บทที่ 4 บทที่4 ชอบผู้หญิงแบบไหน

ถันม่านกลั้นหายใจ ในขณะนั้นชุดกี่เพ้าหลุดจากมือตกลงบนพื้น เธอรีบก้มตัวลงเก็บแล้วเดินออกไปทันที สถานการณ์น่าอายแบบนี้ไม่คิดอยากให้ใครมาเห็นทั้งนั้น

 เมื่อชายกระโปรงเพิ่งพ้นพ้นมุมไป ประตูห้อง 217 ก็เปิดออก หลงเว่ยกวาดสายตามองไปทั่วทางเดินอย่างหนักก็ไม่เห็นคน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะปิดประตู สายตาของชายหนุ่มก็เลื่อนไปที่พื้นและหยุดนิ่ง

บางสิ่งคล้ายๆ สร้อยเป็นหยกสีน้ำเงินงดงาม ภายใต้แสงไฟสลัวๆ มีจุดแสงสะท้อนอยู่บนพื้นผิวที่เงางามของหยกนั้น หลงเว่ยเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม แล้วก้มลงหยิบมันขึ้นมา ก่อนจะปิดประตูห้อง

ห้องของหลงเว่ยเป็นห้องเตียงคู่ ฟางเจ๋อหยู๋กำลังนอนอยู่บนขอบเตียง มือหนึ่งถือโทรศัพท์ไว้ เสียงหอบหายใจและเสียงครวญคราง ดังออกมาจากโทรศัพท์อย่างไม่หยุดหย่อน เสียงของผู้หญิงในโทรศัพท์ดังขึ้นเรื่อยๆ

หลงเว่ยเดินเข้าไป แล้วยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่เอวของเจ๋อหยู๋ “ไสหัวกลับไปดูที่เตียงตัวเองไป”

ฟางเจ๋อหยู๋ถอด AirPods ออกข้างหนึ่ง แล้วจึงเพิ่งรู้ตัว “แม่งเอ๊ย บลูทูธขาดการเชื่อมต่อไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!” เขาหัวเราะคิกคักแล้วปิดวิดีโอ “อินไปหน่อย ไม่ได้สังเกตเลย...พี่เว่ยคืนนี้นอนห้องพี่นะ ห้องผมแอร์เสีย ร้อนเหมือนอยู่ในหม้อหุงข้าวเลย!”

หลงเว่ยไม่ได้ตอบอะไร เขาโยนสร้อยหยกให้ฟางเจ๋อหยู๋ “เพิ่งเก็บได้ เอาไปฝากไว้ที่พนักงานต้อนรับให้หน่อย”

“หืม อะไรเนี่ย?” ฟางเจ๋อหยู๋รับสร้อยหยกมาดู “สร้อยคอ? กำไล? ดูเหมือนพวงกุญแจของพ่อผมเลยว่ะ!”

หลงเว่ยตอบกลับ “ไม่รู้” เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของใคร

ฟางเจ๋อหยู๋วางสร้อยไว้บนหัวเตียง “คงเป็นของผู้หญิงคนไหนสักคน...โอ๊ย พี่เว่ยนี่คงไม่ใช่น้องตู้หลิงตั้งใจทำหล่นไว้หน้าห้องหรอกนะ?”

หลงเว่ยไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้า “งั้นก็เอาไปคืนเธอสิ”

“อัยย่ะ ผมจะคืนได้ไงล่ะครับ เธอไม่ได้ตั้งใจทำหล่นเพื่อผมสักหน่อย” ฟางเจ๋อหยู๋ส่ายหัว “พี่เว่ยเนี่ยจริงๆ เลย...แค่ผู้หญิงคนเดียว ทำไมพี่ไม่เอาใจเธอบ้าง”

หลงเว่ยหัวเราะเยาะ “เอาใจบ้าบออะไร ไม่ใช่ผู้หญิงของกู”

“แต่เธออยากเป็นผู้หญิงของพี่นี่ พี่กลับไม่สนใจซะงั้น...”

ฟางเจ๋อหยู๋หัวเราะ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “พี่เว่ย แล้วพี่ชอบผู้หญิงแบบไหน?”

หลงเว่ยเหลือบมองเขาอย่างเฉยเมยโดยไม่พูดอะไร

 “น้องตู้น่ะทั้งเผ็ดทั้งร้อน! แต่พี่ไม่ชอบ อืม...ผมเข้าใจ รสนิยมมันบังคับกันไม่ได้...” ฟางเจ๋อหยู๋พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง

หลงเว่ยพ่นลมออกจากจมูกเล็กน้อย แล้วเลิกหางคิ้ว “แกจะรู้อะไร? เอาแต่โวยวายฟูมฟายตลอด”

ฟางเจ๋อหยู๋ตบเตียงอย่างโมโห “ทำไมพี่ปากร้ายนักวะ?” 

หลงเว่ยเหยียดขาเอนพิงหัวเตียง คอที่เรียวยาวเผยให้เห็นโครงหน้าและลูกกระเดือก หลังจากเงียบไปนาน เขาก็เลียริมฝีปากก้มหน้าลงหัวเราะเบาๆ อย่างครุ่นคิด

“ผู้หญิงที่อ่อนหวานบอบบาง”

อ่อนหวานบอบบาง? หมายถึงอะไรกัน?

ฟางเจ๋อหยู๋งงงวย แต่ก็เข้าใจอย่างรวดเร็ว น้องตู้หลิงดูจะแข็งกระด้างเกินไป ดูเหมือนว่าพี่เว่ยจะยังชอบผู้หญิงที่อ่อนหวานนุ่มนวลมากกว่า อะไรที่มันน่าทะนุถนอม บอบบาง นุ่มนวล และมีน้ำเสียงที่แผ่วเบา...

 แต่ถ้าอ่อนหวานเกินไปก็ไม่สนุก ต้องแข็งและนุ่มในระดับที่พอดี ภายนอกดูเหมือนดอกไม้ที่พูดจาไพเราะอ่อนโยน แต่เมื่อเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่ามันมีหนามเต็มไปหมด

พี่เว่ยชอบผู้หญิงแบบนี้เหรอ?

นี่มันไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวเหรอวะ?

ผู้หญิงอ่อนหวานแต่หนามคมแค่แตะก็ทิ่มมือจนเลือดไหล แล้วยังต้องรักเธอด้วยความเจ็บปวดอย่างนั้นเหรอ? ฟางเจ๋อหยู๋บ่นในใจแล้วเปิดโคมไฟหัวเตียงขึ้น

หลงเว่ยลุกขึ้นเดินไปทางห้องน้ำ “ไปอาบน้ำก่อน”

พูดจบเขาก็ดึงคอเสื้อแล้วถอดเสื้อยืดตัวนั้นออก เผยให้เห็นเรือนร่างที่แข็งแรงและงดงาม มีกล้ามเนื้อแต่ไม่ใหญ่เกินไป ทุกอย่างดูสมส่วน กล้ามเนื้อหน้าอกทั้งใหญ่และแข็งแกร่ง กล้ามหน้าท้องชัดเจนมาก กล้ามเนื้อท้องส่วนล่างที่ซ่อนอยู่ใต้กางเกงสีดำนั้นหายไปในช่วงเอวคอด

ฟางเจ๋อหยู๋มองดูแล้วหัวเราะแห้งๆ ส่ายหน้าไม่หยุด มีร่างกายแบบนี้แล้วยังจะต้องการผู้หญิงที่อ่อนหวานบอบบางอีกเหรอ? เอวของสาวคนไหนจะนุ่มพอที่จะทนความทรมานจากร่างกายแบบนี้ได้! ถ้าในอนาคตมีน้องสาวที่อ่อนหวานมาหลงรักเขาจริงๆ ล่ะก็ นั่นแหละ...

อยากตาย อยากตายจริงๆ! 

ทั้งคืนถันม่านนอนหลับไม่สนิทเลย เช้าวันต่อมา เตรียมตัวจะลงไปกินข้าวเช้าข้างล่าง เมื่อเฉียวอวี้เห็นเธอเปลี่ยนชุดกี่เพ้าชุดใหม่ ตาเป็นประกาย 

“สวยเหมือนนางฟ้าลงมาจุติเลย!”

