บทที่ 1 สมัครงาน
ความตึงเครียดในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ กดดันหนุ่มนักศึกษาจบใหม่ไร้ประสบการณ์ชีวิตให้นั่งไม่ติดเก้าอี้ สายตาประหม่ากับอาการนั่งสั่นขาบ่งบอกให้รู้ว่าเวลานี้ เวย์ เวธัส กำลังตกอยู่ในอาการเครียด มือจับใบสมัครงานนั่งอ่านทวนข้อความ ที่ตัวเองกรอกลงไปในช่องว่างซ้ำ ๆ ทบทวนว่า ไอ้ที่เขียนลงไปนั้นครบถ้วน ถูกต้องดีหรือเปล่า
“เชิญผู้สมัครคนถัดไปค่ะ” เสียงคำขานของพนักงานสาว นั่งประจำอยู่หน้าห้องสอบสัมภาษณ์
“ครับ!” เวธัสสะดุ้งจนหัวไหล่กระตุก ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นยืน แอบกลืนน้ำลายลงคอ พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าปอดสองสามทีเหมือนอยากให้อากาศบริสุทธิ์ไปดันเอาความตื่นเต้นให้กระเด็นออกจากอกเสียที เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเวธัส สำหรับประสบการณ์สมัครและสัมภาษณ์งาน ภายในห้องสัมภาษณ์งาน
“เชิญนั่ง แล้วเริ่มต้นแนะนำตัวค่ะ” หนึ่งในห้าคณะกรรมการอาวุโสผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์พนักงานงานใหม่ ในตำแหน่งเลขานุการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผายมือไปด้านหน้ายังตำแหน่งว่างของเก้าอี้
“ครับ ผมชื่อเวธัส ชื่อเล่นเวย์ อายุยี่สิบสี่ปีครับ” ไม่เสียแรงสู้อุตส่าห์ยืนซ้อมท่องบทการแนะนำตัวเองอยู่หน้ากระจกตั้งสามวัน เสียงทุ้มฉะฉานรับกับประกายตามุ่งมั่นตั้งใจ
“ในใบสมัครงานเขียนเอาไว้ว่าคุณไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานเลขานุการมาก่อนเลย แต่ทางเรากำหนดคุณสมบัติผู้สมัครว่าต้องมีประสบการสิบปีขึ้นไป แล้วทำไมคุณถึงยังมาสมัครงานตำแหน่งนี้คะ” หนึ่งในห้าผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์เคาะปากกาลงไปยังกระดาษใบสมัครงาน
“คุณต้องการคนที่มีประสบการณ์สิบปีมาร่วมงาน ส่วนผมอยากได้ประสบการณ์ปีที่หนึ่งที่นี่ ถ้าผมไม่เริ่มปีที่หนึ่ง ผมก็ไม่มีปีที่สิบสักที”
“คุณคิดว่าจะมาทดลองงานเพื่อหาประสบการณ์จากที่นี่อย่างนั้นหรือ”
“ผมไม่ได้เจตนา แค่อยากมาทดลอง ผมอยากทำงานจริง ๆ ครับ”
“ตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดมีความสำคัญมาก จำเป็นต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ ความละเอียดรอบคอบที่ค่อนข้างสูง คุณคิดว่าตัวเองสามารถทำได้หรือคะ”
“คุณสามารถทดสอบความละเอียดรอบคอบของผมได้ครับ อย่างน้อยผมมั่นใจว่าช่วงทดลองงานหนึ่งร้อยยี่สิบวัน มันเพียงพอให้ผมพิสูจน์ตัวเอง”
“คุณไม่คิดว่าตัวเองเด็ก อายุน้อยเกินไปสำหรับตำแหน่งนี้หรือคะ”
“ไม่ครับ ผมแค่เกิดช้ากับเรียนหนังสือเยอะไปหน่อย เลยมาสมัครงานทีหลังคนอื่น แต่อีกสักห้าปี ผมจะอายุเยอะขึ้น แล้วกลายเป็นเลขานุการที่เก่งขึ้น ถึงวันนั้นพวกคุณอาจภูมิใจในตัวผม”
“ขอบคุณสำหรับการให้สัมภาษณ์ของคุณวันนี้ค่ะ หากผลประกาศออกมาแล้ว ทางบริษัทจะติดต่อกลับไปอีกครั้งนะคะ”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เวธัสได้ยิน มันผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่จนกระทั่งวันนี้ยังไม่มีใครติดต่อเขากลับมาเพื่อแจ้งข่าวผลสัมภาษณ์ เขาจึงทำใจว่าคงต้องไปหาสมัครงานที่อื่นสำรองเอาไว้ดีกว่า
“นี่เป็นรายชื่อพร้อมประวัติส่วนตัวของผู้เข้ามาสมัครตำแหน่งเลขาฯ ของคุณเอิงเอยค่ะ มีผู้เข้ามาสมัครสามสิบสองคน คัดคุณสมบัติผ่านตามเงื่อนไข พร้อมการสอบสัมภาษณ์รอบแรก เหลือคนที่น่าสนใจอยู่สิบเจ็ดคน” ปรีดาผู้จัดการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล วางแฟ้มเอกสารรายละเอียดลงไปบนโต๊ะ
“แล้วในสิบเจ็ดคนนี้ คุณปรีดาคิดว่ามีใครน่าสนใจบ้างคะ”
“มีสามคนที่มีประสบการณ์เลขานุการระดับผู้บริหารโดยตรงค่ะ” ปรีดาเปิดแฟ้มใบสมัครงานซึ่งแนบรูปถ่ายผู้สมัครงานพลิกให้เจ้านายสาวดู
ปัณณรินทร์เลื่อนแฟ้มข้อมูลนั้นมาตรงหน้า ไล่สายตาอ่านข้อมูลต่าง ๆ ทีละคน ก่อนจะผลักมันส่งให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดสรรพนักงาน
“คุณเอิงเอยไม่ชอบหรือคะ”
“เป็นคนมีครอบครัวทั้งหมดเลย อีกอย่างลูกยังเล็ก ๆ กันทั้งนั้น ครั้งก่อนก็แบบนี้ เดี๋ยวลูกป่วย ไปงานโรงเรียนลูก ลูกไม่สบาย พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ต้องกลับบ้านเร็ว วัน ๆ รับแต่โทรศัพท์สามีเช็กว่าอยู่ไหน บอกตามตรงนะคะ เอิงอยากได้คนที่คล่องตัวกว่านี้ ผู้ชายก็ได้ค่ะแต่ขอแบบโสดสนิท ไม่มีแฟน ไม่มีลูก ไม่มีเมีย ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษคล่อง มีความละเอียดรอบคอบสักหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นมีอยู่คนหนึ่งค่ะ แต่ว่าเขาไม่มีประสบการณ์เลยนะคะ”
หนุ่มหล่อในชุดเสื้อกล้ามกางเกงบอลเดินถือถุงลูกชิ้นปิ้งออกมาจากซอย ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับสาวสวยคนหนึ่งที่กำลังยืนกอดอกมองฝาท่อระบายน้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มองอะไรเหรอ” ความอยากรู้อยากเห็นดึงขาของเวธัสให้เดินไปยืนชะโงกหน้ามองฝาครอบแบบเหล็กเป็นตารางนั้นด้วยอีกคน
“คือโทรศัพท์ของฉันมันตกลงไป” ปัณณรินทร์ยืนถอนหายใจอย่างร้อนรน
“อ่า ไม่เห็นยากเลย ก็แค่ยกอันนี้ อะ ฝากถือหน่อย อย่าแอบกินของผมนะ”
ถุงลูกชิ้นปิ้งถูกยื่นยัดใส่ลงไปในมือบาง มือถลกแขนเสื้อกล้ามที่มันสั้นอยู่แล้วให้ถลกขึ้นไป ใช้มือแกร่งออกแรงยกฝาท่อระบายน้ำเป็นเหล็กทั้งชิ้นขึ้นมา แล้วนอนราบลงไปบนพื้นถนนสกปรก เอื้อมมือลงไปควานหาโทรศัพท์มือถือ ให้กับเจ้าของมินิเดรสกระโปรงสั้น
“เอ่อ นี่...คุณช่วยขยับไปยืนไกล ๆ ผมหน่อยได้ไหม”
“ทำไมล่ะ”
“เห็นกางเกงในแล้วเนี่ย ขยับไป”
“นี่นาย!” ปัณณรินทร์ใช้สองมือตะครุบชายกระโปรงตัวเอง แต่ลืมไปว่าในมือนั้นมีถุงลูกชิ้นปิ้งของพลเมืองดีฝากถืออยู่
“เอ้า แล้วเอาลูกชิ้นผมไปหมกตรงนั้น ตาย ๆ แอบทำของใส่ผมปะเนี่ย”
นี่ถ้าไม่ติดตรงที่ปัณณรินทร์กำลังตกที่นั่งลำบาก เธอคงต้องหาอะไรมาฟาดปากตาคนลามกนี่แน่ เจ้าของรองเท้าสวยขยับเดินถอยหลังยืนห่างไปอีกประมาณห้าก้าว รีบเอาถุงลุกชิ้นปิ้งไปวางบนหลังคารถ มือยกกอดอกลุ้นว่าพลเมืองดีมีน้ำใจจะสามารถเอาโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาจากท่อได้หรือเปล่า
“อะได้แล้ว พังไหมวะเนี่ย” มือดำเพราะเปื้อนน้ำโคลน น้ำคลำยกโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ขึ้นมาอวด
ซุกโทรศัพท์ราคาเกือบแสนเข้าไปใต้เสื้อ ใช้ผ้ายืดย้วยช่วยเช็ดทำความสะอาดให้มากที่สุดก่อนจะส่งคืนเจ้าของ
“เอ้า ลองดูว่ายังเปิดติดไหม”
“อืม ขอบคุณนะ”
ปัณณรินทร์ยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์นั้นยังสามารถใช้งานได้
‘อีกสามสิบนาทีการประชุมจะเริ่มแล้วนะคะ’
ข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมาบนหน้าจอก่อน ภาพหน้าจอสว่างขึ้นเป็นตารางพร่ามัวแล้วดับลง
“แย่แล้ว ขอบคุณนะ นายคิดเงินไหม ฉันจ่ายค่าเสียเวลาให้”
“ไม่เป็นไร คุณรีบไม่ใช่เหรอ รีบไปเหอะเดี๋ยวไม่ทัน”
“ขอบคุณนะ นี่นามบัตรฉัน ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรมานะ” ปัณณรินทร์กล่าวขอบคุณ นึกถึงธุระสำคัญที่ตัวเองต้องรีบไปจัดการ รีบเดินกลับไปยังรถแล้วขับออกไปทันที
“อ่าวเห้ย คุณ ลูกชิ้นปิ้งผม!” รถเก๋งออกตัวเร็วกระชากถุงลูกชิ้นปิ้งกลิ้งจากหลังคา กระเด็นตกลงไปนอนนิ่งอยู่ในท่อระบายน้ำ แทนโทรศัพท์เครื่องใหญ่เมื่อครู่
“...ลูกชิ้นปิ้งกู”
ตาละห้อยมองถุงของโปรดด้วยความเสียดาย มือไม้แขนขาเหม็นคาวน้ำคลำ แต่เดินทิ้งไปไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำไว้นั่นคือ ไปยกฝาท่อหนักเอามันกลับมาใส่ที่เดิม
เจ้าของใบหน้าหล่อ แต่บูดบึ้งเดินหน้าบี้กลับมาจนถึงอพาร์ทเม้นท์ที่พัก รีบเข้าไปอาบน้ำ อาบท่า เสร็จทันเวลาออกมารับโทรศัพท์สายสำคัญแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับงานในตำแหน่งเลขาฯ ที่ไปสมัครเอาไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน
“จริงเหรอครับ ขอบคุณครับ”
แม้วันนี้จะเกิดเรื่องโชคร้ายที่เขาต้องเอาตัวเองไปเปลืองเปื้อนน้ำคลำเหม็นเน่า แถมยังเสียดายลูกชิ้นปิ้งจากร้านประจำ ที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินไปซื้อมา แต่ทว่าไม่ได้กินสักลูกเดียว แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี นั่นคือวันนี้เขาได้เห็นกางเกงในของสาวสวย ถือว่าเป็นกางเกงในนำโชค เพราะอย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้งานทำแล้ว
“เออ นามบัตร...” เจ้าของห้องพักเล็กเดินใช้ผ้าเช็ดตัวขยี้หัวเปียกไปหยิบกระดาษแข็งที่ผู้หญิงคนนั้นยัดใส่มือมาให้ แล้วบอกว่ามีอะไรให้ช่วยให้โทรไป
“ช่วยเหรอ แล้วคุณจะช่วยอะไรผมได้ล่ะ อืมมมม” ตาเพ่งอ่านตัวหนังสือเล็ก ๆ ซึ่งเขียนเรียงอยู่บนนามบัตรกระดาษ
“นาตยา รับดูดส้วม! เออ...ปกติที่หอเขาดูดให้อยู่แล้วนะ คงไม่ต้องมั้ง”
