บทที่ 2 ชัยชนะที่แลกมาด้วยวิธีการสกปรก

หญิงสาวนึกตำหนิอยู่ในใจก่อนจะหันมาประคองร่างชายหนุ่มที่เบาะหลัง เขาอยู่ในอาการเสียเลือดมากบริเวณหัวของเขามีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลที่เกิดการแรงกระแทกเข้าที่ขอบกระจกจนทำให้เปลือกตาปิดสนิท โดยเฉพาะบริเวณจุดที่โดนกระสุนเฉียดช่วงเอวทำให้มีเลือดไหลจำนวนมาก

“คุณเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บตรงไหนบ้าง อดทนไว้ก่อนนะคะ อีกไม่นานรถพยาบาลน่าจะมาถึง”

เธอปลอบเขาพร้อมกับบีบมือของชายหนุ่มเบา ๆ ในขณะที่เขายังคงหลับตาพิงตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาว

“อึก!” คล้ายชายหนุ่มจะรู้สึกตัวแต่กระนั้นยังไม่อาจลืมตา เณอรินหันไปสั่งคนขับรถของเธอให้หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าถือเพื่อมาซับห้ามเลือดให้ทันทีก่อนจะรีบนำมาห้ามเลือดให้กับชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง

“คุณอย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ รออีกนิดนะคะรถพยาบาลน่าจะใกล้มาถึงแล้ว คุณจะไม่เป็นไรเชื่อฉัน”

สีหน้าของชายหนุ่มดูแย่มาก ใบหน้าขาวที่ซีดจนไม่เห็นสีเลือด ทว่ายังปรากฎเห็นโครงหน้าที่หล่อเหลา

...

เพียงไม่กี่สิบนาทีต่อมาเสียงรถพยาบาลก็มาถึง พร้อมกับตำรวจก็เข้ามาถึงที่เกิดเหตุ เฌอรินรีบปลีกตัวออกมาเพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เธอดูจนมั่นใจว่าพวกเขาปลอดภัยจนกระทั่งมีการเคลื่อนย้ายร่างผู้บาดเจ็บขึ้นรถฉุกเฉินและเคลื่อนออกไป

เท่านั้นแหละหญิงสาวถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมอะไร!

“ตายแล้ว ลืมพี่รัญไปเลย”

กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอลืมเรื่องสำคัญ ร่างบางก็เปียกปอนด้วยสายฝนจนตัวโชก

แม้ว่าในเสี้ยวนาทีสุดท้าย เฌอรินสามารถเอาเอกสารมาให้พี่สาวเธอได้ก่อนเวลา แต่ด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและเต็มไปด้วยเลือดแบบนี้ หญิงสาวก็ไม่สามารถเข้าไปร่วมประชุมกับพี่สาวตัวเองได้อยู่ดี

ร่างบางรีบลงจากรถ ก่อนจะวิ่งกระหืดกระหอบเพื่อขอเข้าไปพบพี่สาวที่หน้าตึกขอบริษัทชาร์โตที่พี่สาวมาเจรจาธุรกิจ แต่ด้วยสภาพที่เปียกปอนและเนื้อตัวเปื้อนเลือด ทำให้ รปภ.ไม่ยอมอนุญาตให้เธอเข้าไปภายในอย่างเด็ดขาด

เธอพยายามกดสายโทรหาพี่สาวครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้พี่สาวลงมารับเอกสาร แต่เหมือนว่าพี่สาวของเธอจะปิดเครื่องไปเสียแล้ว

หยดน้ำตาใสเกลือกกลิ้งบนดวงตาอย่างนึกโทษตัวเอง เพราะรู้ดีว่าการที่พี่ของเธอปิดเครื่องคือน่าจะเข้าไปพบผู้บริหารของชาร์โตเรียบร้อยแล้ว

หากบริษัทของคุณพ่อต้องพลาดการเจรจาธุรกิจครั้งนี้ เฌอรินจะโทษว่าเป็นความผิดของเธอแต่คนเดียว

....

เกือบสามชั่วโมง

ที่เฌอรินยังยืนคอยพี่สาวอยู่หน้าตึกอย่างกระวนกระวาย แม้สายฝนที่ค่อย ๆ ซาลงไปจนเหลือเพียงกลิ่นอายของสายฝนและน้ำที่เอ่อหนองตามพื้นถนน เฌอรินก้มมองสภาพของตัวเอง มองเห็นรอยเลือดที่ยังเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด อดคิดไม่ได้ถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้า

-เขาคนนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ-

“เฌอริน!!”

เสียงตวาดแวดของพี่สาวทำให้เธอสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ก่อนจะเห็นพี่สาวของตัวเองเดินออกมาจากหน้าตึก

“พี่รัล” ทั้งที่ตัวเองเพิ่งโดนพี่สาวเอ็ด แต่ครั้นเห็นพี่สาวที่ตัวเองยืนรอมาเกือบสามชั่วโมง ใบหน้าหวานก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะต้องหุบยิ้มลงอีกครั้ง เพราะเฌอรัลชักสีหน้าที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ

“นี่เธอเห็นงานของบริษัทเราไม่สำคัญหรือไง พี่บอกแล้วใช่ไหมให้รีบมา แล้วดูสภาพแต่งตัวสิ เปียกปอนจนไม่เหลือคราบลูกเจ้าของบริษัท”

นอกจากเฌอรัลไม่ได้ขอบคุณน้องสาวที่รีบร้อนเอาเอกสารมาให้ เธอยังโดนหล่อนต่อว่า และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฌอรินมักจะโดนพี่สาวของเธอต่อว่าแบบนี้

“แล้วนี่ไปโดนอะไรมา! ทำไมเนื้อตัวถึงเปื้อนเลือดแบบนี้ ทำอะไรหัดระวังบ้างสิ!”

“ขอโทษค่ะพี่รัล พอดีมาถึงหน้าตึกแล้วรินเจออุบัติเหตุพอดี”

“แล้วเธอก็ยุ่งเรื่องชาวบ้าน จนลืมว่าตัวเองมีเรื่องที่ต้องทำสำคัญกว่าสินะ!” เฌอรัลกอดอกมองน้องสาวก่อนจะถอนหายใจออกมา เพราะสุดท้ายแล้วน้องสาวเธอก็มาไม่ทันอย่างที่เธอต้องการจนได้

ใบหน้าสวยระบายยกยิ้มออกมาที่มุมปากก่อนจะปั้นหน้ากลับมาเป็นห่วงเป็นใยน้องสาว

“แต่ช่างเถอะไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว พวกเรากลับกัน”

“กลับ? เออ…ว่าแต่การเจรจาเป็นอย่างไงบ้างคะ”

“ก็โอเคนะ ลำบากนิดหน่อยตรงไม่ได้เอกสารจากเธอ แต่พี่ก็เจรจาจนสำเร็จจนได้” เฌอรัลยักไหล่พลางยกยิ้มให้น้องสาว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรรายงานความคืบหน้ารัชพลผู้เป็นพ่อ ที่ตอนนี้ป่วยอยู่จนต้องมอบหมายให้ลูกสาวทั้งสองมาแทน

(ว่าไงเรียบร้อยไหมรัล)

“เรียบร้อยสิคะ แหมระดับรัลมาเองเขารีบตกลงเซ็นสัญญาร่วมกับเราทันทีเลยล่ะค่ะ”

(ตัวแทนของตระกูลภัครวรเดช คงไม่ได้มาสินะ หึ หึ หึ)

“คุณพ่อรู้ได้ยังไงคะ ว่าบริษัทนั้นไม่มา”

(พ่อรู้ของพ่อก็แล้วกัน ว่าแต่ครั้งนี้ลูกสาวของพ่อทั้งสองคนทำได้เยี่ยมมาก)

“สองคนที่ไหนคะ รัลคนเดียวค่ะ พอถึงเวลารินหายไปไหนก็ไม่รู้” เฌอรัลเหลือบตา มองน้องสาวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว หากแต่ไม่ยอมบอกพ่อของเธอไปตามตรง ว่าเธอเป็นคนให้วางแผนให้น้องสาวกลับไปเอาเอกสารที่บริษัท

คนตัวเล็กส่งยิ้มให้พี่สาว เธอไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ อะไรเลย ยังคงมองพี่สาวด้วยความชื่นชมเพราะดีใจกับความสำเร็จและชัยชนะของครอบครัวที่ได้มา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป