บทที่ 5 ทำไมดูหงุดหงิด

ทำไมดูหงุดหงิด

หลังจากนั้นสีครามก็ถูกน้องชายฝาแฝดยกเท้าขึ้นถีบและมองอย่างหงุดหงิดซึ่งสีครามก็ถีบกลับเหมือนกัน ทำให้ปาร์คหัวเราะออกมาได้อีกครั้งอย่างอารมณ์ดีขึ้นเพราะโตขนาดนี้แล้วพวกมันสองคนยังชอบตีกันอยู่เลย

ไม่นานทั้งสองคนก็เลิกทะเลาะกันและเปลี่ยนมายกกระป๋องเบียร์ชนกันแทน ถึงจะชอบทะเลาะกันแต่เขาก็รู้ว่าพวกมันสองคนรักกันมาก

“ว่าแต่มึงเถอะ วันนี้ทะเลาะอะไรกับพ่อมาอีก ดูมึงหงุดหงิดมากนะ” สีครามถามอย่างชวนคุยเพราะเขาไม่อยากให้เพื่อนเคร่งเครียดเกินไป ไม่สมกับเป็นปาร์คเลย ปกติเวลาอยู่กับเพื่อนจะเฮฮาและชอบกวนประสาท หรือบางทีก็ชอบงอแงเหมือนเด็กๆ เวลาที่โดนเพื่อนรุมแกล้งคืน แต่วันนี้เจ้าตัวดูหงุดหงิดและเคร่งเครียดเกินไป

“หึ ก็เรื่องเดิมนั่นแหละ ย้ำกูอยู่ทุกวัน” ปาร์คถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาอยากมีครอบครัวที่ให้อิสระทุกอย่างแบบครอบครัวเพื่อนจัง ที่นี่เลี้ยงลูกแบบให้อิสระเต็มที่ อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะเรียนอะไรก็เรียนสามารถทำตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง

ไม่เหมือนกับเขาที่ทุกอย่างต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ มารดาก็ไม่กล้ามีปากมีเสียงกับบิดาเพราะบิดาเป็นคนเข้มงวดมาก ได้แต่ยอมทำตามใจบิดาเขาทุกอย่าง เขาถึงทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้เลยเพราะเห็นแก่มารดา

“งั้นมึงก็ใช้ชีวิตให้มันเต็มที่ไปเลยเพื่อน ก่อนจะถูกลิดรอนอิสรภาพ” ไม้ขยับมานั่งข้างๆ และตบไหล่อย่างให้กำลังใจ เรื่องครอบครัวปาร์คพวกเขาก็พอรู้มาบ้างตามที่ปาร์คเล่าให้ฟัง ที่มันใช้ชีวิตแบบสุดทุกทางแบบนี้ก็เพราะอยากใช้ชีวิตอิสระให้เต็มที่ก่อนเรียนจบ

ส่วนเรื่องผู้หญิงที่มันควงคนนั้นทีคนนี้ที คบไม่นานก็เลิกก็เป็นเพราะอยากทำให้พ่อมันหงุดหงิดใจ แต่เขาคิดว่าเป็นนิสัยเจ้าชู้ของมันเองด้วยแหละ เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานทำไมจะไม่รู้ว่าปาร์ครักอิสระแค่ไหน มันไม่เคยคบใครแบบจริงจัง และมันก็ไม่คิดจริงจังกับใครด้วย ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่มันคุยๆ ด้วยก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจสถานะว่าให้ได้เท่านี้ หากใครวุ่นวายเกินไปมันก็เลิกคุย

“อืม กูก็แค่หงุดหงิดที่ถูกบังคับตลอดเลย ทำอะไรก็ไม่เคยดีสักอย่าง รู้มั้ยว่ากูอิจฉาพวกมึงสองคนมากนะ ที่มีพ่อแม่ที่เข้าใจลูกแบบนี้” บ้านหลังนั้นหากไม่มีมารดาอยู่ เขาคงไม่ไปเหยียบหรอก เหนื่อยจะทะเลาะกับพ่อ

“แต่ละครอบครัวก็เลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน แต่กูเชื่อว่าทุกครอบครัวก็หวังดีและอยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีทั้งนั้นแหละ ซึ่งกูคิดว่าพ่อมึงก็คิดแบบนั้น” สีครามพูดเป็นการเป็นงานขึ้นมาเพราะเขาไม่อยากให้เพื่อนต้องกดดันตัวเองมากเกินไป ทุกวันนี้ถึงมันจะใช้ชีวิตแบบอิสระตามใจต้องการ แต่มันรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้รับอิสระขนาดนั้น เกิดมาในครอบครัวมีหน้ามีตาทางสังคมจะใช้ชีวิตตามใจต้องการแบบพวกเขาก็คงเป็นไปได้ยาก

“มึงยังไม่รู้จักพ่อกูดีพอ ทุกวันนี้กูแทบไม่อยากกลับบ้าน ยิ่งใกล้เรียนจบกูก็ยิ่งไม่อยากเจอพ่อ” บางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หรือชอบอะไร เหมือนเรื่องเรียนที่เขาเลือกเรียนคณะนี้ก็เพราะเพื่อนๆ เขาก็แค่อยากใช้เวลาอยู่กับเพื่อนเหมือนตอนเรียนมัธยมเพราะความรู้สึกของเขา กลุ่มเพื่อนคือเซฟโซนที่ดีที่สุด

“แต่กูเข้าใจมึงนะ เป็นกูก็จะใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งไปเลย ก็คิดดูดิขนาดเมียยังเลือกเองไม่ได้ ก็ไม่แปลกใจที่มึงไม่คิดจะจริงจังกับใครเพราะต่อให้รักใคร หรือจะจริงจังกับใครก็ทำไม่ได้อยู่ดี ก็ดันมีคนที่ต้องหมั้นด้วยอยู่แล้วนี่” สีไม้พูดออกมาอย่างเห็นใจเพื่อนและเขาก็เข้าใจว่าที่ปาร์คทำตัวแบบนี้เพราะอะไร คนเราถ้ามีเวลาจำกัดก็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มสิถึงจะถูก

เหมือนกับเรื่องเรียนมันก็แค่เรียนตามเพื่อนเท่านั้นเพราะถึงแม้จะเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบแต่สุดท้ายก็ต้องเข้าไปทำงานตามคำสั่งของพ่อมันอยู่ดี พ่อของปาร์คค่อนข้างเผด็จการและเข้มงวดมาก แม้จะเคยเจอไม่กี่ครั้งแต่เขาก็รับรู้ได้

“หึ ชีวิตกูมันดูอึดอัดดีว่ามั้ย” ปาร์คแค่นยิ้มออกมาอย่างคนปลงกับชีวิต ภายนอกเขาอาจจะดูเฮฮา ชอบกวนประสาทคนอื่นแถมยังดูเจ้าชู้ไปเรื่อย แต่ใครจะรู้ว่าเขาเองก็มีมุมเงียบขรึม ชอบอยู่กับตัวเองและบางครั้งก็ไม่ได้ต้องการให้คนมาสนใจมากมาย

ความแพรวพราวและความเจ้าชู้ที่แสดงออกไปก็แค่ต้องการให้ชีวิตมันมีสีสันเท่านั้นเพราะถึงยังไงเขาก็จริงจังกับใครไม่ได้อยู่ดี ก็คงได้แต่คบเล่นๆ เปลี่ยนคนควงไปเรื่อยๆ ให้พ่อเขาได้ปวดหัวเพราะพ่อเขารักหน้าตาตัวเองเป็นที่สุด เจอลูกชายไม่ได้เรื่องแบบเขาเข้าไปก็คงทำให้หงุดหงิดใจน่าดู