ชุดนี้เป็นกี่เพ้าที่ถันม่านเพิ่งทำเสร็จ เป็นแบบที่เธอชอบซึ่งปรับแก้ให้ไม่รัดรูปจนเกินไป สิ่งที่พิเศษที่สุดคือสีของชุด ซึ่งเป็นสีเขียวมะกอกที่ผสมผสานกับสีเหลืองและสีเขียวอย่างนุ่มนวล ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

สีของชุดมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ชิวเซียงลวี่” 

แม้จะเป็นแค่สี แต่ชิวเซียงลวี่ก็เป็นสีที่เลือกคนใส่ ถันม่านดูเหมาะสมกับสีนี้อย่างที่สุด กี่เพ้าที่ดูพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ ทำให้เธอดูราวกับมีเรื่องราวในอดีตที่อ่อนโยนซ่อนอยู่

เฉียวอวี้ทำงานเป็นลูกศิษย์ที่ตระกูลถันมาหลายปี เห็นชุดกี่เพ้าสวยๆ มาไม่น้อย แต่ถันม่านสามารถทำให้เธอทึ่งได้เสมอ และคงจะไม่มีผู้หญิงคนไหน ที่ใส่ชุดกี่เพ้าได้สวยและเหมาะสมไปกว่าถันม่านแล้ว ชุดกี่เพ้าที่สวมใส่ดูเรียบเนียนและสวยงามราวกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง ถันม่านเหมือนเกิดผิดยุคสมัย ควรจะเกิดเมื่อร้อยปีที่แล้ว ที่เสื้อผ้าและทรงผมเข้ากันแบบสุดๆ

“เธอเห็นที่คาดหน้าอกของฉันบ้างไหม?” ถันม่านจับที่คอเสื้อแล้วขมวดคิ้ว “หานานแล้วก็ยังไม่เจอ”

เฉียวอวี้ส่ายหน้า “ที่คาดหน้าอกอันไหนเหรอ?”

“อันที่มีหยกสีน้ำเงินไง” ถันม่านนั่งลงที่โต๊ะอาหาร คิ้วขมวดแน่น “ฉันจำได้ว่าวางมันไว้กับชุดกี่เพ้า...”

“เมื่อคืนฉันไม่เห็นเธอเอามาด้วยนะ งั้นเดี๋ยวเรากลับไปหาที่ห้องด้วยกัน”

ถันม่านพยักหน้าแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา

เฉียวอวี้หยิบซาลาเปาขึ้นมากิน “เมื่อวานตอนเช็กอินพนักงานบอกว่าไม่มีอาหารเช้านี่นา ทำไมตอนนี้ถึงมีอาหารเต็มโต๊ะเลยล่ะ? หรือว่าในโรงแรมมีแค่เราสองคนที่เป็นแขก?”

ถันม่านยังไม่ทันได้ตอบ ประตูก็มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังสนั่นขึ้นมา มือที่ถือตะเกียบของเธอแข็งค้างไปทันที

“เดี๋ยวฉันไปดู!” เฉียวอวี้อุทานเสียงเบา “ผู้ชายหล่อเยอะมากเลยอ่ะ!” เธอชะโงกหน้าออกไปดูนอกประตู “กองทัพฮอร์โมนมาแล้ว!”

ถันม่านเอียงหัวเหลือบมองแวบหนึ่ง กลุ่มคนเมื่อคืนนี้ ต้องบอกเลยว่าคำที่ เฉียวอวี้ ใช้ว่า “กองทัพฮอร์โมน” นั้นช่างเหมาะสมจริงๆ เมื่อมองไปรอบๆ กลุ่มคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ แต่ละคนต่างก็มีรูปร่างสูงใหญ่ราว 180 เซนติเมตร ท่าทางดูแข็งแรงกำยำ มอเตอร์ไซค์ที่พวกเขาขับก็แตกต่างจากรถที่วิ่งบนท้องถนนทั่วไป เป็นรถแข่งที่มีสีสันสดใสและรูปลักษณ์ที่เฉียบคม

ทั้งคนและรถจอดอยู่ที่หน้าประตูไม่เข้าไปข้างใน กลุ่มชายหนุ่มนั่งอยู่บนรถพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ออกมา ได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังสนั่น สายตาของถันม่านหยุดอยู่ที่มอเตอร์ไซค์สีเทาเงินที่อยู่ตรงกลาง ชายหนุ่มบนรถหันหลังให้เธอ มือหนึ่งกำลังถอดหมวกกันน็อกออก ผมที่สั้นมากๆ และเสื้อแจ็กเก็ตสีดำทำให้เขาดูสูงใหญ่และแข็งแรงยิ่งขึ้น เขาคือคนที่โดดเด่นที่สุดเมื่อคืน

เฉียวอวี้ตีแขนถันม่าน “เธอว่า...พวกเขาพักที่นี่ด้วยรึเปล่า? แบบนี้ฉันจะถือว่าเป็นการเจอกันโดยบังเอิญแบบโรแมนติกได้ไหมเนี่ย?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป