บทที่ 34 เอนเอียง
“เธอว่างไหม”
นนท์ธิวรรธน์ทำตัวเองให้ดูผ่อนคลายมากขึ้นด้วยการอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อกลับมาหาเธออีกครั้ง
ก่อนจะเดินไปหาเธอเขาเดินไปหยิบเอากระเป๋าใส่เอกสารที่ถือกลับมาจากที่ทำงานมาด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ให้คนขับรถเอาไปวางไว้ภายในห้องทำงานของเขา
“อืมๆ ว่างซิ วันนี้ว่างทั้งวันเลย ไม่ได้ทำอะไรจนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”
พราวลลิลตอบไปพลางเช็ดมือไปด้วยเมื่อเธอนั้นกินขนมอิ่มพอดิบพอดี หรืออีกอย่างก็คือกินจนแน่นท้องไปหมดแล้วจนกินต่อไม่ไหว
“อืม ถ้างั้นก็อ่านรายงานพวกนี้”
มือหนาหยิบเอาเอกสารที่มีจำนวนเกือบสิบใบออกมาจากภายในกระเป๋าทำงานมาให้เธอได้ดู เป็นงานที่เขาเอากลับมาทำต่อที่บ้านเพราะถ้าขืนอ่านรายงานการประชุมพวกนี้หมดเขาก็คงกลับบ้านเย็นเหมือนอย่างเคย ก็เลยจำต้องเอากลับมาด้วยและให้เธอช่วยรับผิดชอบ
“ให้ฉันอ่านให้คุณฟังเหรอ”
“อืม”
“อืมมมมม ก็ได้”
พราวลลิลตัดสินใจด้วยความอยากลำบาก เพราะการอ่านนั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยากอยู่พอสมควร ก็เพราะเวลาที่เธออ่านรายงานพวกนี้ให้เขาฟังอย่างเช่นเมื่อวาน เธอนั้นกวาดสายตาสรุปใจความไปก่อนที่จะอ่านด้วย ทำให้เนื้อหากระชับมากขึ้น และฟังง่าย เรียกได้ว่าเปลืองแรงสมองพอสมควร ถ้าวันนี้อ่านอีกเธอคงได้นอนสลบเหมือดแน่ๆ
แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ เขาก็มีน้ำใจให้กับเธอหลายอย่าง เธอก็ควรจะมีน้ำใจให้กับเขาบ้าง ต่อไปจะได้ไม่ถูกหักเงินเดือนอีก
“ไปที่โซฟาไหม”
เขาประคองร่างเล็กให้เดินไปนั่งที่โซฟาตรงห้องโถงของบ้าน ที่ตรงนั้นน่าจะทำให้เธอนั่งลงได้อย่างสบายตัวมากกว่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าห้องอาหารแบบนี้
ยังคงเป็นฝ่ายแค่ยืนแขนไปให้เธอจับเอาเอง ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเธอก่อน เว้นระยะอย่างสุภาพบุรุษเขาทำๆกัน
“อืม”
“เริ่มล่ะนะ”
พราวลลิลเริ่มต้นทำหน้าที่เลขาของเธอด้วยการอ่านรายงานการประชุมของฝ่ายจัดซื้อที่ถูกสรุปขึ้นมาโดยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเสนอต่อผู้บริหารของบริษัทอย่างเขา
อ่านไปเธอก็กวาดสายตามองตัวหนังสือที่อยู่ด้านหน้าไปด้วย สรุปสาระสำคัญเพื่อให้การฟังเป็นไปอย่างเพลิดเพลินตามความถนัดของเธอ เพราะตอนที่ช่วยพ่อกับแม่ทำงานเธอก็มักได้อ่านพวกรายละเอียดของสินค้าที่รับเข้ามาขายภายในร้านอยู่บ่อยๆ
“ขอนอนได้ไหม”
คนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างๆกับคนตัวเล็กชักเริ่มเมื่อยหลังแล้ว เพราะเขาไม่ใช่นั่งแค่ตรงนี้แต่เขานั่งมาทั้งวันแล้ว จะเมื่อยก็คงไม่แปลกอะไร และยิ่งมาได้ฟังเสียงของเธอเขาก็ยิ่งอยากจะนอนมากกว่าปกติเข้าไปอีก
“ตามใจคุณเถอะค่ะ คุณจะนั่งฟังหรือนอนฟังฉันอ่านได้อยู่แล้ว”
“โอเค”
ร่างสูงเอนตัวลงนอนอย่างช้าๆเมื่อต้องระวังไม่ให้ศีรษะของเขาเลยตัวเธอไป หรือไม่ให้เท้าของเขาแตะไปโดนที่วางแขนของโซฟา เมื่อตัวเขามันยาวจนเกินโซฟาไปมาก
แล้วเขาก็ลงนอนได้สำเร็จ ศีรษะของเขาหนุนอยู่บนตักเล็กของเธอพอดิบพอดี ส่วนขานั้นก็งอเอาไว้อย่างเรียบร้อยไม่ให้ยาวล้นออกนอกโซฟา
“คุณ”
คนตัวเล็กถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อชายหนุ่มลงนอนบนตักเธออย่างไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่มีผู้ชายมานอนหนุนตักเธอ ปกติจะมีแค่พี่สาวของเธอเท่านั้นหรือว่าหลานที่จะทำแบบนี้
เอาอีกแล้วใจดวงเล็กของเธอแทนที่จะตกใจจนแทบหยุดเต้น แต่กลับเต้นระรัวราวกับตื่นเต้นไปกับศีรษะโตๆที่อยู่บนตักนั้น
“ฉันนั่งทำงานมาทั้งวัน เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว”
ขยับศีรษะเล็กน้อยเพื่อให้นอนได้สบายขึ้นบนตักนุ่มๆของเธอ พยายามทำอะไรเบาๆเพราะรู้ดีว่าศีรษะของเขาค่อนข้างหนักสำหรับเธอ อาจทำให้เธอเจ็บได้ถ้าเขาขยับอย่างเอาแต่ใจ
“แต่ว่า”
“เอนหลังตรงนี้ไม่ได้เหรอ”
เขาช้อนสายตาขึ้นไปมองเธอ เมื่อเธอตั้งท่าเหมือนจะไม่ให้เขานอนหนุนตักทั้งที่บนโซฟานี้มันมีแค่หมอนอิงใบเล็กๆ จะให้เขาลงนอนก็คงไม่สบายตัวมากนัก เธอจะใจร้ายใจดำแบบนั้นเหรอ
“มันก็ไม่เชิงว่าไม่ได้ แต่ว่ามัน...
ใจเธอเต้นแรงมากขึ้นจนเหมือนหัวใจจะหลุดออกมานอกอก มือเล็กๆยกขึ้นวางทาบไปบนอกเพื่อระงับอาการเอาไว้ก่อนที่หัวใจมันจะหลุดออกมา
เล่นเอาเธอพูดต่อไม่ได้เลย จำต้องกลืนคำพูดที่คิดจะให้เขาขยับศีรษะออกลงคอไป
“รีบอ่านเถอะจะได้จบก่อนมื้อเย็น”
“ค่ะ”
พราวลลิลสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพ้นออกอย่างช้าๆอยู่สองสามรอบเพื่อเรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่เลขาของเธอต่อ ด้วยการแอบมองคนที่นอนอยู่บนตักไปด้วยอ่านรายงานการประชุมไปด้วย
ต้องยอมรับตรงๆเลยว่า การอ่านของเธอในช่วงหลังนี้แย่มากเสียจนเป็นแค่การอ่านไปตามตัวหนังสือไม่ได้สรุปใจความอะไรเลย แถมในหัวเธอยังจำอะไรที่อ่านออกไปไม่ได้ด้วย ก็เพราะมีแต่เพียงใบหน้าของหนุ่มตี๋ลอยไปลอยมาจนเสียสมาธิไปหมดเลย
“ดูเหมือนว่าฝ่ายจัดซื้อจะมีปัญหา”
นนท์ธิวรรธน์จับใจความในการฟังได้เป็นอย่างดี ด้วยเขาค่อนข้างหัวไวกับการทำงานพอสมควร อะไรนิดๆหน่อยๆเขาก็สามารถเข้าถึงได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องฟังเธออ่านจนจบเขาก็รู้ทุกอย่างแล้ว
แต่ทว่าเสียงหวานๆกลับชวนให้เขาอยากฟังจนจบ และไม่อยากให้จบเลยด้วยซ้ำ อยากจะนอนนิ่งๆบนตักนิ่มๆและหอมไปอีกสักสองสามชั่วโมงด้วยซ้ำไป
“คุณรู้ได้ยังไง”
คนที่ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในหัวเลยแม้จะเป็นคนอ่านด้วยซ้ำไปเอ่ยถามเขาด้วยความสงสัย
“ปกติเบลจะจัดการกับปัญหาได้ จะไม่เคยเอาปัญหามาประชุม”
เขาจับจุดได้เพราะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อพูดถึงปัญหาที่การทำงานล่าช้าเพราะระบบที่ดูเหมือนจะไม่เข้าที่เข้าทางเพราะลูกน้องไม่ยอมเชื่อฟังอยู่สองสามครั้งในการประชุมนั้น ผิดกับนิสัยของผู้จัดการฝ่ายซื้อเลยนะที่มักแก้ปัญหาได้ก่อนจะมีการประชุม
“ใช่คุณมาริสาไหมคะ”
“อืม ใช่”
“อ๋อ เธอเก่งนะคะ”
พราวลลิลมีความจำกลับขึ้นมาในทันทีเมื่อรู้ว่าผู้จัดการฝ่ายซื้อเป็นใคร เป็นคนที่เขาอี๋อ๋อจนออกนอกหน้าด้วยวันนั้น สนิทสนมกันราวกับเป็นคนรู้ใจกันภายในที่ทำงานนั้นเอง
“อืม คงต้องจัดการอะไรสักอย่าง”
เขาบ่นพึมพำออกมา เมื่อคงต้องช่วยเหลืองานของมาริสาเพื่อให้เธอสามารถลาออกได้อย่างสบายใจก่อนจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เขาไม่อยากให้น้องสาวคนนี้เกิดปัญหาอะไรก่อนจะได้ไปเรียนต่อ
“คุณจะลงไปแก้ปัญหาเองเหรอคะ”
“ก็คงต้องช่วยเบล ยังไงเบลก็....
“ฉันหิวข้าวแล้ว ไม่รู้ว่าป้าแม่ครัวทำกับข้าวเสร็จหรือยัง”
มือบางดันศีรษะของคนตัวสูงขึ้นให้เขาลุกออกจากตักของเธอไป โดยไม่รอให้เขาพูดพร่ำถึงหญิงสาวที่เขาให้ความสนิทสนมด้วยคนนั้นจนจบ มันคงมีแต่ความรักที่ดูน่าจะน้ำเน่าน่าดูเลยล่ะ เธอไม่อยากฟัง
“เดี๋ยวฉันไปดูให้”
“วันนี้เป็นอาหารสไตล์จีน คุณหญิงวรรณวิภาสั่งให้ทำเพื่อเธอโดยเฉพาะ”
เขาอาสาไปเร่งแม่บ้านให้ทำกับข้าวให้เสร็จเร็วขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอนั้นหิวจนแทบรอไม่ได้ ไปไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับอาหารที่ถูกยกมาเสิร์ฟถึงหน้าโซฟาตัวใหญ่ที่เขากับเธอนั่งกันอยู่
“ไลน์ไปขอบคุณคุณป้าก่อนดีกว่า”
ด้วยความเคยชินของการเป็นหนึ่งในสมาชิกไลน์ครอบครัว พราวลลิลรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาในทันทีแล้วกดถ่ายรูปอาหารที่แสนน่ากินส่งให้คุณหญิงวรรณวิภาเพื่อขอบคุณ
“ดูท่าแล้วเธอแย่งแม่ฉันไปเรียบร้อยแล้วนะ ทั้งความรักความเอ็นดู”
นนท์ธิวรรธน์จ้องมองเธอที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พูดคุยกับแม่ของเขาผ่านไลน์กลุ่มครัวครอบจนแอบยิ้มเล็กๆตามเธอเอ่ยพูดขึ้น ไลน์กลุ่มครอบครัวที่ตั้งแต่มีเธอเขาจะไปไล่อ่านข้อความทุกข้อความทั้งที่เมื่อก่อนถ้าไม่มีเรื่องสำคัญเขาแทบจะไม่อ่านอะไรเลย
เขาไม่ได้อิจฉาเธอหรอก แต่กลับรู้สึกยินดีจนต้องพูดออกมา มันเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ เขาพยายามจะอิจฉาเธอหลายครั้งแล้วนะแต่มันก็เข็นไม่ขึ้นจริงๆ กลับนึกอยากให้แม่ของเขารักเธอให้มากกว่าที่เป็นอยู่ขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ
“คุณเองก็มีความรักของคุณแล้ว จะมาอิจฉาฉันทำไมมิทราบ”
“หืม”
“งั่มๆๆ”
นึกไม่อยากจะพูดกับเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ รีบตักข้าวตรงหน้าใส่ปากไปคำโตๆไปเลย กินๆให้มันจบๆไปจะได้ไม่ต้องมาคุยกับเขา
เขาไม่ควรมายุ่งกับความรักของเธอเลยเพราะมันเป็นความรักความเอ็นดูที่ผู้ใหญ่มีให้กับเธอ ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เขานะสิกลับมีความรักในที่ทำงาน น่าเกลียดมากเลย
เขาไม่กล้าจะกวนเธอเวลากิน เห็นว่าเธอหิวก็ปล่อยโอกาสให้เธอได้กินอย่างเต็มที่ ไม่วุ่นวายอะไรกับเธออีก ดั่งคำโบราณว่าเอาไว้ว่า คนหิวอย่าไปขวางเดี๋ยวจะโดนกัดหูเอาได้