เวลาสี่ปีมันช่างเร็วจริงๆ ข้อตกลงของเขากับพ่อก็คงใกล้สิ้นสุดลงเต็มทีแล้ว ถามว่าทำไมเขาถึงต้องยอมก็เพราะเขาปฏิเสธไม่ได้ ไม่เคยที่จะปฏิเสธหรือทำตามใจตัวเองได้เลย มันไม่ใช่ว่าเขาเป็นลูกที่ดีต้องเชื่อฟังบิดาทุกอย่างแต่มันเป็นเพราะเขารักแม่ต่างหาก แม่ขัดใจพ่อไม่ได้เพราะความจำเป็นหลายอย่าง เขาถึงต้องทำตามคำสั่งพ่อทุกอย่าง

แต่ยังดีที่สี่ปีนี้บิดายอมให้เขาใช้ชีวิตตัวเองตามที่ใจต้องการเพราะเขายอมตกลงจะทำตามที่ท่านต้องการหลังจากเรียนจบนั่นก็คือหมั้นหมายกับลูกสาวของเพื่อนพ่อที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเรียนปริญญาตรีอยู่อเมริกา เธอเป็นรุ่นน้องที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดเหมือนกันว่าจะกลายมาเป็นว่าที่คู่หมั้นของเขาได้

“อะไรที่มันยังไม่เกิดขึ้น มึงก็อย่าคิดมากเลย ตอนนี้ชีวิตยังเป็นของมึง มึงยังโสดครับเพื่อน อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ” สีไม้ยังคงตบไหล่อย่างให้กำลังใจเพราะเขาเข้าใจปาร์คทุกอย่าง ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตตัวเองไปก่อน เรื่องอื่นค่อยหาทางแก้ปัญหาเอาทีหลัง

“อืม” ปาร์คยกยิ้มมุมปากและเอากระป๋องเบียร์ไปชนกับสองแฝดและกระดกดื่มอย่างคนกระหายความเมา แต่เบียร์แค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก ต้องกินเหล้าถึงจะทำเขาล้มได้

เห็นสองแฝดก็ทำให้เขาคิดไปถึงโฟล์คกับเลโอ สองคนนั้นก็รับรู้ถึงปัญหาครอบครัวเขาเหมือนกันแต่ไม่ได้รู้เรื่องที่เขาต้องหมั้นหลังเรียนจบเพราะเขายังไม่อยากบอกใครและเขาก็ไม่อยากทำให้เพื่อนไม่สบายใจไปด้วย โดยเฉพาะเลโอที่ตอนนี้ชีวิตมันก็มีเรื่องให้คิดเยอะมากพอแล้ว

ส่วนซันเดย์นั้นก็รู้เท่าๆ กับไอ้สองคนนั้นแหละ เรื่องที่เขามีว่าที่คู่หมั้นจึงมีแค่สองแฝดที่รู้เรื่องและเขามั่นใจว่าพวกมันสองคนคงไม่เอาเรื่องของเขาไปพูดต่อที่ไหนแน่ๆ

และเรื่องที่พ่อกับแม่ของเขาชอบฝากเขาให้โฟล์คช่วยเตือนสติและช่วยเข็นให้เขาเรียนจบพร้อมกับเพื่อนๆ นั้น เป็นเพราะพ่อแม่เขารู้จักกับพ่อแม่ของโฟล์คจึงทำให้ท่านเอ็นดูและไว้ใจโฟล์คเป็นพิเศษ แต่เขารู้ดีว่าที่บิดาต้องฝากฝังเขากับโฟล์คเพราะกลัวว่าเขาจะเรียนไม่จบและทำท่านขายหน้า ไม่ได้เป็นห่วงอะไรเขาหรอก

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเป็นลูกที่ได้ดังใจและไม่ใช่ลูกรักแบบเปอร์ก็เลยทะเลาะกับบิดาบ่อย เรียกได้ว่าไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่เขาเป็นเด็กแล้ว ทุกวันนี้เขายังไม่แน่ใจเลยว่าบิดายังเห็นเขาเป็นลูกและรักเขาบ้างหรือเปล่า แต่ก็ช่างเถอะเพราะเขาชินแล้ว ตอนนี้ก็แค่อยู่กับปัจจุบันเหมือนที่ไอ้ไม้ว่านั่นแหละ…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป