บทที่ 2 เด็กในปกครอง

"อืม..."

ฉันครางเบาๆ เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกปวดหนึบนิดๆ บริเวณขมับและภายในหัวมันก็โล่งไปหมด เเสงไฟที่เเยงตาทำให้ฉันค่อยๆ เปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งของตัวเองขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก่อนที่ดวงตากลมโตของฉันจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องสีขาวที่คุ้นเคยอย่างเเปลกใจ

โรงพยาบาลนี่นา... ฉันมาทำอะไรที่นี่กันนะ?

“ตื่นเเล้วรึไงหาเเม่ตัวดี!” ฉันสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นข้างๆ พอหันไปมองก็พบกับผู้ชายร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสีเเดงเเละกางเกงยีนส์เก่าๆ ยืนกอดอกมองหน้าของฉันไม่วางตาอยู่ข้างๆ เตียงของโรงพยาบาลที่มีร่างของฉันนอนอยู่

หมอนี่...

“ใครอ่ะ O_O?”

“เธอไม่รู้จักฉันหรอกว่ะ” ท้ายประโยคเขาเเสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างชั่วร้ายตบท้ายหลังจากที่ได้ผ่อนเสียงดุๆ นั้นให้อ่อนลงเเล้ว “เเต่ก็ไม่เป็นไร... เพราะอีกไม่นานเธอกับฉันก็จะไม่ได้เจอกันอีกเเล้ว”

“นายพูดอะไรเหรอ... ฉันไม่เข้าใจ” ฉันเอ่ยปากถามพร้องกับเอียงคอน้อยๆ อย่างุนงง

“นอนนิ่งๆ เเล้วหุบปากรอไปเถอะ” ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงเเยกเขี้ยวขู่พลางล้วงกระเป๋ากางเกงไปยืนชิดริมหน้าต่างเพื่อมองดูวิวทิวทัศน์ด้านนอก เขาจุดบุหรี่สูบจนเหม็นคลุ้งไปทั้งห้อง เเต่ฉันก็พยายามทนเอาไว้ทั้งๆ ที่สีหน้าเริ่มบึ้งบูดออกมาอย่างไม่พอใจ

เเต่ไม่เป็นไรหรอกนะ... เพราะอีกไม่นานก็จะไม่ได้เจอกับอีตาไร้มารยาทคนนี้อีกเเล้วล่ะ L!

เเต่ไม่นานความคิดเมื่อสองชั่วโมงที่เเล้วมันก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝัน...

“อะไรนะ! ยัยนี่ความจำเสื่อมงั้นเหรอ!!” เสียงของผู้ชายที่ถูกคุณหมอในเสื้อกาวน์สีขาวเรียกว่า ‘จ้าวทัพ’ เเผดเสียงออกมาเสียงดังลั่นจนฉันต้องเอามือมาปิดหูด้วยความตกใจ เพราะทันทีที่คุณหมอวินิจฉัยว่าฉันเป็นโรคความจำเสื่อม อีตานั่นที่ตั้งใจยืนฟังมาตั้งนานก็ถึงกับฟิวส์ขาดทันที!

ผู้ชายอะไรขี้โมโหได้โล่เลยจริงๆ

“ชะ... ใช่เเล้วครับ ทางเราได้พิสูจน์อาการของผู้ป่วยมาโดยละเอียดเเล้ว ผลก็เลยออกมาว่า...”

“ไม่ใช่! ผมเเค่อยากจะรู้ว่ายัยนี่มีพ่อเเม่มั้ย ผมจะได้ส่งตัวกลับทันต่างหาก!!” จ้าวทัพพูดพลางกุมขมับ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดเสียจนตัวฉันเองยังหวาดผวา “ถ้าจะต้องให้ผมมารับผิดชอบยัยตัวภาระเเบบนี้ ผมยอมตายซะยังจะดีกว่า!”

ยะ... หยาบคายที่สุด TOT!

“เเล้วคุณไม่ใช่ญาติของคนไข้งั้นเหรอครับ?”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิวะหมอ!!” เขาตะโกนเสียงดังลั่นจนเเม้เเต่คุณหมอเองก็ยังตกใจ ดวงตากลมโตของฉันกลอกไปมาอย่างหวาดกลัวพลางเอาผ้าห่มสีขาวมาคลุมทับใบหน้าไว้ทันทีเมื่อจ้าวทัพหันขวับมามองอย่างคาดโทษ

“อย่าคิดว่าเธอจะรอดนะ... โทษฐานที่ทำให้ฉันต้องลำบาก!” จ้าวทัพว่าพลางสะบัดหน้าเดินหนีออกไปทางประตูห้องด้วยท่าทางหงุดหงิด ก่อนที่จะไม่ลืมหันมาปิดประตูให้อย่างเเรง

ปึง!!

ขอบคุณ =_=

“เป็นยังไงบ้างล่ะครับ... คุณนิทรา” เสียงคุณหมอดังเเทรกขึ้นมาเมื่อเห็นว่าจ้าวทัพออกไปเเล้ว ดูท่าทางว่าเขาจะดูน่ากลัวเอามากๆ เลยทีเดียว คุณหมอถึงได้เหงื่อเเตกพลั่กซะขนาดนั้น

ว่าเเต่... นิทราคือใครงั้นเหรอ =O=?

“เอ่อ...”

“อ๋อ... คุณความจำเสื่อมนี่นา ผมลืมไปเลย” คุณหมอยิ้มบางๆ ให้ฉันที่นอนงงเป็นไก่ตาเเตกอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเอ็นดู “ชื่อของคุณที่ผมได้รู้มาคือนิทราครับ เป็นชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

“งั้นเหรอคะ” ฉันพึมพำกับตัวเองเสียงเบา รู้สึกเเปลกๆ กับชื่อที่ตัวเองได้รับมา นั่นสินะ... ก็ฉันความจำเสื่อมนี่นา “เอ่อ... ว่าเเต่คุณหมอคะ...”

“ครับ?”

“นายนั่น เอ้ย! จ้าวทัพน่ะค่ะ เขาเป็นใครงั้นเหรอคะ” ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัยประกอบกับคำถามไปด้วย คุณหมอยิ้มให้อีกครั้งก่อนที่จะตอบคำถามของฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เขาเป็นคนพาคุณมาที่โรงพยาบาลนี้น่ะครับ... ผมก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากหรอก เเต่ตอนเเรกผมนึกว่าเป็นญาติของคุณซะอีก”

“เเต่ท่าทางว่าจะไม่ใช่สินะคะเนี้ย” ฉันย่นจมูก

“ฮ่าๆ คงงั้นเเหละครับ เเต่คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ เขาจะต้องรับผิดชอบคุณเเน่ๆ” คุณหมอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางโค้งให้ฉันอย่างสุภาพ “ที่ผมมาที่นี่ก็แค่มาตรวจเช็คอาการของคุณแค่นั้นน่ะครับ เเต่ดูท่าทางคุณคงสบายดีเเล้ว งั้นผมขอตัวเลยก็แล้วกันนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ”

“ครับ”

ปึง

เสียงประตูที่ปิดลงอย่างเบาบางทำให้ฉันได้รับรู้ว่า... ภายในห้องกว้างห้องนี้นี่มันช่างเงียบเหงาดีเสียจริงๆ

3 Hours later...

ไม่มีอะไรให้ทำเลยให้ตายเถอะ!

ฉันนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญใจ ผ่านไปราวๆ สามชั่วโมงกว่าๆ เเล้วที่ฉันนอนนิ่งไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ในนี้ จ้าวทัพก็หายตัวไปเลย ทิ้งให้ฉันนอนอ้างว้างอยู่ในนี้คนเดียวอย่างไร้จุดหมาย และอีกอย่างนะ...

ฉันหิว! ฮือๆ TOT

ปึง!!

เฮือก =O=

“เป็นยังไงบ้างล่ะยัยโง่!” ฉันสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจเมื่อประตูห้องถูกกระชากให้เปิดออกอย่างรุนเเรง พร้อมๆ กับที่ร่างสูงโปร่งของใครบางคนสาวเท้าก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว

โล่งอกไปที... จ้าวทัพนี่นา

ผู้ชายคนนี้ไม่เคยปรากฎตัวให้เหมือนกับคนปกติเขาเลยให้ตายสิ =_=

“จ้าวทัพ...” ฉันทำเสียงอ่อยพลางเหลือบมองเขาอย่างหวาดๆ

“ทำเสียงเเบบนั้นทำไมวะ อย่าเลย... ฟังเเล้วเหมือนคนกำลังจะตาย”

นั่นปากเหรอน่ะ...

“ฉะ… ฉันหิวอ่ะ TOT” ฉันเบะปากพลางลูบท้องไปมาประกอบคำพูดให้ดูสมจริง จ้าวทัพเบ้หน้าอย่างรำคาญทันทีที่รู้ว่าฉันเป็นอะไร นี่เขาเเสดงความเเล้งน้ำใจออกมาทางสีหน้าเลยเหรอเนี้ย

“หิวงั้นเหรอ… ฉันไม่ใช่ผู้ปกครองเธอนะ”

“เเต่นายก็ควรรับผิดชอบเด็กไร้บ้านอย่างฉันบ้างสิ ฉันยังไม่รู้เลยนะว่าครอบครัวตัวเองเป็นใครบ้างน่ะ T^T” ฉันเถียง พลางไถลตัวเองไปกอดเเขนเขาไว้เมื่อจ้าวทัพเดินเข้ามาใกล้

“เฮ้ย! ปล่อยนะ”

“นะๆ เเล้วจะไม่ขออะไรอีกเลย”

“โว้ยยยยย!!!”

@ Cleansing Cream Café

“ฮิๆ”

“เป็นบ้าอะไร นั่งยิ้มอยู่ได้ -_-” จ้าวทัพพูดเเทรกรอยยิ้มเปี่ยมสุขของฉันขึ้นมาอย่างเสียมารยาทด้วยการทำสีหน้าเย็นชาใส่จนฉันต้องค้อนขวับผ่านทางสายตาให้เขาอย่างอดไม่ได้

“ฉันยิ้มไม่ได้รึไงกัน จ้าวทัพจะต้องประชดทุกคนที่รำคาญเลยรึไง”

“อย่ามาเรียกชื่อฉันห้วนๆ เเบบนั้น -_-!”

“ก็ฉันอยากเรียกนี่นา… มันไม่เเปลกอะไรไม่ใช่เหรอ T^T” ฉันทำเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนเด็กๆ เเล้วไม่นานจ้าวทัพก็ทำสีหน้ารำคาญออกมาตามที่คาดไว้

“ยัย -_-!!”

“จะรับอะไรดีคะ?” ยังไม่ทันที่จ้าวทัพจะปล่อยระเบิดลงกับตัวฉันอีกครั้ง พนักงานเสิร์ฟหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเพื่อที่จะจดออร์เดอร์ซะก่อน ฉันเอาเมนูอาหารมาบังหน้าไว้แล้วพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถเมื่อเห็นว่าเขาทำท่าฮึดฮัดขัดใจอยู่คนเดียว

“มองฉันทำไม ฉันไม่ได้สั่ง... ยัยนั่นต่างหาก” พอเอาเรื่องฉันไม่ได้ก็จะพาลใส่คนอื่นเเทนงั้นสินะ =_=

“ฉันเอาเค้กวนิลาค่ะ” ฉันบอกพนักงานสาวยิ้มๆ เธอยิ้มบางๆ ตอบกลับมาพลางก้มลงจดออร์เดอร์ที่ฉันสั่งลงในสมุดเล่มเล็ก

“นี่... เอากาเเฟให้ฉันด้วย อะไรก็ได้เเต่ขอเข้มๆ” ฉันหันขวับไปมองผู้ชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เชื่อหูตนเอง พนักงานสาวยิ้มเเห้งๆ เล็กน้อยพลางก้มหน้าลงจดออร์เดอร์อีกครั้ง

สั่งอะไรของเขาก็ไม่รู้… คนอะไรนิสัยเสียที่สุดเลย!

“มองอะไร อยากมีเรื่องเรอะ” หลังจากที่พนักงานสาวเดินจากไปเเล้ว ฉันที่กำลังเหม่อมองหน้าของจ้าวทัพด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก็ถูกเจ้าของใบหน้าหล่อเหลานั้นว่าเสียงดุเสียก่อน

“เปล่านี่ ฉันเเค่นั่งเหม่อเล่นๆ เท่านั้นเอง”

“ก็ดี... คิดว่ามีปัญหาอะไรกับฉันซะอีก” จ้าวทัพเหยียดยิ้มพลางนั่งเท้าคางกับโต๊ะอย่างเบื่อหน่าย “สรุปว่าเธอหิวจริงๆ ใช่มั้ย?”

“ก็หิวน่ะสิถามได้ =_=”

ปึง!!

“เเล้วทำไมเธอไม่กินข้าววะ!” เขาตบโต๊ะอย่างเเรงจนฉันสะดุ้ง อยู่ๆ ก็โมโหขึ้นมา เป็นอะไรของเขาอีกเนี้ย “คนเราเวลาหิวมันต้องยัดข้าวลงกระเพาะสิวะ เเต่เธอกลับหิวไอ้ของปัญญาอ่อนเเบบนั้น!”

ของปัญญาอ่อนที่เขาว่านั่นหมายถึงเค้กรึเปล่านะ?

“ก็ฉันไม่ได้หิวมากถึงขนาดอยากกินข้าวนี่นา ฉันอยากกินเค้กมากกว่า” ฉันอ้อมเเอ้มตอบ เเล้วก็เห็นว่าสีหน้าของเขาบูดบึ้งเป็นรอบที่ล้านของวันอีกครั้ง “หวังว่าคงไม่ทำให้นายลำบากเนอะ”

“หนอย... วอนโดนตบด้วยกระเป๋าตังค์เเล้วไง”

“ใจร้าย TOT”

“ก็มันจริงนี่หว่า เธอนี่มันน่ารำคาญชะมัด” จ้าวทัพว่าพลางกอดอกอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะที่ฉันเริ่มทำหน้าหงอยอย่างรู้สึกแย่ที่ถูกเขาโกรธในเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่คนเดียว

“กาเเฟดำกับเค้กวนิลาที่สั่งได้เเล้วค่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้นมามองอย่างสนใจเมื่อพนักงานสาวคนเดิมเดินเข้ามาอีกครั้ง เธอหยิบกาเเฟดำเสิร์ฟให้จ้าวทัพ ก่อนที่จะส่งเค้กวนิลาเเละน้ำเปล่ามาให้ฉันเป็นอย่างหลัง

“ขอบใจ...” จ้าวทัพว่าพลางยกกาเเฟดำขึ้นมาจิบ ฉันเเอบเห็นว่าเขาเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ล่าสุดจากเเผงหนังสือตามมุมร้านมานั่งเปิดอ่านอย่างสบายใจ

“…” ฉันนั่งมองใบหน้าของเขายามนั่งอ่านหนังสือพิมพ์นิ่งโดยไม่คิดที่จะตักเค้กเข้าปากทั้งๆ ที่ตัวเองก็บ่นเองว่าหิวนักหิวหนา

“...”

“...”

“-_-”

“...”

“นี่! จะมองหน้าฉันให้ท้องไปเลยดีมั้ยฮะยัยโง่!!” ฉันถึงกับสะดุ้งและหลุดออกจากภวังคเมื่อจู่ๆ ดวงตาสีควันบุหรี่นั่นก็ถูกช้อนขึ้นมาสบตากับฉันพร้อมกับริมฝีปากหยักที่กระแทกเสียงขึน ก่อนที่ร่างสูงจะยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันเเล้วเเสยะยิ้ม “หึ... หรือจะเอามากกว่านั้นดี?”

“ฉะ... ฉันหิวเเล้ว -///-” ฉันทำทีพูดกลบเกลื่อนพร้อมกับหลบสายตาเขาไปก้มหน้าก้มตาตักเค้กวนิลาเข้าปากแทน แอบได้ยินเสียงจ้าวทัพบ่นพึมพำอะไรก็ไม่รู้อยู่คนเดียว ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจหนังสือพิมพ์ในมือต่อ ฉันถึงได้โพล่งขึ้นมาอีกครั้ง “นี่... จ้าวทัพ”

“อะไรอีกล่ะ!”

“นายต้องรับผิดชอบฉันด้วยนะ... ฉันไม่เหลือใครเเล้วจริงๆ”

“...!” เขาชะงักไป เเม้สีหน้ายังคงไร้อารมณ์เเต่มันก็ยังมีเเววตื่นตกใจอยู่นิดๆ

“ฉันเหลือนายเเค่คนเดียวจริงๆ”

“...”

“จ้าวทัพ...”

“... ก็ได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป