บทที่ 1 บทที่1 อาจารย์ถันผู้งามสง่า
“คนยังไม่มาอีกเหรอ?”
“ยังเลยครับพี่เจียง เมื่อสักพักมีข้อความ Wechat ส่งมาบอกว่าเครื่องบินดีเลย์ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้คงเข้ากองไม่ได้แล้วสิ แย่แล้ว แบบนี้ไม่เสียงานเหรอ?”
“อย่าเพิ่งกังวลเลยครับ บางที...”
ระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกัน รถแท็กซี่สีน้ำเงินเข้มคันหนึ่งค่อยๆ แล่นมาตามถนนลาดยางเล็กๆ และจอดสนิทหน้าโรงแรม ประตูหลังรถถูกผลักออก หญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว เธอสวมเสื้อแขนกุดสีชมพูสดใสที่ดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี
หญิงสาวเดินเข้ามา ตาโตกลมโตของเธอกะพริบปริบๆ “คุณคือผู้ช่วยผู้กำกับใช่ไหมคะ?”
ผู้ช่วยผู้กำกับพยักหน้า พลางประเมินอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ “คุณคือ...อาจารย์ถันม่านใช่ไหมครับ?”
“ไม่ใช่ค่ะ” หญิงสาวโบกมือพร้อมรอยยิ้ม แล้วหันไปมองด้านหลังรถแท็กซี่ “ถันม่าน…”
ยังไม่ทันพูดจบ ร่างอรชรบอบบางก็ปรากฏตัวขึ้นจากเบาะหลังรถ ชุดกี่เพ้ายาวเกือบถึงพื้น ผ้าซาตินโอบรัดเรือนร่างงดงาม เส้นผมสีดำยาวสลวยทิ้งตัวลงมาถึงเอว เมื่อหันหน้ามา เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ที่ถูกหน้ากากอนามัยปิดบังไปเกือบครึ่ง เห็นเพียงดวงตาสุกใสชวนฝัน และคิ้วโก่งงามประณีต ใต้ตาซ้ายมีไฝเสน่ห์สีแดงเล็กๆ ที่ดูโดดเด่นสะดุดตา ต่างจากไฝที่จงใจแต้มแต่งขึ้นอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวก้าวเดินอย่างแผ่วเบาและสง่างามราวกับสาวงามในภาพยนตร์จีนโบราณ จนทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นมองตาค้างจนอ้าปากเหวอ
"ผู้ช่วยผู้กำกับเจียง" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและอบอุ่น ไพเราะราวกับถ้อยคำจากบทกวีอันวิจิตรบรรจง
คนแซ่เจียงเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน ใบหน้ายังคงประดับด้วยความตกตะลึงที่ยังไม่ทันจางหายไป "อาจารย์ถัน?"
ถันม่าน ถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามและบริสุทธิ์ ยิ้มแล้วพยักหน้า "ฉันถันม่านค่ะ"
ผู้ช่วยผู้กำกับและทีมงานแลกสายตากัน ทั้งคู่ยิ้มกว้างพร้อมกัน
"อาจารย์ถัน สวัสดีครับ สวัสดีครับ! เรียกว่าพี่เจียงเฉยๆ ก็ได้ครับ เดินทางมาไกลแบบนี้คงเหนื่อยแย่เลย"
ชายสองคนรีบเข้าไปช่วยขนกระเป๋าเดินทาง ของที่นำมานั้นไม่น้อยเลย สองสาวมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เกือบเท่าตัวคนถึงสามใบ และกระเป๋าถืออีกหนึ่งใบ โรงแรมไม่มีลิฟต์ ผู้ช่วยผู้กำกับและทีมงานต่างหอบแฮกขณะแบกกระเป๋าขึ้นไปบนชั้นบน
ทีมงานหันกลับไปมองหญิงสาวในชุดกี่เพ้าแสนสวยตรงหน้า ยังคงตื่นเต้นไม่หาย "แม่เจ้าโว้ย! สวยยิ่งกว่านักแสดงในกองอีก! พี่เจียงครับ ไม่ได้รับมาผิดคนใช่ไหม?"
"ไม่ผิดหรอก" ผู้ช่วยผู้กำกับหยิบโทรศัพท์ออกมาตรวจสอบอีกครั้ง "สถานะของเธอถูกต้องแน่นอน ฉันก็ไม่คิดว่าจะเด็กขนาดนี้"
"ใช่เลย เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ เองนะ เป็นผู้สืบทอดของปรมาจารย์ชุดกี่เพ้าจริงๆ เหรอ? ปูของเธอ...ถันเซีย อะไรนะ"
"ถันเซี่ยงหลี คือทวดต่างหาก"
"หา ทวด! ท่านคงอายุยืนมากเลย อยู่มาตั้งศตวรรษแล้ว สถานีโทรทัศน์ยังเคยทำสารคดีเกี่ยวกับท่านด้วยนะ ที่ว่าเป็นปรมาจารย์ชุดกี่เพ้าร้อยปี สมัยก่อนท่านเคยตัดชุดกี่เพ้าให้นักแสดง และภรรยาท่านผู้ใหญ่ในยุคสาธารณรัฐด้วย นับว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาก..."
ผู้ช่วยผู้กำกับพูดเสียงเบา "นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ถ้ายังทำมืออยู่ก็คงจะเชยแล้ว จะไปทำเงินได้สักเท่าไหร่กัน"
"ไม่สำคัญหรอกครับ ขอแค่เธอทำชุดออกมาได้ เราก็จะได้ถ่ายให้เสร็จๆ ไป..."
พวกเขาขนสัมภาระเข้าไปในห้องพักชั้นสอง หลังจากสองสาวเช็กอินเสร็จก็ขึ้นมาถึง ห้องพักที่ถันม่านพักเป็นแบบมาตรฐาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครัน แต่ก็ดูเก่าไปสักหน่อย พื้นไม้ซีดจาง ทุกย่างก้าวมีเสียงดังก้อง เครื่องปรับอากาศและผ้าม่านก็ออกสีเหลืองไปแล้ว
ผู้ช่วยผู้กำกับหัวเราะแห้งๆ “ที่นี่เป็นแค่ที่พักชั่วคราวครับ พรุ่งนี้เราจะเข้ากองถ่าย ที่นั่นสภาพดีกว่านี้เยอะเลย! เฮ้อ พวกคุณก็รู้นี่ครับว่าตอนนี้สถานการณ์ไข้หวัดกำลังระบาดทำให้ทุกที่ถูกควบคุมหมด ที่นี่เป็นเขตสถานที่ท่องเที่ยวด้วย เลยไม่ค่อยเหมาะกับกองถ่ายนัก...”
ถันม่านยิ้มบาง “ฉันเข้าใจค่ะ”
ผู้ช่วยผู้กำกับถอนหายใจอย่างโล่งอก “โอเคครับ งั้นพักผ่อนให้สบายนะครับ ที่นี่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล บนหัวเตียงมียาแก้แพ้ความสูงกับถุงออกซิเจน ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้เลย!”
“รบกวนคุณแล้วค่ะ”
“อาจารย์ถันอย่าเกรงใจเลยครับ...”
เมื่อพูดจบ ผู้ช่วยผู้กำกับและทีมงานก็เดินออกไป
เฉียวอวี้ทิ้งตัวลงบนเตียงทันที “เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”
เมื่อเห็นกาต้มน้ำที่มีสนิมเกาะอยู่ข้างเตียง เธอก็เบ้ปาก “เมื่อกี้ตอนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เธอคงไม่ได้ยิน พวกเขาพักกันที่โรงแรมใหญ่ข้างๆ เดินไปไม่ถึงห้านาทีเลย! ต้องตั้งใจพาเราสองคนมาที่นี่แน่ๆ”
ถันม่านเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบกาต้มน้ำออกมาแล้วเทน้ำแร่จากขวดลงไป หลังจากเสียบปลั๊กเรียบร้อยแล้ว เธอก็เอ่ยปากเบาๆ “ที่จริง...เมื่อวานเขาก็แอบบอกเป็นนัยแล้วล่ะ”
เพราะนั่งเครื่องบินมาครึ่งวัน ทำให้ถันม่านหลับเร็วมาก แต่การนอนของเธอก็ไม่ค่อยสงบสุขนัก หลับๆ ตื่นๆ รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกอย่างรุนแรง คิดว่าตัวเองคงจะแพ้ความสูง จึงเปิดผ้าห่มออกดู และพบว่าในห้องนั้นร้อนอบอ้าวอย่างน่าประหลาด เครื่องปรับอากาศเก่าๆ เสียไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อากาศร้อนอบอ้าวไหลเข้ามาในห้อง จนคอและหน้าผากของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถันม่านปิดเครื่องปรับอากาศ แล้วเดินเท้าเปล่าลงจากเตียง ชุดนอนผ้าซาตินยาวถึงน่องทาบทับอยู่บนเรียวขาขาวนวลเนียน
หน้าต่างบานเล็กๆ ทั้งสี่ทิศถูกเปิดออก ผ้าม่านบางๆ ปลิวไสวไปตามสายลม ความมืดมิดของยามค่ำคืนไหลทะลักเข้ามาในห้อง สายลมบางเบาพัดผ่านใบหน้า ถันม่านถอนหายใจเฮือกใหญ่
นี่ก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เธอไม่คิดว่าจะต้องเปิดหน้าต่างนอน จึงได้แต่ยืนรับลมเย็นๆ อยู่ริมหน้าต่าง เพื่อรอให้ความง่วงกลับมา จึงเอื้อมมือไปหยิบแบบร่างชุดกี่เพ้าที่อยู่ใกล้ๆ มาดู
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงระเบิดดังสนั่นก็ดังขึ้นจากข้างนอก
ถันม่านสะดุ้งตัวเล็กน้อย หัวไหล่บอบบางและไหปลาร้าถึงกับหดเกร็งตามสัญชาตญาณ เธอหันไปมองข้างนอก แต่กลับถูกแสงสว่างจ้าที่ส่องเข้ามาทำให้ตาพร่าจนไม่อาจลืมตาได้
เสียงอึกทึกจากนอกหน้าต่างดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย เป็นเสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ที่ดังลั่น ถันม่านพยายามลืมตาอย่างยากลำบาก และในที่สุดก็มองเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า มอเตอร์ไซค์จำนวนหนึ่งจอดเรียงรายอยู่ชั้นล่าง กลุ่มคนในชุดนักแข่ง สวมหมวกกันน็อก สตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเตรียมออกตัว แสงไฟจากรถแต่ละคันดูเหมือนดวงตาที่กำลังจ้องมองในยามค่ำคืน
ตอนนี้เอง ถันม่านก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ด้านหลังโรงแรมมีสนามแข่งรถด้วย ม้วนเป็นเลข “8” คดเคี้ยวอยู่บนถนนที่ไม่กว้างนัก ผู้คนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันอยู่ตรงกลางบริเวณที่เป็นทางโค้ง นอกจากนักแข่งแล้วยังมีกลุ่มชายหญิงอีกกลุ่มที่โบกธงเล็กๆ และจุดพลุอย่างสนุกสนาน เสียงเครื่องยนต์ที่วุ่นวาย เสียงผู้ชายโห่ร้อง และเสียงหัวเราะของผู้หญิงปะปนกับแสงไฟและแสงจากพลุ บรรยากาศดูร้อนแรงและแปลกประหลาด
ชายคนหนึ่งยกธงขึ้นสูง มอเตอร์ไซค์หลายคันพุ่งออกไปราวกับลูกศร เสียงดังกึกก้องและเสียงเชียร์ก็ดังขึ้นถึงขีดสุด
ถันม่านมองตามมอเตอร์ไซค์ที่เร่งความเร็วไปชั่วครู่ แล้วสายตาก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่ยังคงจอดอยู่กับที่ ชายหนุ่มบนรถมีรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดนักแข่งสีแดงสลับขาว ที่ทำให้ไหล่และหลังดูกว้างแข็งแรงเต็มไปด้วยพละกำลัง ขาของเขายาวเหยียด สวมรองเท้าบู๊ตสำหรับขี่รถ และนั่งสบายๆ อยู่ข้างรถ
ในขณะที่คนอื่นขับรถไปได้เกือบครึ่งรอบแล้ว เขายังคงยืนใส่ถุงมืออยู่ที่เดิม
หลังจากใส่เสร็จ ชายหนุ่มก็งอแขน แล้วขยับข้อมืออย่างไม่รีบร้อนมีท่าทีที่ดูเกียจคร้าน เมื่อวางมือลง เขาก็พยักหน้าอย่างแรง หน้ากากกันลมบนหมวกกันน็อกเลื่อนกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว มอเตอร์ไซค์ที่เพรียวและเฉียบคมราวกับสัตว์ร้าย หัวรถเงยขึ้นเล็กน้อย เสียงคำรามดังสนั่นและหายไปในความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว
