บทที่ 1 บทนำ
รถเก๋งสีดำมันปลาบคันหนึ่งแล่นมาจอดลงตรงหน้ารั้วอัลลอยสีทองสูงตระหง่านของบ้าน หรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ไม่ผิดนัก กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้าๆ เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยในบ้านเดินออกมาสอบถาม
“มาพบใครครับ”
ยังไม่ทันที่คนขับจะได้ตอบคำถาม ก็มีเสียงดังมาจากเบาะด้านหลังแทน
“มาพบ เอ่อ...คุณรื่นรมย์อยู่ไหม”
“อ๋อ คุณแม่บ้าน อยู่ครับอยู่ แล้วจะให้ผมแจ้งว่าใครมาขอพบดีครับ”
“บอกไปว่าฉันชื่อ ส้ม วิศรา” ผู้โดยสารสาวคนเดิมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเริ่มติดจะรำคาญ
“งั้นรอตรงนี้สักครู่นะครับ” ว่าแล้วคนพูดก็วิ่งหายกลับเข้าไปในป้อมยาม
‘ในที่สุดเธอก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง’
ดวงตาคู่งามทอดมองผ่านรั้วไปรอบบริเวณด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งผูกพัน คิดถึง โหยหา และแม้แต่...เกลียดชัง ไม่ใช่ตัวบ้าน แต่เป็นบุคคลที่เข้ามาทำให้เธอต้องระเห็จออกจากบ้านตัวเองไปไกลแสนไกลนานถึงห้าปีเต็มต่างหาก
วิศรา อาภาพิพัฒน์ ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง หลังจากตัดสินใจก้าวเดินออกจากบ้านของตัวเองในวันนั้น หากไม่ใช่เพราะมีคนส่งข่าวด่วนไปบอก เธอคงไม่ยอมแล่นกลับมาในที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นปวดร้าวแห่งนี้อีก ไม่ใช่ไม่อยากกลับ แต่ไม่อยากพบคนบางคนที่เป็นต้นเหตุให้เธอหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียวต่างหาก
คนที่เธอเกลียดที่สุดในชีวิต!
รปภ. คนเดิมเดินกลับมาอีกครั้งเพื่อเปิดประตูให้ด้วยใบหน้าตื่นๆ
“ช...เชิญ...เชิญครับ”
เมื่อรถแล่นเข้าไปบริเวณหน้าโถงทางเข้าบ้าน ผู้มาเยือนจึงได้เห็นหญิงวัยกลางคนร่างผอมบางผู้หนึ่งเดินแกมวิ่งออกมาหาด้วยทีท่าเร่งร้อน หลังจากคนขับก้าวลงมาเปิดประตูรถให้ และร่างโปร่งระหงของผู้โดยสารสาวสวยก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม หญิงกลางคนผู้นั้นก็โผเข้าไปกอดทันที
“คุณหนู! คุณหนูส้มของป้าจริงๆ หรือคะเนี่ย” แม่บ้านคนเก่าแก่ของคฤหาสน์ฟูมฟายเพราะความดีใจจนลืมเก็บอาการ เมื่อเห็นคนที่ตนช่วยเลี้ยงดูฟูมฟักมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าตัวจากบ้านไปนานปี
“ป้ารื่นสบายดีหรือคะ”
“สบายตามประสาคนแก่นั่นแหละค่ะ”
“คิดถึงป้าจัง” หญิงสาวคลี่ยิ้ม แขนเรียวเสลากอดตอบอย่างรักใคร่คิดถึง
“โถ...ป้าก็คิดถึงคุณหนูทุกลมหายใจเหมือนกัน ทูนหัวของป้า ไหนขอดูหน้าชัดๆ หน่อยสิคะ” หญิงมากวัยกว่ายิ้มทั้งที่น้ำตาซึม พลางประคองใบหน้างามพิลาสของนายสาวขึ้นพิจารณา
“ไงคะ ส้มขี้เหร่ไปจนทำป้าอึ้งเลยเหรอคะ”
“สวยขึ้นต่างหากล่ะคะ สวยมีน้ำมีนวลเหมือนคุณแม่ตอนสาวๆ ไม่มีผิด”
คำว่าแม่กระแทกใจคนฟังอย่างจัง นอกจากแม่แท้ๆ แล้วสตรีตรงหน้าคือคนที่เธอรักและมีพระคุณที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่แบเบาะ
“คิดว่าชาตินี้ป้าจะไม่ได้พบคุณหนูแล้วเสียอีก จริงสิคะ ป้ามัวดีใจ เกือบลืมบอกเรื่องคุณผู้ชาย คุณหนูทราบเรื่องคุณพ่อหรือยังคะ”
“ค่ะ มีคนส่งข่าวไปบอก ส้มถึงรีบบินกลับมาไงคะ” คนพูดยิ้มหวานกลบเกลื่อนความในใจ “แล้วนี่ทำไมบ้านเงียบจัง ไม่มีใครอยู่เหรอคะ”
“อ๋อ...คุณผู้หญิงไปรับคุณหนูที่โรงเรียนน่ะค่ะแล้วคงจะเลยไปโรงพยาบาลเลย” คนพูดไม่ทันเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปเมื่อเอ่ยถึงบุคคลที่สาม “ส่วนคุณปราบไปทำงานค่ะ เห็นว่าเลิกงานบ่ายๆ แล้วก็คงจะเลยไปโรงพยาบาลเหมือนกัน คุณหนูจะไปโรงพยาบาลด้วยเลยไหมคะ เดี๋ยวป้าจะได้เรียกให้คนรถไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ส้มมากับรถของโรงแรมที่พัก เดี๋ยวจะให้เขาไปส่งเอง”
แม่บ้านใหญ่เพิ่งสังเกตว่าคุณหนูที่ตอนนี้โตเป็นสาวสะพรั่งของนางไม่มีสัมภาระติดมานอกจากกระเป๋าสะพายแบรนด์เนมใบหรูที่ติดมือมาใบเดียวเท่านั้น
“โรงแรมเหรอคะ อ้าว! ทำไมคุณหนูไม่พักที่บ้านเราล่ะคะ ห้องหับคุณหนูป้าก็ให้คนทำความสะอาดให้ทุกวัน ไปพักที่โรงแรมทำไมให้สิ้นเปลือง”
“พอดีส้มมีธุระอื่นด้วย พักที่โรงแรมสะดวกกว่า แถมใกล้โรงพยาบาลด้วย...”
ยังไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงแตรรถที่ประตูรั้วดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“เอ๊ะ! นั่นคุณปราบนี่นา!”
วิศราชะงักกึก หันขวับไปทางประตูหน้าบ้านที่รถคุ้นตาคันหนึ่งเพิ่งแล่นผ่านประตูใหญ่ตรงเข้ามา
