บทที่ 9 เลขาวันแรก
“เคยทำงานเลขามาก่อนใช่ไหม”
ห้องประชุมพร้อมสำหรับการประชุม ประธานกรรมการบริหารอย่างนนท์ธิวรรธน์นั่งตรงตำแหน่งหัวโต๊ะของโต๊ะประชุม กรรมการบริหารของบริษัทเริ่มทยอยเข้ามาในห้องประชุม
กล้าหาญจัดแจงหาที่นั่งให้กับเลขาคนใหม่ของเจ้านาย ไม่ให้ห่างไม้ห่างมือเจ้านายเกิดมีการเรียกใช้งาน โดยมีเขานั่งอยู่ไม่ไกลด้วยอีกคน
เริ่มสั่งงานแม่เลขาคนใหม่ ที่เขานั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประวัติการทำงานของเธอเลย เวลาไปเที่ยวบาร์ก็มักเจอเธออวดรวยเปย์ผู้ชายฉ่ำไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ
“ไม่เคย”
พราวลลิลตอบกลับไปตามความเป็นจริง ไม่มีข้อโกหกปิดบังใดๆ
“เอ้า แล้วที่บ้านแกทำธุรกิจอะไรมิทราบ ทำไมอวดรวยได้ขนาดนั้น”
กล้าหาญเริ่มใจคอไม่ดีที่จะฝากฝังงานสำคัญให้อีกฝ่ายทำ เพราะงานนี้เขาก็ไม่ค่อยถนัดเอาเสียด้วย
จดรายงานการประชุมทีไร ต้องได้มั่วทุกรอบไป จนมาระยะหลังๆต้องตามเด็กๆในแผนกอื่นๆมาช่วยจดอยู่บ่อยๆ
“ทำแค่ร้านขายวัสดุก่อสร้างครบวงจรแค่นั้นเอง”
ที่บ้านของเธอทำธุรกิจค้าขายง่ายๆไม่ได้เรื่องมากแบบนี้หรอก แค่เปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดในจังหวัดแค่นั้นเอง
เวลาประชุมแต่ละทีก็ไม่มีอะไรเรื่องมาก จดบันทึกก็แค่ไม่กี่อย่าง เพราะพ่อของเธอบริหารงานคู่กับแม่ ไม่มีใครหน้าไหนมาช่วยบริหาร มีเธอเป็นคนช่วยใช้เงิน
“แล้วเคยเข้าประชุมไหม”
“ก็มีบ้าง”
“ถ้างั้นก็คงพอจดรายงานการประชุมเป็นสินะ ถ้างั้นก็ตั้งใจทำ เดี๋ยวเจ้เลี้ยงข้าวกลางวัน”
ในที่ประชุมเริ่มเปิดประชุมกันแล้ว กล้าหาญก็หมดเวลาจะไปเดินหาตัวช่วยอื่นมาช่วยจดรายงานการประชุม
เขาก็จำต้องยื่นงานนั้นให้กับหญิงสาวได้รับเอาไปทำก่อน ดีกว่าไม่มีใครรับทำแล้วเขาต้องมาทำเอง
“อีเจ้กัส”
สมุดเล่มหนาพร้อมปากกาแท่งโตถูกจับยัดลงในมือเล็กๆของพราวลลิล โดยที่เธอไม่ได้เต็มใจรับ เพราะทำงานอะไรพวกนั้นไม่เป็นเลยสักนิด
ในชีวิตการทำงานอันแสนติดลบของเธอนั้น เธอทำแค่ช่วยแม่บวกตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น เรื่องพวกนี้ไม่เคยเตะต้องมาก่อน
“สู้ๆนะ”
กล้าหาญรีบเดินกลับมานั่งยังที่นั่งของตัวเองไม่ไกลจากเจ้านาย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยท่านประธานกรรมการบริหารอย่างเต็มตัว โดยที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าจะจดรายงานการประชุมทันไหม
“ประชุมอะไรกันก็ไม่รู้ น่าเบื่อชะมัดเลย”
สามชั่วโมงเต็มๆสำหรับการประชุมใหญ่ครั้งแรกของพราวลลิลที่มาทำงานที่นี่วันแรกในตำแหน่งที่เธอไม่ได้เต็มใจ แต่เพราะยังไม่มีที่ไปก็เลยจำต้องทำ
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยอาการกึ่งสมองบวม เมื่อต้องจดข้อมูลมากมายลงในกระดาษ ราวกับกลับไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์บวกการตลาดอีกครั้ง
“บ่นอะไรมิทราบ”
กล้าหาญที่เดินตามหลังหญิงสาวออกมาเอ่ยกระแซะถามทั้งที่ก็พอจะรู้แล้วว่าหญิงสาวบ่นอะไร คงหนีไม่พ้นเรื่องประชุมที่เพิ่งจะผ่านมานั้น
“ก็บ่นเจ้นั่นแหละ แล้วนั้นกำลังทำอะไร นัดผู้ชายเหรอ”
เดินไปตามทางเดินเพื่อจะไปขึ้นลิฟต์กลับลงไปที่ชั้นสิบ พราวลลิลก็เดินพูดคุยไปกับอีเจ้กัสของเธอไปด้วย
แต่ทว่าอีกคนกลับไม่ค่อยสนใจที่จะสนทนากับเธอ เอาแต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์เสียมากกว่า
“เปล่าย่ะ ฉันกำลังสั่งข้าวเที่ยงให้บอสตั้งหากล่ะ ทำงานอ่ะเข้าใจไหม”
กล้าหาญยกหน้าจอโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้อีกฝ่ายได้ดูว่าเขากำลังทำอะไร ส่วนเรื่องผู้ชายเอาไว้ทำหลังเลิกงาน เขาไม่นำทั้งสองอย่างมารวมกันเดี๋ยวมันจะเสียทั้งงานและก็เสียทั้งผู้ชาย
“ที่นี่มีโรงอาหารไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องสั่งให้ด้วยล่ะ”
“บอสไม่ชอบไปกินข้าวที่โรงอาหาร อีกอย่างตอนบ่ายมีประชุมต่อ กินที่ห้องทำงานสะดวกกว่าออกไปข้างนอก เธอก็เรียนรู้เอาไว้ด้วย ต่อไปจะต้องเป็นคนทำอะไรพวกนี้แทนฉัน”
“เอาโทรศัพท์มานี้เลย แล้วก็รีบบอกให้เขาตามไปที่โรงอาหารนะ ถ้าไม่อยากอดตาย”
มือเล็กที่แสนว่องไวคว้าเอาโทรศัพท์มือถือมาจากมือหนาๆของอีกฝ่าย ก่อนจะวิ่งนำหน้าออกไปยังหน้าลิฟต์
คนอย่างเขาไม่ควรได้กินอะไรที่มันดีไปกว่าอาหารที่โรงอาหารของพนักงานที่คนอย่างเธอจำต้องไปกิน
วันนี้เธอกินอะไร วันนี้เขาก็ควรได้กินอย่างนั้น จะไม่มีใครได้ดีไปกว่าใคร
พราวลลิลยืนอยู่หน้าประตูลิฟต์ รอให้ลิฟต์นั้นเปิดออกมาเพื่อที่เธอจะได้ลงไปชั้นล่าง
“นังชะนีเด็ก รนหาที่ตายจริงๆ เธอรู้ไหมว่าทำท่านประธานโมโหจะโดนอะไรบ้าง”
กล้าหาญวิ่งตามมาอย่างสุดความสามารถของคนที่ไม่เคยออกกำลังกายอะไรเลย กับอายุที่ปาเข้าไปหลักสี่แล้ว
วิ่งไปก็พักด่าไปตามทาง โดยที่ไม่รู้เลยว่าวันนี้ กะเทยเฒ่าอย่างเขาจะวิ่งตามชะนีเด็กนั้นทันไหม
“เขาไม่ใช่พ่อของหนมสักหน่อย หนมไม่กลัวหรอก”
“เธออยากลองของเองนะ เกิดอะไรขึ้นสุภาพบุรุษสีชมพูอย่างฉันไม่ช่วยเธอหรอกนะ”
“หนมก็ไม่ขอให้เจ้มาช่วยซะหน่อย”
พูดจบประตูลิฟต์ก็เปิดออกในทันที ร่างบางกระโดดเข้าไปในลิฟต์อย่างรวดเร็ว แล้วกดปิดประตูลิฟต์ในทันที
กล้าหาญทำได้เพียงยืนรอให้ลิฟต์วนกลับมารับอีกรอบ แล้วรีบไปรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้เจ้านายที่ลงไปที่ห้องทำงานก่อนหน้านี้แล้วได้รับรู้
ส่วนต่อไปจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นเขาไม่ขอยุ่งเกี่ยว ให้นั่งชะนีเด็กรับเคราะห์กรรมไปคนเดียวเหอะ โทษฐานดื้อไม่เข้าเรื่อง
“ท่านประธานมาถึงโรงอาหารได้ยังไงกันครับ”
ผู้จัดการฝ่ายผลิตเอ่ยทักทายท่านประธานของบริษัทด้วยความตกใจเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าท่านประธานจะลงมาตรวจเยี่ยมโรงอาหารด้วยตัวเองในวันนี้
“เธออยู่ที่ไหน”
นนท์ธิวรรธน์กวาดสายตามองไปรอบๆโรงอาหารขนาดใหญ่ที่จุพนักงานได้หลายร้อยคนเพื่อหาตัวปัญหาสำหรับเขาในวันนี้
“เธอไหนเหรอครับ ท่านประธานกำลังตามหาใครอยู่เหรอครับ”
ผู้จัดการฝ่ายผลิตถามกลับไปด้วยความงุนงงเล็กน้อย เมื่อเขาไม่รู้ว่าท่านประธานพูดถึงใคร หรือพูดถึงผู้หญิงคนไหนในโรงอาหารแห่งนี้
“ตาคนตาตี่หน้าตี๋ๆ ฉันอยู่ทางนี้ เฮ้ ทางนี้”
พราวลลิลยืนอยู่ตรงร้านก๋วยเตี๋ยวโบกไม้โบกมือเรียกคนตัวโตเสียยกใหญ่ เมื่อเธอนั้นกำลังต่อคิวอยู่เลยเดินไปหาเขาด้วยตัวเองไม่ได้
“มาๆต่อแถว ฉันจองที่เอาไว้ให้นายแล้ว”
“เธอกำลังทำอะไรอยู่ กลับขึ้นไปข้างบนเดี๋ยวนี้”
นนท์ธิวรรธน์จำต้องเดินเข้าไปให้ใกล้กับหญิงสาวเพื่อจะจัดการกับเธอได้ง่าย ขืนเขายืนตะโกนคุยกับเธอคงตกเป็นเป้าสายตาให้กับลูกน้องนับร้อยๆคนในโรงอาหารอย่างแน่นอน
“พนักงานเขามองหน้านายกันอยู่ อย่าทำท่ารังเกียจโรงอาหารของตัวเองแบบนั้นสิ”
พราวลลิลเอ่ยกระซิบในทันทีที่เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ แหย่ให้เขาที่หน้าบึ้งเป็นตูดหมูอยู่แล้วโกรธหนักขึ้นไปอีก จนอาจทนไม่ไหวเป็นฝ่ายไล่เธอไปให้พ้นหน้าด้วยปากของเขาเอง
“เธอ”
ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาวๆใส่เธอ เมื่อนึกถึงเงินร้อยล้านที่เสียไปให้กับคนที่ชอบยั่วโมโหตรงหน้า มันช่างเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เขาเอาเงินไปทำบุญคงจะดีกว่านี้แน่ๆ
“ถึงคิวแล้ว ฉันเอาเส้นเล็ก นายเอาเส้นอะไรล่ะ ฉันจะได้สั่งให้”
คนตัวเล็กที่กำลังหิวอยู่พอดีรีบดึงชายหนุ่มให้เข้ามายืนใกล้ๆเพื่อจะได้สั่งเมนูอาหารกันเมื่อถึงคิวที่จะได้สั่งพอดี
จะได้กินมื้อเที่ยงสักที เพราะนี่ก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่งแล้ว จะได้รีบกินรีบกลับไปทำงานต่อ
“ฉันไม่กิน แล้วเธอก็กลับขึ้นไปบนห้องทำงานได้แล้ว เลิกเล่นสนุกสักที”
นนท์ธิวรรธน์เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมกิน กินข้าวที่โรงอาหารเขานั้นก็พอกินได้ไม่ได้เรื่องมากอะไร แต่ต้องมากินกับเธอเขาไม่กินเป็นอันขาด
“อ๋อออ เอาเส้นเล็กเหมือนกันสินะ”
ความหัวไวของพราวลลิลแก้ปัญหาเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว เขาไม่กินใช่ไหม เดี๋ยวเธอจะจับป้อนด้วยมือเธอเอง
“ป้าค่ะ เส้นเล็กสองชามค่ะ ใส่ทุกอย่างเลย”
