บทที่ 5 งานเปิดตัวโครงการ
โรงแรมใหญ่ติดชายทะเล คือสถานที่สำหรับจัดงานเปิดตัวโครงการเมืองใหม่ ซึ่งถูกปัณณรินทร์วางแผนการตลาดเอาไว้ให้เป็นเมืองในอนาคต เป็นโครงการนำร่องนำเทคโนโลยีอันทันสมัยหลายอย่างมาปรับใช้ ให้เข้ากับยุคสมัย ทั้งการออกแบบผังโครงการ ระบบสาธารณูปโภคแบบบูรณาการเน้นพลังงานสะอาด
ปัณณรินทร์แทบไม่ต้องเดินไปไหนเพราะทุก ๆ ห้านาทีจะมีเจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูงหลายคนเดินเข้ามาทักทายด้วยท่าทางสนิทสนม แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นทางการ ด้านหลังเยื้องไปนั้นมีเลขานุการหนุ่มคอยเฝ้าสังเกต และดูแลทุกอย่างละเอียดรอบคอบ
“ยินดีที่ได้พบคุณปัณณรินทร์วันนี้ครับ ได้ยินชื่อเสียงมานานว่าคุณปัณณรินทร์เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโครงการนี้ วันนี้ได้มาเห็นกับตามันสุดยอดจริง ๆ” นักธุรกิจหนุ่มใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาชูแก้วไวน์ในมือ
“ยินดีที่ได้พบค่ะ ดิฉันเองก็ได้ยินชื่อเสียงของคุณมานาน วันนี้ไม่คิดว่าจะได้รับเกียรติต้อนรับ หวังว่าโครงการของเราจะทำให้คุณพอใจนะคะ”
“แค่คำว่าพอใจคงไม่พอครับ ต้องบอกว่าผมทึ่งในความคิดอันก้าวหน้า และการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้มาก ไม่แปลกใจเลยที่ห้าปีหลังมานี้บริษัทของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว”
“ขอบคุณค่ะ ตอนนี้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในทุกสาขาอาชีพ ถ้าเราไม่รีบปรับตัว คนอื่นก็จะแซงหน้าเอาได้ง่าย ๆ”
“นี่แหละ ๆ ในบรรดานักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ เห็นจะหาคนวิสัยทัศน์ก้าวไกลอย่างคุณปัณณรินทร์ได้ยาก”
นอกจากคำชมมากมายที่ปัณณรินทร์ได้รับแล้ว ไวน์แดงแก้วแล้วแก้วเล่า ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับการเฉลิมฉลองและเป็นเครื่องหมายของการตอบรับทักทายระหว่างกัน เวธัสสังเกตเห็นว่าเจ้านายของตนนั้น ยกแก้วขึ้นดื่มหลายต่อหลายครั้ง แก้มขาวเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเข้มมากขึ้นทุกที
“คุณเอิงเอย ดื่มหนักขนาดนี้เดี๋ยวก็เมาหรอกครับ”
“เมาแล้วยังไง เขาเรียกว่าดื่มเพื่อธุรกิจ”
เป็นเรื่องจริง และสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเหลือเกินสำหรับนักธุรกิจส่วนใหญ่ ที่มักจะใช้วิธีนี้ในการเข้าหาคู่ค้าคนอื่น ๆ นั่นคือการชนแก้ว แล้วดื่มร่วมกัน อย่างไรเสีย อย่างน้อยวันนี้เธอก็มีผู้ช่วยมาคอยขับรถให้ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่
เมื่อเจ้านายเริ่มดื่มและพูดคุยธุรกิจ เวธัสจึงเพิ่งรู้หน้าที่ของตัวเองอีกอย่าง นั่นคือเลขานุการมีหน้าที่ในการรับนามบัตรคนแปลกหน้าจำนวนมาก ที่หวังเข้ามาคบค้า อยากสมาคมกับปัณณรินทร์ ทั้งทางตรง ทางอ้อม เรียกได้ว่าเขาต้องรับนามบัตรมากกว่ายี่สิบใบในค่ำวันนี้ และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการหยิบนามบัตรให้เขาผิดเมื่อคราวก่อน
“คุณเอิงเอย ไหวไหมครับเนี่ย” เลขาฯ หนุ่มขยับเข้าไปยืนซ้อนด้านหลัง ใช้แผงอกแกร่งและไหล่กว้างเป็นหลักให้ปัณณรินทร์เอนกายลงมาพึ่งพาอาศัย เมื่อเวธัสเห็นท่าทางของเจ้านายเริ่มทรงตัวยากขึ้นเต็มที
“ฉันคิดว่าตัวเองเมาแล้วละ” เจ้าของแก้มแดงยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองเบา ๆ
“ยืนจนไม่ไหวยังมาคิดว่าเมาอะไรอีกเล่าครับ แบบนี้เขาเรียกว่าเมามากต่างหาก ผมว่าเรากลับกันเถอะ วันนี้คุณทักทายคนเกือบหมดทั้งงานแล้ว”
“ฉันทักทายเกือบหมดทั้งงาน แล้วนายล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมเป็นพวกหัวไว เรียนรู้เร็ว”
อาศัยเป็นคนช่างสังเกต เมื่อเห็นว่าใครเข้ามาทักทายปราศรัยกับเจ้านายตัวเอง เวธัสสังเกตต่อไปถึงการแสดงออกอื่น ๆ รวมไปถึงผู้ติดตาม จึงรู้ว่างานอย่างนี้เหล่าบรรดาผู้บริหารมักมีเลขาฯ หรือผู้ติดตามมาด้วยเกือบทุกคน นั่นจึงเป็นช่องทางให้เขาได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนนามบัตรซึ่งกันและกัน เรียกได้ว่าเวลานี้ทั่วทั้งงานเวธัสเองมีนามบัตรของคนเหล่านั้นสอดใส่ลงไปในกระเป๋าเกือบเต็ม
“อย่างนั้นกลับเลยก็ได้ ตอนนี้กี่ทุ่มแล้ว”
“สองทุ่มแล้วครับ”
“กว่าจะกลับถึงบ้านต้องดึกมากแน่”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมขับรถได้ จริงสิแล้วคุณเอิงเอยจะให้ผมไปส่งที่ไหนแชร์โลเคชั่นมาให้ผมเลยดีกว่า” เนื่องจากเห็นสภาพเจ้านายแล้ว เวธัสชักไม่มั่นใจว่าปัณณรินทร์จะครองสติได้จนไปถึงจุดหมายปลายทาง ดังนั้นถามไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังคุยกันรู้เรื่องนี่แหละปลอดภัย รอบคอบที่สุด
“คอนโดxXx… นายขับไปก่อนแล้วกันฉันจะงีบสักหน่อย” ปัณณรินทร์นั่งลงยังเบาะด้านข้างคนขับ ปรับระดับองศาเบาะหนังให้ตัวเองสามารถเอนหลังนอนได้สบาย ๆ
“เอาละ หลับให้สบายนะครับ”
“นายว่าไงนะ?”
“หลับให้สบายไง”
“หลับให้สบายเขาใช้กับคนตาย ฉันแค่จะนอนพักสายตา!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โอเค...ขอโทษครับ พูดผิดนิดเดียวเอง เกือบตกงานซะแล้วไอ้เวย์”
เวธัสทำหน้าที่คนขับรถให้กับเจ้านาย แล้วไม่ได้พูดชวนคุยอะไรอีก เพราะต้องการให้ปัณณรินทร์นอนพักผ่อน โชคดีหน่อยตรงถนนขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงหลังสามทุ่มนั้นถนนโล่ง รถไม่ติด แต่กว่าจะไปถึงที่พักของปัณณรินทร์ได้ก็เกือบเที่ยงคืนไปแล้ว แถมฤทธิ์แอลกอฮอล์ของไวน์แดงมันยังเพิ่งมาแผลงฤทธิ์
“ไหวไหมครับเนี่ย”
“อืม”
“เดินไหวหรือเปล่าครับ
“อือ”
คำตอบรับสั้น ๆ ช่วยให้เวธัสตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เลขานุการร่างสูงโอบแขนประคองเจ้านายเมาจนขาอ่อน แทบเดินไม่ไหวลงจากรถ
“ยืนดี ๆ สิครับ เดินแบบนี้เดี๋ยวก็ตกรองเท้าขาพลิกพอดี” หน้าก้มลงไปมองรองเท้าส้นเข็มคู่สวย ก่อนจะตัดสินใจนั่งลงไปถอดรองเท้าให้ ไม่เพียงเท่านั้นแต่ยังตวัดอุ้มร่างบอบบางเบาหวิวของปัณณรินทร์เข้ามาไว้ในวงแขน แล้วพาขึ้นมาส่งจนกระทั่งถึงห้องพัก โชคดีที่เขาสอบถามข้อมูลเอาไว้ตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นคงต้องปลุกคนเมาให้ตื่นวุ่นวายกันไปอีก
เอาละครับ ถึงห้องแล้ว คุณเอิงเอยนอนรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้จะได้สร่างเมา” คนหนุ่มร่างกายกำยำแข็งแรงอุ้มเจ้าของห้องพักมาวางลงบนเตียง
จากนั้นเดินวนไปเวียนมาอยู่ภายในห้อง หาผ้าขนหนูชุบน้ำนำมาซับหน้าให้ กระทั่งนั่งพินิจพิจารณาใบหน้าสวยด้วยเครื่องสำอางอยู่นานครู่ใหญ่ คนทำอะไรละเอียดรอบคอบจึงลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง
“อือ อันนี้หรือเปล่าวะ ทำไมผู้หญิงอุปกรณ์อะไรวุ่นวายจังเลยวะเนี่ย เครื่องสำอางอะไรบ้างก็ไม่รู้ เยอะแยะเต็มไปหมด ใช้ครบหมดทุกอันหรือเปล่าเนี่ย” มือคุ้ยควานหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ
รีมูฟเวอร์ สำหรับเช็ดทำความเครื่องสำอาง ถูกเวธัสนำมาจัดการทำความสะอาดใบหน้าให้กับเจ้านายสาวสวยที่ยังคงเมาหลับไม่ได้สติ คิดเผื่อไปไกลว่าขื่นปล่อยให้นอนหลับไปทั้งที่ยังมีเครื่องสำอางโปะเอาไว้อย่างนี้ ตื่นมาพรุ่งนี้เช้าไม่แน่ว่าปัณณรินทร์อาจมีสิวผุดขึ้นมาได้
“แล้ว...มันต้องเช็ดยังไงหว่า” ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดค้นหาคลิปแนะนำจากอินเตอร์เน็ต
“นอนเฉย ๆ สิครับ จะพลิกไปพลิกมาทำไม มันเช็ดลำบากเนี่ย” คนไม่เคยมีแฟนใช้สำลีแบบแผ่นบรรจงเช็ดไปตามส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างเบามือ ขณะที่สายตามองคลิปวิดีโอ แนะนำการทำความสะอาดผิวหน้าไปพร้อมกัน
“อือ ผมว่าพอคุณเอิงเอยไม่แต่งหน้าแล้ว ดูเด็กลงตั้งเยอะแน่ะ แถมยังน่ารักอีกนะเนี่ย เหมือนเพิ่งอายุยี่สิบ แต่พอแต่งหน้าปั๊บ...อือ แต่งหน้าแก่นะเราน่ะ” เว้นช่องว่างไม่ยอมวิจารณ์คนเมาหลับ มุมปากหยักขยับยิ้ม ไหล่ยกเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ นำไปวางยังโต๊ะเครื่องแป้งตามเดิม
“อื้อ” คนเมานอนดิ้นพลิกตะแคง จนชายกระโปรงเปิดถลกขึ้นไปจนเกือบถึงเอว กางเกงชั้นในผ้าลูกไม้สีขาวจนเกือบกลืนไปกับสีผิว ไม่รู้ว่าตัวเดียวกับที่เขาเห็นครั้งก่อนหรือเปล่า แต่เวธัสจำได้ว่าลายผ้ามันคล้าย ๆ กัน
“โอ๊ย นี่ก็ขยันโชว์กางเกงในจังเลย”
สุภาพบุรุษหนุ่มยื่นมือไปดึงชายกระโปรงเนื้อบางเบาให้มันลงมาคลุมต้นขาขาว รีบตลบผ้าห่มนวมขึ้นไปปิดทับเอาไว้ เพราะไม่อยากเห็นอะไรที่เจ้าของไม่อนุญาต
“นี่คุณเอิงเอย ผมกลับแล้วนะครับ”
กุญแจรถถูกวางเอาไว้ให้ข้างกระเป๋าถือแบรนด์ดังและโทรศัพท์เจ้าของคอนโดมิเนียมใหญ่ เวธัสเดินสำรวจตรวจดูจนมั่นใจ ประตูหน้าต่างทุกบานปิดเรียบร้อย ไม่ได้เปิดค้างไว้จากนั้นจึงออกจากห้องไป
