บทที่ 2 รู้สึกอิจฉา

รู้สึกอิจฉา

พู่กันกลับลงมาอีกครั้งก่อนจะนั่งลงทานข้าวด้วยท่าทีปกติ เธอนั่งตรงข้ามกับพี่ดลซึ่งมันทำให้เธอสบายใจขึ้นมาหน่อยแต่แล้วความสบายใจของเธอก็หายไปทันทีเมื่อเก้าอี้ข้างๆ ถูกใครอีกคนเลื่อนออกและนั่งลงด้วยสีหน้าเรียบนิ่งปกติ ปาร์คออกไปคุยโทรศัพท์มาทำให้เธอไม่รู้ว่าที่ตรงนี้เป็นใครนั่งและถ้าเธอจะลุกไปนั่งที่อื่นก็คงจะดูเสียมารยาทเกินไป

“เป็นไรไปอีก แล้วใครโทรมา ป้าศิเหรอ?” เห็นเพื่อนเดินกลับเข้ามานั่งด้วยสีหน้าอึมครึมลง สีไม้จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย ในใจก็เป็นห่วงเพื่อนด้วยนั่นแหละ ปกติเขากับสีครามจะนัดพวกเพื่อนๆ ออกไปฉลองกันต่อที่ผับหากว่าทานข้าวกับครอบครัวเรียบร้อย แต่วันนี้กลุ่มเพื่อนที่สนิทกันดันว่างกันไม่ครบทีม เขากับสีครามจึงตัดสินใจอยู่ทานข้าวกับที่บ้านอย่างเดียว

ปาร์คกับดลที่ว่างก็เลยมากินข้าวด้วยกันตามประสาเพื่อนสนิท และเขารู้ว่าที่ปาร์คมันมีสีหน้าแบบนี้ก็เพราะมันทะเลาะกับพ่อมันมาอีกแล้ว นี่เดี๋ยวเขากับไอ้ครามก็คงต้องนั่งดื่มเป็นเพื่อนมันก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ไม่งั้นไอ้คนเอาแต่ใจคงไม่ยอมกลับง่ายๆ เพราะไม่ได้ระบายความอึดอัดในใจ พอเหล้าเข้าปากเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

“อืม แม่โทรมาถามว่ากูอยู่ไหน กลัวกูไปสร้างปัญหาที่อื่นแล้วเดี๋ยวพ่อกูด่าอีก” ป้าศิที่สีไม้ถามก็คือศศิประภาแม่ของเขาเอง ท่านโทรมาถามเพราะเป็นห่วงเขานั่นแหละเพราะทุกครั้งที่เขาทะเลาะกันกับพ่อก็มักจะไปดื่มจนเมาและบางครั้งก็ชอบสร้างปัญหาที่ผับให้พ่อรู้สึกหงุดหงิดใจเล่นๆ

“หึ ก็เลยมาเดือดร้อนพวกกูดื่มเป็นเพื่อนที่นี่เพราะไม่อยากไปดื่มที่ผับให้แม่เป็นห่วง” สีไม้แซวเพื่อนเล่นๆ เพราะเขาชินแล้ว เมื่อก่อนเวลามันมีเรื่องไม่สบายใจก็มักจะมาที่บ้านเขาเสมอเพราะมันบอกว่ามาที่นี่แล้วทำให้มันสบายใจ

“ไม้ พูดอะไรแบบนั้นลูก เพื่อนไม่สบายใจก็ควรปลอบใจกันถึงจะถูก ส่วนน้องปาร์คถ้าไม่สบายใจอยากดื่มกันที่นี่ก็ดื่มได้เลยนะลูก ถ้าเมาแล้วขับรถกลับไม่ไหวก็นอนที่นี่ได้ วันนี้ครามกับไม้จะนอนที่บ้านอยู่แล้ว” พัดชาบอกเพื่อนลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอเอ็นดูปาร์คเป็นพิเศษเพราะเจ้าตัวมาที่บ้านเธอบ่อยและยังชอบเล่นเป็นเพื่อนลูกสาวเธอด้วย ตอนนั้นพู่กันยังอยู่ชั้นประถมอยู่เลย ส่วนพี่ชายจอมแสบทั้งสองคนนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะเอาแต่ชอบแกล้งน้องให้โมโหน่ะสิ

ตอนนี้ทุกคนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว ดูเหมือนจะรักษาระยะห่างกันมากกว่าเดิมซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะเวลาคนเราโตขึ้นก็มักจะชอบอยู่กับตัวเองมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

“ขอบคุณครับคุณน้า แต่ผมขอดื่มแค่นิดเดียวพอครับ แล้วเดี๋ยวกลับไปนอนคอนโดดีกว่า ผมเกรงใจคุณอากับคุณน้า“ ปาร์คบอกผู้ใหญ่ทั้งสองท่านด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อยต่างจากการอยู่ต่อหน้าผู้เป็นพ่อของตัวเองอย่างสิ้นเชิง

“อย่าคิดมากสิ อาเต็มใจต้อนรับปาร์คอยู่แล้ว เราก็เหมือนลูกชายอาอีกคนนั่นแหละ เห็นมาตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมจะมาเกรงใจอาทำไม ไม่สบายใจก็มาที่บ้านอาได้ตลอด” คณินพูดขึ้นบ้างก่อนจะตักอาหารให้เพื่อนลูกชายด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่นของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่มอบให้เขามาเสมอทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจจนอดอิจฉาเพื่อนรักที่มีครอบครัวที่น่ารักและเข้าใจลูกแบบนี้ไม่ได้

“ขอบคุณครับคุณอา” ปาร์คตักกับข้าวเข้าปากด้วยรอยยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปมองคนตัวเล็กที่นั่งเงียบๆ ไม่ยอมพูดจากับใคร เธอยังคงหลบหน้าหลบตาเขาเหมือนเดิมแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็ยังเอ็นดูเธอไม่เปลี่ยนและเธอจะเป็นคนที่เขาจะไม่มีวันทำร้ายให้เสียใจเพราะเธอเคยดีกับเขามากและครอบครัวเธอก็ดีกับเขามากเช่นกัน

“งั้นวันนี้ก็ดื่มกันที่นี่ ไม่ต้องไปต่อที่ไหน ถ้าเมาก็นอนนี่แหละ พรุ่งนี้มึงไม่มีเรียนไม่ใช่เหรอ?” สีครามสรุปอีกครั้งจะได้ไม่ต้องรีบร้อนกันเพราะเขากลัวว่าพอเริ่มเมาแล้วก็อยากจะไปต่อกันที่ผับน่ะสิ เพราะงั้นต้องรีบบอกออกไปก่อน เขาคิดว่าเดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ก็เป่าเค้กให้น้องสาวเขาได้กินเค้กเลย จากนั้นค่อยออกไปดื่มกันที่ริมสระว่ายน้ำของบ้านต่อ

“อืม” ปาร์คพยักหน้าอย่างไม่เรื่องมาก สำหรับเขาแดกเหล้าที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละขอแค่มีเพื่อนดื่ม เขาค่อนข้างขี้เหงา ชอบอยู่กับเพื่อนมากกว่าอยู่คนเดียว

พู่กันลอบมองคนข้างๆ เงียบๆ โดยที่ไม่ได้พูดหรือถามอะไรออกมา แววตาเธอยังมีแต่ความห่วงใยเหมือนเดิม เวลาผ่านมาหลายปีแล้วเธอนึกว่าเขากับพ่อลงรอยกันแล้วซะอีก เพราะเห็นเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระเต็มที่ ไม่เหมือนที่เคยบ่นให้เธอฟังเลย ที่ไหนได้เขายังมีปัญหากับพ่อเหมือนเดิม เขาคงอึดอัดมากเลยสินะและคงไม่สบายใจมากแน่ๆ

ปาร์คที่รู้สึกเหมือนถูกแอบมองจึงหันหน้าไปมองคนข้างๆ และเขาก็ต้องยกยิ้มมุมปากเมื่อคนที่แอบมองเขาหลบสายตาไม่ทัน เธอทำทีเอื้อมมือไปตักกับข้าวมากินอย่างเนียนๆ เห็นแล้วก็อยากเข้าไปหยิกแก้มให้หายมันเขี้ยวจริงๆ เขามองครอบครัวเพื่อนรักด้วยสายตาขอบคุณเพราะทุกคนที่นี่ดีกับเขามากและพ่อแม่ของทั้งสามคนก็ใจดีมากด้วย

อันที่จริงนอกจากพ่อแม่ของทั้งสามคนจะสวยหล่อและใจดีมากแล้ว ก็ยังเป็นสถาปนิกที่เก่งมากๆ จนใครต่อใครก็อยากร่วมงานด้วย ครอบครัวของทั้งสามคนทำบริษัทรับออกแบบบ้านและตกแต่งภายใน ทำให้สามพี่น้องเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ตามรอยผู้เป็นพ่อและแม่ แต่เรียนกันอีกมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนที่เดียวกันกับเขา ไม่งั้นคงได้้เจอกันบ่อยกว่านี้ แต่เขากับสองแฝดก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอ

ครอบครัวนี้ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยติดท็อปของประเทศเหมือนครอบครัวเขา แต่ก็ถือว่าร่ำรวยมากอยู่ดี พ่อแม่ของทั้งสามคนเก่งมาก ไม่งั้นคงไม่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักได้ขนาดนี้หรอกและที่สำคัญเขาชอบบ้านหลังนี้มากเพราะมันถูกออกแบบมาด้วยความรักของเจ้าของบ้านที่เป็นคนออกแบบด้วยตัวเอง

บ้านของเพื่อนรักเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นมีพื้นที่กว้างขวางและถูกจัดระเบียบและตกแต่งเป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตาและสบายใจเมื่อได้มาที่นี่ ด้านนอกก็มีสวนดอกไม้และต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบบ้าน ดูสดชื่นไปหมด ซึ่งเขารู้สึกว่ามันน่าอยู่กว่าบ้านเขาซะอีก อันนั้นหลังใหญ่มากก็จริงแต่รู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในกรงขัง ดีนะที่เขาดื้อด้านออกมาอยู่คอนโดได้สำเร็จ ไม่งั้นอึดอัดตาย

เห็นครอบครัวของเพื่อนแล้วก็ทำให้เขานึกถึงครอบครัวตัวเองที่มีพ่อเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่มีอิทธิพลแต่เขากลับไม่รู้สึกมีความสุขเลย ตั้งแต่เด็กจนโตบิดาชอบบังคับให้เขาทำตามในสิ่งที่ตัวเองต้องการและยังชอบเปรียบเทียบเขากับพี่ชายต่างแม่อย่างเปอร์มาโดยตลอดด้วย อารมณ์แบบทำดีให้ตายก็สู้พี่ชายไม่ได้อยู่ดี เขาถึงไม่อยากทำอะไรให้มันสุดสักทางยกเว้นการกินเหล้าและเที่ยวกลางคืนที่เขาเต็มที่เสมอ

ส่วนพี่ชายของเขานั้นมันไม่เคยที่จะขัดใจพ่อเลยสักครั้งเดียว พ่อให้ทำอะไรก็ทำตามไปซะหมด ตอนนี้ก็เรียนจบเข้าไปช่วยงานที่บริษัทเรียบร้อยแล้ว มันอายุห่างจากเขาแค่สองปีแต่เขากลับรู้สึกว่าเปอร์โตเกินวัยไปมาก อาจเพราะถูกพ่อเข้มงวดและบังคับจนเกินไป ซึ่งไม่ใช่แค่เปอร์ที่โดน เขาเองก็โดนเหมือนกัน

บิดาไม่ชอบที่สุดคือความผิดพลาดและไม่ชอบที่สุดคือถูกทำให้ขายหน้าและอับอาย ซึ่งเขามักจะทำตัวแบบนั้นอยู่บ่อยๆ เพราะอยากประชดคืน อย่างเช่นการควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ไปดื่มที่ผับบ่อยๆ ให้คนเอาภาพไปลงตามโซเชียลและพยายามทำตัวต่อต้านทุกอย่างเท่าที่เขาจะทำได้ สิ่งไหนที่พ่อไม่ชอบเขาก็เลือกที่จะทำหมด

คิดแล้วก็โคตรเบื่อแต่เพราะตอนนี้เขายังสามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ เขาถึงต้องใช้ชีวิตให้คุ้มเท่าที่เขาต้องการเพราะหลังจากเรียนจบชีวิตเขาจะกลับไปเป็นของพ่อทันที มันคือข้อแลกเปลี่ยนที่เขายอมแลกเพราะอยากจะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการสักครั้ง ซึ่งเหลือเวลาส่วนตัวอีกไม่มากแล้วที่คนรักอิสระแบบเขาจะต้องกลับไปอยู่ใต้ปีกของบิดาซึ่งเขาคิดว่ามันเหมือนกับกรงขังมากกว่า

ครอบครัวเขาทำธุรกิจนำเข้าสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศและยังจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดบิดาได้กว้านซื้อที่ดินทางภาคใต้เพื่อทำโรงแรมและร้านอาหารซึ่งจะส่งเปอร์ไปดูแลงานที่นั่น เรียนจบยังไม่ทันจะได้ใช้ชีวิตให้หายเหนื่อยก็ได้รับมอบหมายงานใหญ่ซะแล้ว น่าสงสารจริงๆ

ถึงแม้จะชอบถูกเปรียบเทียบแต่เขาก็ไม่ได้โกรธเกลียดอะไรพี่ชายตัวเอง ก็แค่หมั่นไส้นิดๆ เท่านั้น ส่วนตอนนี้เขาคงต้องเลิกสงสารคนอื่นก่อนเพราะช่วงเวลาแห่งความสุขของเขาก็ใกล้หมดแล้วเหมือนกันเพราะฉะนั้นก็ตัวใครตัวมันไปก่อนแล้วกันนะ…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป