บทที่ 6 6

ที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศในคณะบัญชีผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ทำให้มารุตชื่นใจที่บุตรสาวสามารถทำทุกอย่างได้ดี

“แพรจะอดทนนะคะคุณแม่ และก็สัญญาว่าจะดูแลทรัพย์สินของเราให้ดีที่สุด” แพรธาราพูดกับรูปถ่ายของมารดาที่เคยถ่ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง หลังจากนั่งพักผ่อนสงบจิตสงบใจสักพักแพรธาราก็เดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อจะได้ลงไปทำอาหารเย็นรอบิดา เพราะวันนี้ท่านไม่ได้ไปออกงานที่ไหนและคงกลับมาพร้อมกับผกากรองมารดาของวีนัสแน่นอน

“ป้าน้อยวันนี้ทำอะไรทานคะ” หญิงสาวเดินเข้ามาในห้องครัวของบ้านที่ตอนนี้ทุกคนต่างก็ทำหน้าที่กันอย่างขยันขันแข็ง

“หลายอย่างเลยค่ะเมื่อวานคุณแพรบ่นอยากทานต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อนใช่ไหมคะ วันนี้ป้าเลยทำให้ทานค่ะ” ป้าน้อยพูดและยิ้มออกมาเมื่อเห็นสายตาเป็นประกายของหญิงสาวที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กด้วยความรัก

“ขอบคุณนะคะป้าน้อยรู้ใจแพรที่สุดเลย แล้วอย่างอื่นล่ะคะมีอะไรให้คุณพ่อทานบ้าง” เธอสนใจแค่บิดาเท่านั้น ส่วนผกากรองกับวีนัสไม่ค่อยทานอาหารมื้อเย็นเพราะกลัวอ้วนซึ่งก็ดีเพราะเธอก็อยากทานข้าวแบบสบายใจบ้าง

“แพรขอช่วยทำอาหารนะคะ” ไม่รอให้แม่ครัวใหญ่ตอบรับหรืออนุญาตมือเรียวบางก็หันไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาใส่ทันที ทำให้แม่ครัวใหญ่อย่างป้าน้อยต้องยิ้มและส่ายหน้าออกมาอย่างเอ็นดูคุณหนูของเธอชอบทำอาหารและมักจะเข้ามาช่วยงานในครัวเสมอ ผิดกับผกากรองและวีนัสที่แทบจะไม่เคยเยื้องย่างกายเข้ามาในครัวเลยสักครั้ง สองคนแม่ลูกถนัดออกคำสั่งมากกว่าลงมือทำเอง เธอเองก็ไม่รู้ว่าคุณผู้ชายคิดยังไงถึงได้รับผู้หญิงอย่างผกากรองเข้ามาเป็นคุณผู้หญิงของบ้าน

รถยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอภายในรถมีชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งทุ่มเถียงกันมา

ตลอดทางทันทีที่รถจอดผู้ชายก็เป็นฝ่ายเปิดประตูลงมาก่อนเพราะนึกรำคาญภรรยาที่นั่งเซ้าซี้ตั้งแต่ขึ้นรถมาแล้ว

“คุณมารุตกลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ!!!” ผกากรองส่งเสียงดังลั่นบ้านพร้อมกับรีบเดินสาวเท้าตามสามีเข้ามาในบ้านทันที

“คุณจะเสียงดังไปถึงไหนไม่อายบ้างหรือไง โวยวายตั้งแต่ในรถจนถึงที่บ้าน” มารุตหันมาพูดกับภรรยาด้วยความเหนื่อยใจปนรำคาญ

“จะอายทำไมนี่มันบ้านของเรา แล้วที่ฉันเสียงดังเพราะคุณไม่หยุดฟังที่ฉันพูดต่างหาก” ผกากรองเองก็ไม่ยอมหยุดยังคงทุ่มเถียงทุกคำ

“คุณไม่อายแต่ผมอาย แล้วก็เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้วยังไงผมก็ไม่อนุญาต” พูดจบก็เดินหนีขึ้นห้องไปทันที โดยไม่สนใจเสียงโวยวายที่ไล่หลังมาเลยแม้แต่น้อย มารุตไม่ได้เดินกลับไปที่ห้องนอนแต่เลือกเข้าไปในห้องทำงานและไม่ลืมที่จะล็อคประตูห้องด้วย เมื่อเข้ามาในห้องทำงานเขาก็เดินไปนั่งที่โซฟาและหันไปมองกรอบรูปของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว

“นี่ผมตัดสินใจผิดพลาดไปใช่ไหมที่เลือกผกากรองเข้ามาในครอบครัวของเรา” มารุตพูดกับรูปภรรยา และนึกถึงเรื่องที่มีปากเสียงกับผกากรองระหว่างทางกลับบ้าน เหตุเพราะวีนัสบุตรสาวของผกากรองโทรศัพท์เข้ามาหาและก็เหมือนทุกครั้งที่หญิงสาวโทรเข้ามาฟ้องว่าโดนบุตรสาวของเขากลั่นแกล้ง ทำไมเขาจะไม่รู้นิสัยบุตรสาวตัวเอง แพรธาราเป็นคนที่

ไม่หาเรื่องกลั่นแกล้งใครถ้าไม่โดนกระทำก่อน เมื่อก่อนผกากรองและวีนัสไม่ได้เป็นแบบนี้แรกๆ ทั้งสองคนอยู่อย่างเจียมตัวอ่อนหวานแต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อผกากรองไปแอบรู้มาว่าเขาทำพินัยกรรมโดยยกผลประโยชน์เกินครึ่งให้แพรธารา ส่วนผกากรองกับบุตรสาวก็ได้ไปไม่น้อย วันนั้นเขาไม่คิดว่าภรรยาจะมาแอบฟังแต่จริงๆ เขาก็ไม่ได้ต้องการจะปิดบังอะไรแต่คิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาเพราะไม่อยากให้มีปัญหาและสุดท้ายก็มีจริงๆ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเจ้าของห้องรู้ได้ทันทีว่าใครมาเคาะ เพราะถ้าเป็นผกากรองคงจะทุบประตูแทบพัง สองขาแกร่งเดินไปเปิดประตูและต้องยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่าคนที่มาเคาะไม่ใช่ใครที่ไหน

“หิวไหมคะ แพรเอาของว่างมาให้คุณพ่อค่ะ” แพรธารายกถาดที่มีจานสาคูไส้หมูพร้อมกับผักเคียงที่ทานคู่กันขึ้นมาให้บิดาได้เห็นพร้อมกับยิ้มหวานที่ทำให้คนที่เหนื่อยล้ามีกำลังมีแรงขึ้นมา

“เข้ามาก่อนสิลูก” มารุตพูดและปิดประตูและไม่ลืมที่ล็อคไว้เช่นเดิม

“วันนี้ป้าน้อยทำสาคูไส้หมูค่ะของโปรดคุณพ่อ แพรเลยอาสายกมาให้รองท้องก่อนค่ะ” แพรธาราพูดพร้อมกับจัดการหยิบจานออกมาวางบนโต๊ะให้บิดา เธอได้ยินเสียงบิดาทะเลาะกับผกากรองเลยเป็นห่วงเธอเลยอาสายกของว่างขึ้นมาเอง

“ช่วงนี้ฝึกงานเป็นยังไงบ้างล่ะลูก” มารุตถามไถ่บุตรสาวที่ฝึกงานมาได้สักระยะแล้ว

“ก็ดีนะคะไม่มีปัญหาอะไร ได้ความรู้นอกจากหนังสือเยอะเลยค่ะ” แพรธาราตอบบิดาพร้อมกับห่อสาคูเข้ากับผักกาดหอมและพริกขี้หนูเม็ดเล็กแบบที่ท่านชอบทานใส่จานไว้ให้

“พ่อบอกให้มาฝึกงานที่บริษัทเราก็ไม่เอา หนูจะได้เรียนรู้เรื่องงานของเราเอาไว้เลย” มารุตบ่นแบบนี้ทุกครั้งที่คุยเรื่องการฝึกงานของบุตรสาว

“ไม่เอาหรอกค่ะ ถ้าแพรไปฝึกงานที่บริษัทจะมีใครกล้าใช้งานล่ะคะ และอีกอย่างไปเรียนรู้จากบริษัทอื่นจะได้เอามาปรับปรุงบริษัทของเราด้วยไงคะ” แพรธาราอธิบายเหตุผลให้บิดาฟัง เธอรู้ว่าท่านเป็นห่วงไม่อยากให้ไปทำงานที่บริษัทอื่นแต่เธอก็ต้องการเรียนรู้เพื่อจะได้ความรู้และประสบการณ์มาแบ่งเบาภาระของบิดาบ้าง

“เฮ้อ ตามใจหนูเถอะเหตุผลของพ่อเคยชนะที่ไหนล่ะจริงไหม” มารุตถามบุตรสาวและหัวเราะออกมาเบาๆ และก็ไม่ลืมที่จะย้ำอะไรบางอย่าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป