บทที่ 6 6
“สวัสดีตอนเช้าคุณจารุณี เอกสารกับโต๊ะทำงานตัวใหม่เรียบร้อยดีใช่ไหม”
“ทุกอย่างเรียบร้อยค่ะ เชิญท่านเข้าไปตรวจดูได้เลยค่ะ”
ประธานหนุ่มพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปรอเหยื่อสาวในห้องทำงานอย่างใจเย็น จากนั้นไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น
“เชิญ” แค่ได้ยินเสียงเขา กานต์ธิดาก็ตื่นเต้น จนแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง แล้วก้าวเดินเข้าไปในห้องทำงานช้าๆ เป็นกิริยาสุภาพที่สุด แต่กลับขัดใจคนนั่งรอเสียอย่างนั้น
“ฉันเชิญเธอตั้งนานแล้ว มัวทำอะไรอยู่ ถึงได้เข้ามาช้านัก” คนมาดเข้มเล่นงานหญิงสาวทันทีที่เผชิญหน้ากัน จนเธอสะอึกกับการทักทายครั้งแรกของหนุ่มในฝัน มันเป็นอะไรที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย จากนั้นเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ก็ถูกเล่นงานเป็นรอบที่สอง “แล้วจะยืนบื้อ มองหน้าฉันอีกนานไหม นั่งลงสิ”
แต่นั่นกานต์ธิดาถึงกับงุนงงกับกิริยาและน้ำเสียงอันแข็งกระด้างนั้นเหลือเกิน เขาทำราวกับว่าโกรธเธอมาสักร้อยชาติอย่างนั้นแหละ
“เธอเห็นนั่นไหมกานต์ธิดา” เมื่อเห็นเหยื่อสาวนั่งเรียบร้อยแล้ว ภาคีก็ชี้นิ้วไปยังที่โต๊ะงานอีกตัวหนึ่ง จนอีกฝ่ายต้องหันไปมองตามที่เขาชี้นำ เห็นแฟ้มเอกสารกองโต แล้วพยักหน้ารับรู้ แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าเขาสื่อถึงอะไร
“ฉันให้เธอตอบ ไม่ใช่ให้พยักหน้า เธอมันไร้มารยาทจริงๆ เลยกานต์ธิดา เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้บอก” ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยสายตำหนิ ซ้ำร้ายยังพูดดูถูกดูแคลน ไม่คิดที่จะไว้หน้าอีกด้วย
“เห็นค่ะ” หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนที่จะกลั้นใจตอบออกมา
“เธอต้องอ่านเอกสารกองนั้นให้หมดภายในวันนี้ และสรุปผลมาให้ฉันก่อนกลับบ้าน ฉันหวังว่าเธอคงมีศักยภาพพอที่จะทำงานง่ายๆ แค่นี้ได้นะ”
เขารีบกดดันด้วยคำพูดกระทบกระเทียบ ทำให้หัวใจของกานต์ธิดากระตุกไหว ราวกับถูกเขาเอามือมาบีบหัวใจแล้วคลายออก มันเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก
“งานแค่นี้ดิฉันทำได้ค่ะ” หญิงสาวตอบกลับราวมั่นใจ ทำให้ภาคีรู้สึกหมั่นไส้ ในท่าทีของเธอเหลือเกิน
“เข้าใจก็ไปที่โต๊ะทำงานเธอสิ นั่งเสนอหน้าอยู่ได้” และคำพูดของเขาทำให้หญิงสาวสะอึกอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่เจ็บปวดใจยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่เธอจะลุกเดินไปที่โต๊ะทำงาน ซึ่งมีเอกสารวางซ้อนกันจนท่วมหัว ไม่รู้ว่าวันนี้จะอ่านจบหรือเปล่า
หญิงสาวเผลอตัวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลืมไปว่าเขานั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย
“ไงถึงกับถอนหายใจเชียวเหรอกานต์ธิดา ไหนว่าทำได้ไง” เสียงนั้นๆ ทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมอง ซึ่งเขากำลังนั่งกอดอกจ้องมองมายังเธอตาเขม็ง กานต์ธิดารู้สึกเหมือน ว่าเขาคอยจับผิดการกระทำของเธออยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งลมหายใจ นี่เขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งเธอชัดๆ
“เปล่าค่ะ” หญิงสาวปฏิเสธเสียงอ่อย
“เห็นๆอยู่ยังจะมาเถียง เธอช่วยไปชงกาแฟให้ฉันหน่อย” ภาคีเริ่มดำเนินการแผนเล่นงานต่อทันที
“ค่ะท่านประธาน” เธอตอบรับแล้วเดินออกไปจากห้องทำงาน
“นี่แค่เบาะๆ เธอยังต้องเจอมากกว่านี้กานต์ธิดา” ภาคีพึมพำอย่างหมายมาด เพียงไม่ถึงห้านาทีกานต์ธิดาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟหอมกรุ่น เธอรีบเอากาแฟไปเสิร์ฟให้ประธานหนุ่ม แล้วกลับมานั่งประจำที่ โดยไร้คำพูดจาใดๆ
“รสชาติไม่ได้เรื่อง ไปชงมาใหม่” เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น พ่นคำดูถูกดูแคลนออกมาอย่างไม่เกรงใจคนชงสักนิด
หญิงสาวก็จำต้องลุกไปชงกาแฟแก้วใหม่มาให้ และขณะนั้นเองที่เธอกำลังวางแก้วกาแฟลง เขาก็กลับเปลี่ยนใจไม่อยากกินขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ฉันไม่อยากดื่มกาแฟแล้ว ฉันอยากดื่มชาร้อนๆ ไปชงชามาให้ฉัน”
กานต์ธิดาถึงกับนับหนึ่งถึงร้อยในใจ สะกดอารมณ์กรุ่นโกรธให้สงบนิ่ง ก่อนที่จะอดรนทนไม่ไหวเปลี่ยนใจเอากาแฟสาดใส่หน้าเทพบุตรสุดใจร้ายแทน และรู้ดีว่ากำลังถูกอีกฝ่ายกลั่นแกล้ง แต่ด้วยสาเหตุอะไรนั้น เธอไม่อาจทราบได้
“ค่ะ” กานต์ธิดากัดฟันตอบ ก่อนเดินออกไปทำตามคำสั่ง แล้วเดินกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมชาหนึ่งแก้ว เธอวางแก้วชาลงตรงหน้าชายหนุ่ม ยังไม่ทันขยับเขยื้อนไปไหน เขาก็หาเรื่องว่าเธออีก
“ยืนโชว์หุ่นอยู่ได้ คิดว่าหุ่นดีนักหรือไง ไปอ่านเอกสารต่อไป” เขาดูถูก อีกทั้งไล่อย่างกับหมูกับหมาพาให้หญิงสาวถึงกับละเหี่ยใจ ตามอารมณ์เขาไม่ทันจริงๆ เมื่อเช้าแม่บ้านคงทอดรังแตนให้เขากิน อารมณ์ถึงขึ้นๆ ลงๆ แล้วมาพาลเอากับเธอ
“ค่ะ” กานต์ธิดากลับไปโต๊ะทำงานของเธอ มองเอกสารด้วยความเหนื่อยใจ
จากนั้นภายในห้องทำงานก็เงียบสนิท เพราะต่างคนต่างทำงานของตัวเอง จนเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายหนุ่มโดยไม่ตั้งใจ และเป็นเธอเองที่ต้องหลบสายตาชวนฝันคู่นั้น
“เข้ามาได้” เขาเอ่ยอนุญาต
“จ๊ะเอ๋! สุดหล่อทำอะไรอยู่คะ” เสียงเอ่ยทักเป็นกันเองของบุคลที่สาม ทำให้กานต์ธิดาต้องเงยหน้าจากกองเอกสารที่อ่านอยู่ จึงทันได้เห็นรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน ที่เขาตั้งใจส่งไปให้ผู้หญิงคนนั้น
“อุ้ย! ขอโทษค่ะ น้องหนูคิดว่าพี่คีย์อยู่ในห้องคนเดียว” เขมจิรายิ้มแหยๆ ให้ รู้สึกผิดกับความโก๊ะของตัวเอง
“น้องหนูมาได้ไงครับ จะมาทำไมไม่บอกพี่ ฮึ!” ชายหนุ่มเดินเข้าไปโอบไหล่เขมจิรา แล้วพาไปนั่งโซฟาภายในห้องทำงาน ที่จัดไว้สำหรับคุยงานและต้อนรับแขกคนสำคัญ
“น้องหนูจะมาชวนพี่คีย์ไปทานข้าวเที่ยงค่ะ เราไปทานที่ร้านเดิมกันนะคะ” เขมจิราอธิบาย หลังจากนั่งเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวพลางซบไหล่แกร่งอย่างออดอ้อน เหมือนที่เธอเคยทำประจำ เวลาอยากได้อะไรจากเขาสักอย่าง
