บทที่ 7 คนรู้จัก
“อย่าทำตัวมีปัญหา จะหาว่าฉันไม่เตือน”
ร่างหนาของชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทสีเข้มก้าวลงจากรถที่พ่อกับแม่ขับมาส่งในทันทีที่เดินทางมาถึงยังบริเวณหน้าบริษัท
แล้วร่างหนานั้นก็ต้องรีบก้าวฉับๆเดินไปดักหน้าหญิงสาวที่เขายังจำชื่อเธอไม่ได้ด้วยซ้ำไปเพื่อเอ่ยเตือน ก่อนที่เธอจะทำคนทั้งบริษัทของเขาแตกตื่นและเป็นอันต้องเสียระบบการปกครองที่เขาสร้างเอาไว้อย่างดีไปหมด
“รู้หรอกนะ ฉันมืออาชีพพอ”
พราวลลิลเอ่ยอย่างตัดรำคาญที่เขาเข้ามาสั่งนู้นสั่งนี้ราวกับเธอเป็นเด็กๆ ปีนี้เธอก็อายุยี่สิบห้าแล้วก็ต้องรู้เรื่องการแสดงละครอะไรแบบนี้ไหม
เธอไม่ได้โง่พอที่จะทำให้ตัวเองต้องมาเดือดร้อนเพราะเงินร้อยล้านที่ยายของเธอรับเอาไปแล้วให้เธอมาแต่งงานชดใช้
“ก็หวังว่าจะทำได้ดีเหมือนกับที่ปากพูดเอาไว้”
เขาออกเดินนำหน้าเธอไปเมื่อดูจะไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้ว ถึงเธอจะดูเด็กกว่าเขาหลายปีแต่ก็นับว่ามีความเป็นผู้ใหญ่พอตัว เท่าที่ได้ถกเถียงกันมาตั้งแต่เช้ายันสายป่านนี้แล้ว
“แล้วไหนล่ะโต๊ะทำงานของฉัน รีบพาไปสิ”
เขาเดินนำหน้าเธอไปหลายก้าวโดยที่เธอตามไม่ทัน หญิงสาวที่สูงเพียงร้อยหกสิบห้าก็เลยจำเป็นต้องวิ่งตามเขาบนรองเท้าส้นเข็มที่สูงสามนิ้ว
เธอไม่ทันจะวิ่งไปดักหน้าเขาเอาไว้ แต่ทว่าก็ทันที่จะพูดกับเขาโดยที่ไม่ต้องตะโกนให้เกิดเสียงดัง
เหนื่อยฉิบหายเลย ที่ต้องมาเดินตามคนขายาวที่สูงเกือบจะร้อยเก้าสิบล่ะมั้ง ถึงได้เดินเร็วขนาดนี้
“ตามมา อย่าว่อกแว่กมาล้วงข้อมูลบริษัทฉันไปขายล่ะ เพราะเธอจะได้รับผลตอบแทนอย่างสาสมแน่นอน”
มือหนาคว้าเอาต้นแขนเล็กๆของเธอมาจับเอาไว้ ก่อนจะพาเดินไปยังลิฟต์เพื่อจะพาเธอขึ้นไปยังห้องทำงาน
ปากก็เอ่ยพูดเตือนเธอไปเรื่อยๆเพราะเขาไม่ไว้ใจเธอเลยแม้แต่นิดกลัวเธอจะมาล้วงเอาความลับของบริษัทเขาไปขาย
“บริษัทผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ยักษ์ใหญ่ ปีๆหนึ่งได้กำไรไม่รู้กี่สิบล้านหรืออาจจะถึงร้อยล้าน มีแผนการบริหารที่ค่อนข้างเฉียบขาดและเป็นหนึ่งไม่มีเจ้าไหนเทียบติด แต่เสียใจด้วย ที่บ้านฉันทำธุรกิจค้าขาย ธุรกิจของคุณฉันไม่ได้อยากรู้นักหรอก”
เขาคงลืมไปแล้วว่าเธอไม่ได้อยากมาที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว แล้วเธอจะเอาความลับของบริษัทเขาที่เธอก็พอรู้อยู่บ้างว่าเป็นบริษัทอะไรเมื่อเห็นป้ายใหญ่โตตรงทางเข้ามาก่อนหน้านี้ไปทำอะไรมิทราบ บ้านของเธอก็รวยพอเลี้ยงตัวเองได้ ธุรกิจก็มีให้ดูแล
“ก็ดี”
เดินเข้ามาภายในลิฟต์พร้อมมือหนาที่ยังจับแขนของเธออยู่ แขนนุ่มนิ่มนั้นพอได้จับแล้วก็เพลินมือดีเหมือนกัน จนลืมตัวไม่ได้ปล่อยออก
“ห้องทำงานอยู่ชั้นสิบ ตึกนี้มีทั้งหมดสิบสองชั้น ชั้นที่สิบเอ็ดและสิบสองเป็นห้องประชุมและห้องจัดเลี้ยง ส่วนชั้นล่างๆก็แบ่งไปตามสายงานต่างๆเดี๋ยวเธอคงรู้เอง ส่วนด้านหลังเป็นโรงงาน”
เขากดลิฟต์ไปก็อธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับบริษัทของเขาไปด้วย เพื่อที่ว่าเวลาเธอเดินไปไหนมาไหนจะได้ไม่หาเรื่องหลงไปล้วงข้อมูลของบริษัทเขา และจริงๆแล้วเธอในฐานะเลขาของเขาควรจะทำงานอยู่แค่ที่ชั้นสิบเท่านั้น
“มีโรงอาหารไหม”
เรื่องอื่นๆที่เขาพร่ำพูดไม่ยอมหยุด พราวลลิลฟังแล้วก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ เพราะไม่คิดว่าจะทำงานอยู่นานเกินสามวัน
แต่เธอสนใจเรื่องปากท้องมากกว่า เพราะตอนนี้ท้องเริ่มร้องท้วงว่าหิวข้าวเช้าใหญ่โตแล้วตามความเคยชินที่ได้กินข้าวเช้าทุกวันก่อนออกตามพ่อกับแม่ไปทำงาน
“ที่หลังหิวก็รู้จักรับของจากผู้ใหญ่ ไม่ใช่เอาแต่เดินหยิ่ง”
มือหนาอีกข้างที่เอาแนบลำตัวไว้ตลอดถูกยกขึ้นมาพร้อมกับห่อข้าวเช้าที่แม่ของเขาจัดการห่อใส่กล่องมาให้เป็นอย่างดี
“ขอบใจ”
ไม่รอช้าที่จะรับเอาน้ำใจจากเขาเป็นครั้งแรก คนฉลาดอย่างเธอยอมลดศักดิ์ศรีลงเล็กน้อยดีกว่าหิวจนเป็นลมล้มหัวฟาดพื้นตายไปก่อนวัยอันควร
คำขอบคุณเล็กๆของเธอทำเอาภายในลิฟต์เงียบสงบ ชายหนุ่มทำเหมือนจะยอมสงบศึกชั่วคราวเพราะเสียงหวานๆนั้น
ทำเอาคนตัวเล็กแอบโล่งใจนิดๆถึงขั้นแกะห่อข้าวเช้าออกมากินเงียบๆได้ ไม่ต้องระแวงว่าเขาจะเอ่ยปากถกเถียงกับเธอเมื่อไหร่
“คุณกล้า”
ลิฟต์ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงที่หมายที่ชั้นสิบ ประตูลิฟต์เปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมปรากฏภาพเบื้องหน้าเป็นผู้ชายร่างผอมบางในชุดสูทสีสภาพมายืนรออยู่บริเวณด้านหน้า
ผู้ชายร่างผอมบางคนนั้นเป็นผู้ช่วยของนนท์ธิวรรธน์เอง เรียกได้ว่าเป็นมือขวาของของเขาก็ว่าได้
“สวัสดีครับบอส”
กล้าหาญเอ่ยทักทายเจ้านายที่เขานั้นมายืนรอรับอยู่บริเวณด้านหน้าลิฟต์ ทำแบบนี้ประจำเพราะบางทีเจ้านายก็อยากจะสั่งงานเขาในทันทีที่เดินทางมาถึง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียวในการทำงาน
“อีเจ้กัส”
คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ภายในลิฟต์โผล่หน้าออกมาที่หลังเขาเพราะมัวแต่เคี้ยวมื้อเช้าคำสุดท้ายอยู่
ดวงตากลมๆที่อยู่ภายใต้แผงขนตางอนๆถึงกับโตขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเห็นว่ามีใครมายืนรออยู่หน้าลิฟต์
เขาคนนั้นคืออีเจ้กัสที่เธอเจอบ่อยๆเวลาไปเที่ยวบาร์โฮล คนนี้แหละที่ชอบแย่งเด็กหนุ่มกับเธอ
“อีชะนีเด็ก”
กล้าหาญทักทายอีกฝ่ายอย่างลืมตัว พร้อมกับสะบัดมือขึ้นชี้หน้าคนตัวเล็กประกอบคำพูดนั้น
ลืมตัวไปชั่วขณะ นึกว่าเจอคู่แข่งเวลาอยู่ในบาร์โฮลที่มักไปทุกคืนวันศุกร์เพื่อออกล่าเหยื่อหนุ่มๆ
นนท์ธิวรรธน์มองหน้าผู้ช่วยของเขาตาแข็ง หวังให้อีกฝ่ายเก็บอาการเอาไว้บ้าง อย่างทำตัวประเจิดประเจ้อเดี๋ยวจะเสียการเสียงานเอาได้
“ขอโทษครับบอส”
กล้าหาญรีบเก็บมือที่ยกขึ้นมากรีดนิ้วเมื่อตะกี้ลงข้างตัวในทันที หน้าตาที่เชิดขึ้นเพื่อจิกหน้าให้ดูเล็กลงถูกปรับให้อยู่ในองศาปกติ
เรื่องที่เขาเป็นแบบนี้คนทั้งบริษัทรู้ดี แต่เขาไม่เคยแสดงอาการอะไรแบบนี้มาก่อนเพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน ก็เลยจำต้องเก็บอาการเอาไว้เป็นอย่างมาก
“นี่เลขาคนใหม่ พาไปสอนงานด้วย”
นนท์ธิวรรธน์ที่มีงานให้ต้องทำอีกมากส่งตัวปัญหาในเช้าวันนี้ของเขาให้ผู้ช่วยของเขารับเอาไปดูแล
ส่วนตัวเขาจะต้องรีบไปเตรียมเข้าประชุมที่จะเกิดขึ้นในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้าแทน คงพักเรื่องเสียเวลาเอาไว้เท่านี้ก่อน
“ครับๆ คุณหญิงโทรมาบอกแล้วครับ”
กล้าหาญก้มหัวเล็กน้อยเพื่อรับงานง่ายๆไปทำ เพราะคุณหญิงวรรณวิภาโทรมาบอกเขาตั้งแต่เมื่อวานตอนหัวค่ำแล้วว่าจะมีคนมาให้ช่วยดูแล แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นอีชะนีเด็กคนนี้
“แล้วเอกสารการประชุมพร้อมหรือยัง”
ถามหางานกับลูกน้องต่อเพื่อจะเตรียมตัวเข้าประชุม แล้วร่างหนานั้นก็ออกเดินนำไปยังห้องทำงานของเขาที่อยู่ถัดออกไปอีก
“พร้อมแล้วครับ วางอยู่บนโต๊ะแล้วครับ”
“อืม”
“อีชะนีเด็กตามมานี้เลย”
ส่วนกล้าหาญนั้นไม่ได้เดินตามเจ้านายของเขาไป แต่กลับพาชะนีเด็กไปยังโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ตรงหน้าห้องแทน เพื่อเริ่มสัมภาษณ์กัน เอ๊ย เริ่มทำงานกัน
*** ฝากเรื่อง หวงรักมาเฟียเถื่อน ด้วยน๋า***
