บทที่ 11 หัดทำอาหาร
“ป้าว่าคุณหนูรินพักก่อนก็ได้นะคะ ดูสิมือแดงไปหมดแล้ว”
ป้าแก้วมองด้วยแววตาสงสารจับมือเฌอรินขึ้นมาดู เข้าใจด้วยว่าความที่เด็กสาวเป็นลูกคุณหนู คงไม่เคยได้หยิบจับงานบ้านอะไรมาก่อน
“รินไม่เป็นไรค่ะ ดีซะอีกจะได้ไม่เหงา”
“โธ่คุณหนู พักเถอะค่ะ” ป้าแก้วเอ่ยอย่างอ่อนใจ เพราะใจอ่อน
หลายต่อหลายครั้งที่ทุกคนภายในบ้านเอางานมาโยนให้ เฌอรินแทบไม่เคยปฏิเสธ แทบเธอยังพยายามทำจนเสร็จ อันไหนที่ทำไม่เป็นก็พยายามถามพยายามเรียนรู้ ทั้งที่เธอดูตัวเล็กและบอบบางบางอย่างแทบหยิบยกอะไรไม่ไหว แต่ก็ไม่เคยบ่นให้ได้ยิน
“ขอบคุณป้าแก้วนะคะ แต่รินไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ แค่ป้าแก้วและทุกคนยอมพูดกับรินบ้าง รินก็ดีใจแล้ว” เฌอรินยิ้มบางออกมา จนป้าแก้วอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มกลับอย่างเอ็นดู
สถานการณ์ในบ้านดีขึ้นตามลำดับ เหล่าบรรดาแม่บ้านเริ่มเปิดใจและทักทายเธอมากขึ้น
ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอที่จะให้เฌอรินยิ้มออกมาได้บ้าง อย่างน้อยเธอก็เริ่มมีเพื่อนคุยหลังจากที่ทุกคนเห็นเธอเป็นอากาศธาตุเสียอยู่นาน
...
ตกดึก
เมื่อเหล่าบรรดาแม่บ้านกลับเข้าห้องตัวเองไปจนหมด คนที่ต้องมานอนในห้องที่เล็ก ๆ ที่ดูน่าอึดอัดอย่างเฌอรินกลับไม่เคยหลับสนิทได้สักวัน ความเหงาเข้ามาห้อมล้อมด้วยบรรยากาศอันเงียบงันอีกครั้ง
พอนึกถึงสวนดอกไม้ในวันนั้นใจก็นึกอยากไปเดินเล่นให้สบายใจ
ใช่…ถึงตอนนี้ทุกคนในบ้านคงหลับกันจนหมด คงไม่ได้มีใครมาสั่งห้ามไม่ให้เธอเดินไปไหนอีก
หญิงสาวตัดสินใจสวมผ้าคลุมชุดนอนก่อนจะเดินลงมาจากชั้นสอง และเดินตรงไปที่สวนหย่อม
ใบหน้าหวานเงยหน้ามองดูดวงจันทร์เต็มดวงที่กำลังสุกสกาวกลางท้องฟ้า ก่อนจะระบายยิ้มออกมาอยู่คนเดียว
“คิดถึงคุณพ่อคุณแม่จัง”
มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะพยายามกลั้นมันไว้ …
ช่างไม่ได้ไม่รับรู้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังมองมาจากด้านบนของระเบียงชั้นสองเลยสักนิด
ปราบยืนมองหญิงสาวคนที่เขาไม่เคยต้องการให้เข้ามาอยู่ในชีวิต ก่อนที่เขาจะทำท่าเหมือนไม่ได้สนใจอะไรแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
รุ่งเช้า
หลายวันที่ผ่านมาปราบแทบจะไม่เคยลงมารับประทานอาหารเช้า อยู่ ๆ มีก็คำสั่งให้เฌอรินเป็นคนเตรียมอาหารมาให้เขา ทำให้เธอต้องตื่นเช้ากว่าทุกวัน
โชคดีที่ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอพยายามฝึกทำกับข้าวกับป้าแก้วทุกวัน จนพอจะทำหน้าที่เป็นแม่ครัวได้บ้าง แน่นอนเธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้ร่วมกินโต๊ะอาหารเดียวกับเขา ทำให้เฌอรินต้องไปร่วมทานอาหารกับแม่ครัวภายในห้องเล็ก ๆ
ที่โต๊ะอาหาร
หญิงสาวยกอาหารมาวางไว้ตรงหน้าของปราบอย่างตั้งใจ หวังจะได้รับคำชมบ้างสักนิด แต่ไม่เลย
“นี่เรียกว่าอาหาร?”
ปราบพูดขึ้นพลางมองอาหารตรงหน้าที่มาจากฝีมือการทำอาหารของเฌอรินเป็นครั้งแรก จนทำให้เฌอรินถึงกับหน้าเสีย ทั้งที่เธออุตส่าห์ตั้งใจฝึกทำอาหารให้เป็นอาทิตย์
“ค่ะ ทานได้ไหมคะ ถ้าไม่ได้รินจะได้เอาไปเททิ้ง”
มือบอบบางเต็มไปด้วยพลาสเตอร์ปิดแผลยื่นออกไปเพื่อหมายจะเก็บอาหารที่อยู่บนโต๊ะออก และนั่นทำให้ปราบสังเกตเห็น!
“มือไปโดนอะไรมา?”
เสียงทุ้มเอ่ยถาม ทำให้เธอรีบชักมือกลับก่อนจะซ่อนไว้ข้างหลังทันที หญิงสาวเบือนหน้าหลบไม่ยอมตอบ
“ฉันถามว่ามือเธอไปโดนอะไรมา! ทำไมไม่ตอบ”
เขาตวาดอีกครั้งด้วยความรู้สึกไม่พอใจ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่ได้รับคำตอบอยู่ดี
“คือคุณรินหัดทำอาหารน่ะค่ะ” เป็นแม่บ้านที่ตอบแทน ส่งผลให้ปราบชะงักไปเล็กน้อย แล้วถอนหายใจออกมา
“งั้นเก็บอาหารบนโต๊ะนี่ไป ฉันอิ่มละจะไปทำงาน” เขาเหลือบตามองหญิงสาวที่ก้มหน้าอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารไปทันที
“ก้องภพเตรียมรถ”
“ครับนาย”
ก้องภพหันมามองหน้าเฌอรินที่มีสีหน้าเจื่อน เห็นเธอมองดูอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะยกกลับเข้าไปในครัว พร้อมกับแม่บ้านอีกคน
ภายในครัว
“ว่าไงคะ คุณริน คุณปราบชอบไหม” ป้าแก้วหันมาถามด้วยความเป็นห่วง ลึก ๆ ก็อยากให้ปราบใจดีกับเฌอรินบ้างสักนิด
“น่าจะชอบค่ะ” หญิงสาวได้แต่ยิ้มแห้งเพราะไม่กล้าบอกตามตรงว่าปราบไม่แม้แต่จะแตะอาหารจากฝีมือของเธอเลน
“นั่นไง ป้าว่าแล้ว คุณหนูทำออกมาดีต้องอร่อยมากแน่ ๆ ดูสิอุตส่าห์ฝึกจนแผลเต็มมือขนาดนี้ต้องใช้ความพยายามฝึกมากขนาดไหน”
เสียงหัวเราคิกคักของเฌอรินกลับป้าแก้วดังออกมาจากในครัว เมื่อเฌอรินยกนิ้วมือของตนที่ยังมีพลาสเตอร์ติดอยู่สองสามแห่งโชว์ขึ้นมา
“แหะ แหะ นักรบย่อมมีบาดแผลค่ะ เป็นบาดแผลแห่งความพยายาม ขอบคุณป้าแก้วนะคะที่คอยสอนริน เอาไว้รินจะหัดให้เก่งกว่านี้อีก”
“อ้าว คุณก้องภพ” ป้าแก้วหันไปเห็นก้องภพที่ยืนอยู่ไม่รู้ว่ามาแอบฟังป้าแก้วกับเฌอรินมาตั้งแต่ตอนไหน
“เออ คุณหนูหัดทำอาหารให้คุณปราบเองหรือครับ”
“ใช่ค่ะ” เฌอรินหันไปยิ้มให้อย่างไม่คิดอะไรเพราะตั้งแต่วันที่เธอเข้ามาก้องภพก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ดีกับเธอมาก
“เก่งมากเลยนะครับ”
“ไว้คราวหน้ารินจะทำเอาไว้ให้คุณก้องภพด้วยนะคะ”
