บทที่ 4 4

เธอก็ได้แต่ทำหน้ามุ่ยใส่ ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่มาช็อปปิ้งด้วยกัน พี่ชายคนนี้จะไม่ยอมให้เธอจ่ายเงินเองเด็ดขาด ครั้งนี้ก็ด้วย

หลังจากช็อปปิ้งเสร็จและเวลายังเหลือ กานต์ธิดาจึงตามอติเทพมา ที่บริษัท เพื่อขอพบมารดา แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง ท่านปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ อ้างสารพัดว่างานยุ่ง ทำให้เธอเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ท่านทำเหมือนเธอไม่ใช่ลูก      กานต์ธิดาเสียใจมากและไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีก เธอวิ่งกลับเข้าไปหาอติเทพที่ห้องทำงาน ด้วยใบหน้าที่นองน้ำตา ทำเอาอติเทพตกใจเป็นอย่างมาก รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน ตรงเข้ามาหาผู้เป็นน้องสาว

หญิงสาวจึงโผเข้ากอดพี่ชายไว้แน่น และเป็นช่วงที่ภาคีกำลังเปิดประตูห้องเข้ามาพอดี ทำให้เขาตกตะลึง ยืนนิ่งไม่กล้าขยับ มองภาพตรงหน้าด้วยความอาฆาตแค้น อยากจะเข้าไปกระชากหญิงร้ายชายเลวคู่นั้น ให้ออกจากกันเสียเดี๋ยวนี้ แต่ต้องทนทำใจเย็นเข้าไว้ หันหลังแล้วรีบเดินจากไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนไม่ทันได้ยินคำสนทนาต่อมาของคนทั้งคู่

“เกิดอะไรขึ้นยายน้อง” ชายหนุ่มประคอง พาร่างน้อยไปนั่งที่โซฟา

“คุณแม่...ฮื้อ…” หญิงสาวปล่อยโฮออกมาด้วยความเจ็บปวดใจ ร้องไห้จนตัวโยน ทำให้อติเทพอดสงสารน้องสาวของตนไม่ไหว ต้องดึงร่างนั้นมากอดไว้อีกครั้ง

“ไม่ร้องนะคนเก่ง” ชายหนุ่มกล่าวปลอบใจ แล้วปล่อยน้องสาวร้องไห้ให้พอใจ จนสงบลงไปเอง แต่เธอก็ยังนั่งนิ่งไม่ยอมพูดอะไรอีก

“กลับคอนโดไหม เดี๋ยวพี่พาไป”

หญิงสาวพยักหน้าอย่างอ่อนล้า เพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก อติเทพรีบประคองน้องสาวไปที่ลิฟต์สำหรับผู้บริหารเพื่อโดยสารลงไปยังชั้นล่างของอาคาร ก่อนจะประคองออกจากลิฟต์มาอย่างทะนุถนอม

“นี่ครับรูปถ่ายทั้งหมด ที่นายสั่งให้ผมแอบติดตามถ่ายรูปคุณเทพกับคุณกานต์ธิดาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา” มานพกล่าวพร้อมยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้แก่ผู้เป็นนาย ภาคีไม่รอช้ารีบเปิดซอง หยิบรูปที่บรรจุอยู่ในนั้นออกมาเปิดดูทีละใบ ขณะที่สีหน้าของนักธุรกิจหนุ่ม เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด รู้สึกผิดหวังในตัวอติเทพเป็นอย่างมากที่กล้าทรยศต่อความรักที่ เขมจิรามอบให้

“หญิงร้าย ชายเลว เตรียมรอรับบทเรียนที่ฉันจะมอบให้ได้เลย โดยเฉพาะเธอ…กานต์ธิดา” ภาคีคำรามเรียกชื่อหญิงสาวออกมา จนมานพรู้สึกขนลุกขนพอง เสียวสันหลังวาบๆ เลยทีเดียว

“เจ้านายครับ เอ่อ...ผมว่าทั้งสองคน อาจจะไม่ใช่อย่างที่เจ้านายเข้าใจก็ได้นะครับ” มานพอยากให้เจ้านายตน คิดให้ดีก่อนจะลงมือทำอะไร จะได้ไม่ต้องกลับมาเสียใจภายหลัง เพราะเขาเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก ว่าสองคนที่เจ้านายหนุ่มหมายหัวไว้นั้น จะมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกันจริงหรือไม่

“นพนายออกไปตามคุณจารุณีเข้ามาพบฉันด่วน อ้อ…เย็นนี้ นายต้องบินไปดูงานที่เชียงใหม่แทนฉัน”

ท่าทางแบบนี้ นายคงไม่ฟังเขาแน่ เข้าตำราที่ว่าน้ำกำลังเชี่ยว อย่าเอาเรือมาขวาง นั่นละคือนายเขาในเวลานี้เลย คงต้องรอให้เขากลับจากดูงานที่เชียงใหม่เสียก่อนเถอะ จะลองสืบดู หวังว่าจะไม่สายจนเกินไปนะ

“ครับนาย” มานพขานรับแล้วรีบออกไปทำตามคำสั่ง พอบานประตูห้องทำงานถูกปิดลง ภาคีหยิบรูปถ่ายที่อติเทพก้มลงหอมแก้มผู้หญิงคนใหม่ขึ้นมาดูอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ และในขณะนั้นเสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ชายหนุ่มรีบเอ่ยอนุญาตทันที

“เชิญ” ภาคีเก็บรูปใส่ซองสีน้ำตาลไว้เหมือนเดิม ไม่ต้องการให้เลขาฯสาวเข้ามาเห็น เพราะเรื่องนี้ อาจจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป

ทันทีที่ก้าวเท้าเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานเจ้านายหนุ่ม จารุณีรีบเอ่ยถามโดยไม่คิดอ้อมค้อมให้เสียเวลา

“ท่านประธานมีงานด่วนอะไรให้ดิฉันทำหรือคะ”

“คุณช่วยโทร.ไปตามคุณนพชัย ผู้จัดการแผนกการตลาดมาพบผมด่วน” ประธานหนุ่มสั่งงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จนเลขาฯสาวไม่กล้าถามต่อ ว่ามีเรื่องด่วนอะไร จึงได้แต่ก้มน้อมรับคำสั่งเท่านั้น

“ได้ค่ะท่านประธาน มีแค่เรื่องเดียวใช่ไหมคะ”

“ใช่…คุณรีบออกไปทำตามที่ผมสั่งเถอะ” ภาคีตอบเพียงเท่านั้น เลขาฯสาวก็รีบหมุนเดินออกไปทำตามคำสั่ง เขาจึงกลับมาสนใจดูรูปต่อ

“เราได้เจอกันเร็วๆ นี้แน่ กานต์ธิดา เธอเตรียมตัวรับโทษทัณฑ์ จากฉันได้เลย ผู้หญิงแพศยา”  ชายหนุ่มมองรูปกานต์ธิดาด้วยสายตาที่เคียดแค้นชิงชัง หัวใจของเขากำลังถูกแผดเผาจนแทบจะมอดไหม้ จากกระทำอันต่ำช้าของเธอ เธอต้องชดใช้

การรอคอยของภาคีสิ้นสุดลงทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตู หลัง    สิ้นคำอนุญาตน้ำเสียงดุดันที่ดังมาจากด้านใน ทำให้ผู้จัดการหนุ่มก้าวเข้ามา รู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะไม่ทราบสาเหตุในการถูกเรียกตัวด่วนในครั้งนี้

“นั่งลงสิคุณนพชัย” ภาคีบอกลูกน้องหนุ่ม ที่ยังยืนนิ่งเป็นรูปปั้น นพชัยจึงรีบเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งลงช้าๆ รู้สึกเกร็ง เมื่อถูกจ้องหน้า เหงื่อเริ่มแตกเป็นเม็ดออกมา แม้แอร์ภายในห้องทำงานจะเย็นแสนเย็นก็ตาม

“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน คือผมต้องการเลขาฯส่วนตัว” เจ้านายกล่าวจบ นพชัยก็มีสีหน้างงงวย ที่ถูกเรียกมาพบเพราะเรื่องเลขาฯส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเขาสักนิด

“คนที่ผมต้องการให้มาเป็นเลขาฯ ส่วนตัว…คือเลขาฯ ของคุณ” ภาคีรีบไขความกระจ่างให้ลูกน้องหนุ่มฟัง ไม่อยากเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นนานๆ มันน่ารำคาญใจ

“กานต์ธิดาหรือครับ” ผู้จัดการหนุ่มพึมพำออกมาอย่างงุนงง มากกว่าตั้งใจถามผู้เป็นนาย เขายังไม่เข้าใจความต้องการนี้ของท่านประธานหนุ่มนัก เพราะการเจอกันครั้งแรกที่ห้องประชุม ก็ดูไม่ค่อยจะปลื้มเลขาฯ เขาสักเท่าไร ขนาดเผลอจ้องหน้านิดเดียว ยังโดนเรียกไปต่อว่าซะขนาดนั้น

“ใช่…กานต์ธิดา เลขาฯ ของคุณนั่นแหละที่ผมต้องการ หวังว่าคุณคงไม่มีปัญหานะครับ” 

“แต่ว่า...ท่านแน่ใจหรือครับ ว่าต้องการกานต์ธิดาจริงๆ” นพชัยถามย้ำ เพราะกลัวเจ้านายหนุ่มจะจำผิดคน เพราะเลขาฯของตนคือกานต์ธิดา คนที่ประธานหนุ่มอาละวาดใส่ที่ห้องประชุมเมื่ออาทิตย์ก่อน

“ทำไม หรือว่าหวงไม่อยากให้ผม” ภาคีย้อนถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ นี่คงจะไปโปรยเสน่ห์ใส่เจ้านายตัวเองอีกคนสินะ นพชัยถึงทำท่าทีไม่อยากให้แบบนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป