บทที่ 4 ตอนที่4 คืนที่ไม่ควรเกิดขึ้น

หลังช่วงเที่ยง ร้านบุญพร้อมเริ่มสงบลงเล็กน้อย

ลูกค้าหน้าร้านเหลือไม่กี่คน พนักงานทยอยยกกล่องชุดทำบุญเข้าไปเก็บด้านหลัง ส่วนเหนือถูกสายพิณพาไปนอนกลางวัน หลังจากกินข้าวอิ่มและพยายามต่อรองขอไอศกรีมไม่สำเร็จ

ไคเรนเองก็ออกไปรับสายจากมาเก๊าด้านหน้าร้าน อรนารีจึงใช้จังหวะนั้นเก็บโต๊ะที่เขานั่งคุยงานมาตลอดช่วงเช้า

แฟ้มเอกสารสีดำถูกวางทับกันอยู่หลายชุด เธอไม่ได้ตั้งใจเปิดดู เพียงต้องการย้ายให้พ้นพื้นที่ก่อนพนักงานจะเอาของเข้ามาวาง

แต่ตอนยกแฟ้มขึ้น กระดาษแผ่นหนึ่งกลับเลื่อนหล่นลงพื้น อรนารีก้มเก็บตามปกติ แล้วมือก็หยุดอยู่ตรงนั้น มันเป็นภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมเมื่อห้าปีก่อน ในภาพมีเพียงทางเดินโรงแรมกับประตูห้องพักหมายเลขหนึ่ง

หมายเลขที่เธอจำได้ทันที

อรนารีมองมันนิ่งอยู่หลายวินาที ห้าปีที่ผ่านมาเธอแทบไม่เคยนึกถึงรายละเอียดของห้องนั้น ไม่ใช่เพราะลืมแต่เพราะจำได้ดีเกินไปต่างหาก

ห้าปีก่อน...

ตอนนั้นอรนารีอายุยี่สิบสอง ยังเป็นนักศึกษาฝึกงานฝ่ายจัดเลี้ยงของโรงแรมใหญ่ในเชียงใหม่ ชีวิตในช่วงนั้นมีแค่เรียน ฝึกงาน ส่งรายงาน แล้วกลับหอให้ทันก่อนหลับคาโต๊ะ

คืนสุดท้ายของงานรับรองนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มต้นไม่ต่างจากทุกวัน โรงแรมวุ่นตั้งแต่ช่วงบ่าย พนักงานแต่ละฝ่ายถูกกำชับเรื่องความเรียบร้อยเป็นพิเศษ เพราะแขกในงานมีแต่คนสำคัญ

เด็กฝึกงานอย่างเธอไม่ได้มีหน้าที่อะไรมากไปกว่ารับคำสั่งแล้วทำให้เสร็จ

อรนารีเห็นไคเรนอยู่ในงานตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร รู้เพียงว่าเป็นหนึ่งในแขกวีไอพีที่พนักงานระดับผู้จัดการคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

เธอเห็นเขาอยู่สองสามครั้งเท่านั้น สูทสีเข้ม สีหน้าไม่ค่อยรับแขก และแทบไม่พูดกับใครเกินความจำเป็น จากนั้นอรนารีก็ไม่ได้สนใจอีก คนระดับนั้นไม่มีเหตุผลอะไรต้องมาเกี่ยวข้องกับเด็กฝึกงานอย่างเธออยู่แล้ว

จนเกือบเที่ยงคืน

งานเลี้ยงเลิกไปเกือบหมด อรนารีเพิ่งช่วยเก็บของหลังห้องจัดเลี้ยงเสร็จ กำลังเดินผ่านทางบริการเพื่อเอาอุปกรณ์ไปคืน ตรงมุมทางเดิน เธอเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนพิงกำแพงอยู่ ตอนแรกคิดว่าเป็นแขกเมา แต่พอเดินเข้าไปใกล้จึงจำได้ว่าเป็นผู้ชายจากโต๊ะวีไอพี

สภาพของเขาต่างจากตอนอยู่ในงานอย่างเห็นได้ชัด เนกไทถูกดึงหลวม กระดุมเสื้อด้านบนเปิดออกสองเม็ด เหงื่อซึมตามกรอบหน้า ทั้งที่เครื่องปรับอากาศเย็นจนเธอยังรู้สึกหนาว

อรนารีชะลอฝีเท้า “คุณโอเคไหมคะ”

ชายหนุ่มเงยหน้ามอง แววตายังรู้เรื่อง แต่สีหน้าไม่ดีเลยสักนิด “ไม่เป็นไร”

“ให้ฉันเรียกพนักงานให้ไหมคะ หรือคนที่มากับคุณ...”

“ไม่ต้อง”

น้ำเสียงแข็งจนเธอเกือบพยักหน้าแล้วเดินต่อ แต่พอเขาขยับตัว ร่างสูงกลับเซจนต้องยกมือยันผนังไว้

อรนารีถอนหายใจ แล้วเดินกลับไปหา

“คุณแน่ใจนะคะว่าไม่ต้องเรียกใคร”

เขาไม่ตอบทันที ผ่านไปครู่หนึ่งจึงบอกหมายเลขห้องกับเธอ

อรนารีมองหน้าเขา “คุณจะขึ้นห้อง?”

เขาพยักหน้า สุดท้ายเธอจึงเข้าไปช่วยพยุง ตัวเขาร้อนผิดปกติจนเธอตกใจ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร

ระหว่างทางไคเรนพยายามบอกว่าเดินเองได้อยู่หลายครั้ง ทั้งที่น้ำหนักเกือบครึ่งหนึ่งกดลงมาที่เธอ

อรนารีเริ่มหมดความอดทน “ถ้าเดินเองได้จริง ฉันคงไม่ต้องลากคุณมาถึงนี่หรอกค่ะ”

ชายหนุ่มปรายตามอง แต่ไม่ได้เถียง

เธอคิดเพียงว่าจะพาเขาไปถึงห้อง แล้วค่อยเรียกพนักงานสักคนมาดูต่อ แต่เรื่องในคืนนั้นไม่ได้จบง่ายอย่างที่คิด อาการของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ อรนารีจำได้เพียงความวุ่นวาย ความร้อนผิดปกติของร่างกายเขา และช่วงเวลาที่ทุกอย่างเลยออกไปไกลกว่าที่เธอตั้งใจไว้มาก รายละเอียดบางช่วงพร่าเลือน บางช่วงกลับชัดเกินกว่าจะลืม จากคืนที่เธอควรแค่ช่วยแขกคนหนึ่งกลับห้อง กลายเป็นคืนที่ติดอยู่ในความทรงจำมาจนถึงวันนี้

ไม่มีคำสัญญา

ไม่มีการถามถึงอนาคต

แม้แต่ชื่อของเขา เธอก็ยังไม่รู้

อรนารีจำไม่ได้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน ตอนลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงเช้าส่องผ่านม่านเข้ามาแล้ว อีกฝั่งของเตียงว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ในห้อง

เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองรอบตัว เสื้อผ้าของเขาหายไป ของใช้บนโต๊ะถูกเก็บเรียบร้อย ไม่มีข้อความ ไม่มีเบอร์โทร หรือแม้แต่กระดาษสักแผ่นที่บอกว่าเขาเป็นใคร เหมือนผู้ชายเมื่อคืนไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน

อรนารีแต่งตัว เก็บของของตัวเอง แล้วออกจากห้องเงียบ ๆ ตอนนั้นเธอยังคิดเพียงว่าเรื่องทุกอย่างคงจบลงแค่นั้น

คืนเดียว...คนแปลกหน้าสองคน แล้วต่างคนต่างกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เจอเขาอีกครั้ง

เสียงฝีเท้าจากด้านหลังทำให้อรนารีเงยหน้าขึ้น

หญิงสาวรีบกะพริบตา ก่อนรู้ตัวว่ายังถือภาพใบนั้นอยู่

ไคเรนเดินกลับเข้ามาจากด้านหน้าร้าน โทรศัพท์ยังอยู่ในมือ เขามองภาพในมือเธอ แล้วหยุดอยู่ข้างโต๊ะ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเธอกำลังนึกถึงอะไร

ความเงียบเกิดขึ้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ “คุณยังจำคืนนั้นได้ไหม”

อรนารีเงยหน้ามองเขา ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวทำให้ความรู้สึกบางอย่างจากอดีต กลับมาชัดขึ้นอย่างน่าหงุดหงิด เธอจึงวางภาพลงบนโต๊ะ

“บางเรื่องก็ไม่ควรถูกขุดขึ้นมาอีกค่ะ”

ไคเรนมองเธอนิ่ง แต่ไม่ได้ถามต่อ

อรนารีเองก็หันกลับไปเก็บแฟ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงเกินเหตุ เหมือนมันไม่เคยเข้าใจเลยว่าเรื่องเมื่อห้าปีก่อนควรจบไปตั้งนานแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป