้ยินข่าวดีกว่านี้อีกนะ
“เฮ้อออ”
เสียงถอนหายใจดังออกมายาวๆพร้อมกับการก้าวขายาวๆเดินกลับไปยังห้องนอนของตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดทำงานออกเป็นชุดสบายๆแทนเพื่อพักผ่อนในวันที่ได้เลิกงานเร็วกว่าทุกๆวัน
พาร่างกายที่โหมแต่งานหนักไปเอนกายรับลมเย็นๆอยู่ที่สวนหย่อมข้างบ้านเหมือนอย่างเคย โดยห้ามให้ใครรบกวนเขาจนกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็น
ส่วนพราวลลิลเขาคงยังไม่ต้องทำหน้าที่ดูแลเธอเมื่อพ่อกับแม่เขารับหน้าที่นั้นไปเรียบร้อยแล้ว ดูแลทั้งขาที่แพลงดูแลทั้งอาหารการกินไม่ขาดปาก เอาอกเอาใจกันยิ่งกว่าตัวเขาที่เป็นลูกชายแท้ๆเสียอีก
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขากลับไม่นึกอิจฉาอะไรในตัวเธอ กลับรู้สึกสบายใจเสียมากกว่าที่ได้เห็นภาพเหล่านั้น น่าแปลกจริงๆ
“หนมหวาน”
เช้าวันใหม่ที่แสนวุ่นวายก็เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว พ่อกับแม่ของเขาออกเดินทางไปที่สนามบินกันตั้งแต่เช้ามืดโดยที่เขาตื่นขึ้นมาส่งพวกท่านที่หน้าบ้านเหมือนกับทุกๆปีที่ผ่านมา แล้วก็กลับไปนอนต่อก็ทำเอาตื่นขึ้นมาสายพอสมควรถึงกับโดนคนที่นอนอยู่ข้างๆปลุกเอาเลยล่ะ เมื่อเธอนั้นอยากไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินไปเองไม่ไหว เลยจะให้เขาพาไป
และการตื่นสายก็ทำให้เขาต้องรีบเร่งทำทุกอย่างโดยเฉพาะการดูแลหญิงสาวที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน นอกจากพาเธอเข้าห้องน้ำรอบแรกไปแล้วก็ยังมีเข้าไปอีกรอบเพื่ออาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จก็พามาห้องแต่งตัว และพอแต่งตัวเสร็จเขาก็พาเธอลงมายังชั้นล่างของเธอ เพื่อให้แม่บ้านรับช่วงดูแลเธอต่อจากเขา
ทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อยดีแล้วเวลาก็ปาเข้าไปเก้าโมงครึ่งพอดิบพอดีและอีกครึ่งชั่วโมงเขามีประชุม ทำให้เขานั้นต้องรีบเร่งตัวเองอีกครั้งเพื่อออกจากบ้านให้เร็วที่สุด
แต่เหนื่อยทุกการรีบร้อนเขากลับหันไปเรียกหญิงสาวที่ยังนั่งกินอาหารเช้าอยู่ เพื่อจะบอกกับเธอว่าเขาจะไปทำงานแล้วนะ
“คะ”
พราวลลิลที่ไม่เคยได้เขาเรียกชื่อเธอแบบนี้มาก่อนถึงกับเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย นี่เขาเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมถึงเรียกชื่อเล่นของเธอกันล่ะ
“อืม ฉันจะไปทำงานล่ะนะ”
“ค่ะ”
“ถ้าต้องการอะไรก็บอกแม่บ้านได้เลยนะ”
“ค่ะ”
“ฉันๆ ฉันไปล่ะนะ”
“ค่ะ เชิญค่ะ”
“เป็นอะไรของเขา แปลกๆแฮะ”
ที่เขาเรียกชื่อเธอก็เพราะอยากบอกให้เธอรู้ว่าเขาจะไปทำงานแล้ว ก็คงเป็นเพราะวันนี้ไม่ได้ไปทำงานด้วยกันล่ะมั้ง ก็เลยรู้สึกใจหวิวแปลกๆเมื่อเขาบอกอะไรแบบนั้น
แต่เขาแปลกกว่าเธอเยอะเลย พอบอกว่าจะไปก็ยังไม่ยอมเดินไปสักทีเอาแต่มองเธออยู่นั่นแหละ จนเธอแทบลุกขึ้นยื่นผายมือแบบพนักงานต้อนรับของโรงแรมเขาถึงยอมไป อย่างกับอาลัยอาวรณ์อยากอยู่กับเธอยังไงยังไงแหละ
หรือเธอแค่คิดไปเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงสับสนไปเอง เพราะกินยาแก้ปวดเมื่อคืนล่ะมั้ง
พราวลลิลใช้เวลาอยู่บ้านด้วยการนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนโซฟาสลับกับการเดินเล็กน้อยด้วยขาข้างเดียวไปที่ห้องอาหารเพื่อกิน
เรียกได้ว่าเป็นคนบาดเจ็บที่ค่อนข้างสุขสบาย เพราะถูกดูแลอย่างดีจากเจ้าของบ้านและแม่บ้านของเขา
แต่เวลาผ่านไปค่อนข้างช้าไม่รวดเร็วเหมือนตอนได้นั่งทำงานอยู่หน้าห้องของนนท์ธิวรรธน์เลย ทำให้แค่ครึ่งวันแรกเธอก็เบื่อซะแล้ว
“ทำไมวันนี้คุณกลับเร็วจัง”
เธอมองนาฬิกาที่ข้อมือรอบแล้วรอบเล่าเวลาก็เดินหน้าไปแค่นิดเดียวเอง ราวกับเฝ้ารอให้ใครบางคนรีบกลับมาหา
มองไปมองมานาฬิกาที่ข้อมือก็บอกเวลาบ่ายสองโมง เหลืออีกตั้งมากกว่าจะหมดวัน คนตัวเล็กถึงกับถอนหายใจรอบที่ล้านของวัน
แต่แล้วก็ต้องรีบสูดลมหายใจกลับเมื่อได้ยินเสียงรถของเขากลับมาที่บ้านทั้งที่ก่อนเวลาเลิกงานตั้งสามชั่วโมง
“ถ้ากลับช้า ฉันจะได้เห็นเหรอว่ามีคนลากขาเจ็บๆมากินขนมถึงตรงนี้”
“เหอะๆ ไม่ได้มีแค่ขนมอย่างเดียวนะ มีผลไม้ด้วย กินด้วยกันไหม”
พราวลลิลยิ้มแห้งๆเมื่อถูกแซวแบบนั้น ก็จริงของเขาเธอลากสังขารมาไกลมากจริงๆนั่นแหละ แทนที่จะนั่งอยู่ตรงโซฟาตรงห้องโถงใหญ่ตรงนั้นก็กลับกระโดดเป็นกบที่มีขาใช้การได้เพียงข้างเดียวมานั่งตรงเคาน์เตอร์หน้าห้องอาหารตรงนี้
“อืม ตามสบายเลย”
“คุณไม่กินด้วยกันเหรอ”
“ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวค่อยมากิน”
เขารู้สึกอึดอัดเกินกว่าจะนั่งลงกินอะไรตอนนี้ คงเป็นเพราะรีบเร่งทำงานมากเกินไปก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง ก็เลยนึกอยากจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกสักหน่อยเพื่อว่าอาการเครียดเล็กๆน้อยที่เกิดจากการทำงานจะหายไป
“ฉันจะรอนะ”
คนตัวเล็กยิ้มส่งเขาราวกับดีใจที่มีเขากลับมาที่บ้าน เธออยู่บ้านไม่เหงาหรอกเพราะมีแม่บ้านคอยพูดคุยด้วยทุกวัน แต่มีเขาอยู่ทะเลาะด้วยมันดีมากกว่า
