บทที่ 7 ไปกินกัน
“สมกับเป็นนาย”
ปัณณรินทร์อมยิ้มพร้อมแค่นหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นว่า เลขาฯ หนุ่มนำทางเดินลัดซอยแคบหลังตึกสูงมายังตรอกเล็ก ๆ ที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าใกล้กับตึกสำนักงานใหญ่มูลค่าหลายพันล้านซึ่งครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของนั้น มีร้านอาหารอย่างนี้อยู่ห่างรั้วกำแพงกั้นเพียงไม่กี่เมตร
“สมกับเป็นผมอย่างนั้นเหรอครับ พูดแบบนี้เหมือนคุณเอิงเอยรู้จักผมดีอย่างนั้นแหละ” พูดออกไปพร้อมดึงเก้าอี้พลาสติกแล้วเชื้อเชิญให้ไฮโซสาวนั่งลง
“อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่านายชอบกินอาหารสไตล์ไหน”
ร้านขนมจีนน้ำยาแบบบุฟเฟ่ต์ ใช้กำแพงรั้วสำนักงานด้านหนึ่งเป็นผนังหลังร้าน หลังคาขึงด้วยผ้าใบ ติดกับเสาไฟฟ้า ตั้งเตาอุ่นหม้อน้ำยาขนมจีนขนาดใหญ่ครบทั้งสี่ภาค ทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำยาปักษ์ใต้ น้ำเงี้ยว และแกงเขียวหวาน โต๊ะพับกางต่อเป็นแถวยาวคลุมด้วยผ้าปูพลาสติกสีสันแสบตา มีตะกร้าสารพัดผักกองเป็นพะเนินให้ลูกค้าเลือกกินเลือกตักได้ตามใจชอบ สนนราคาเพียงหัวละหกสิบเก้าบาทเท่านั้น ปัณณรินทร์ยังนึกสงสัยอยู่ว่า เจ้าของร้านจะสามารถเอากำไรมาจากไหน
“ว่าไงครับ ร้านนี้คุณเอิงเอยโอเคหรือเปล่า”
ไม่ใช่เพราะอยากแกล้งหรือมีเจตนาอื่นใดแอบแฝง หากแต่เวธัสรู้ว่าเวลาพักเที่ยงสำหรับพนักงานทั่วไปอย่างเขานั้นมีเวลาจำกัด แถมค่าข้าวเมื่อครั้งก่อนราคาไม่ได้สูงมาก แค่หลักร้อยเท่านั้น ขนมจีนบุฟเฟ่ต์นี้จึงตอบโจทย์ทั้งรสชาติ เวลา ราคา ที่สุดแล้วในเวลานี้
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง อาหารข้างทางฉันก็กินได้” ตอบพลางนั่งลงไปยังเก้าอี้พลาสติกสีเขียวแสบตา
“อย่างนั้น เราไปกินกันดีกว่า”
“...!...!...”
คำล่อแหลมจากเลขาฯ หนุ่ม ทำปัณณรินทร์เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าอีกครั้ง เพราะคำว่า ‘ไปกินกัน’ มันออกจะฟัง แล้วสามารถแปลความหมายได้สองแง่สองง่าม ไม่รู้ว่านายเวธัสคนนี้เป็นคนไม่คิดอะไร หรือเป็นที่เธอคิดมาก คิดลึก คิดอกุศล ไม่บริสุทธิ์ใจกับเจ้าหนุ่มนี่กันแน่
“ฉันทำงานที่ตึกนี้มาตั้งหลายปี ยังไม่เคยรู้เลยว่าข้างหลังมีคนมาทำอะไรอย่างนี้กับกำแพงบริษัทของฉัน นายเพิ่งมาทำงานได้ยังไม่ครบสองอาทิตย์ นี่สำรวจร้านอาหารทั่วทุกซอยแล้วอย่างนั้นเหรอ”
“เรียกว่าเป็นการดิ้นรนหาที่กินข้าวดีกว่าครับ กินแต่อาหารบนฟู้ดคอร์ดบ่อย ๆ ก็เบื่อเหมือนกัน”
ตึกนี้มีขนาดใหญ่ ขนาดหกสิบชั้น แบ่งเป็นสัดส่วนค่อนข้างชัดเจนคือตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นห้า เป็นพื้นที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้บริการ มีทั้งธนาคาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านกาแฟ เบเกอร์รี่ ศูนย์อาหาร และตั้งแต่ชั้นที่หกไปจนถึงชั้นสามสิบห้าเป็นพื้นที่สำนักงานออฟฟิศ เปิดให้บริษัทอื่น ๆ เช่าเพื่อทำเป็นสำนักงาน ศูนย์สาขาของตัวเอง และตั้งแต่ชั้นสามสิบหกไปจนถึงชั้นหกสิบ เป็นของบริษัทในเครือซึ่งครอบครัวของปัณณรินทร์เป็นเจ้าของ
“อืม ก็จริง เอาละ ฉันจะถือว่านายเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาร้านอร่อยแล้วกัน”
“อย่าเพิ่งตัดสินสิครับ ลองชิมดูก่อน” เป็นเวลาเดียวกับแม่ค้านำขนมจีนน้ำยาจานใหญ่มาวางให้ตรงหน้า
ขนมจีนน้ำยาเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ปัณณรินทร์ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินบ่อยนัก ไม่ต่างจากอาหารใต้รสจัดครั้งก่อน เนื่องจากการทานอาหารเส้น มันทำให้ภาพลักษณ์การเป็นผู้บริหารของเธอดูไม่ค่อยสง่าผ่าเผยเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นการกินที่ค่อนข้างลำบาก สุ่มเสี่ยงต่อการถูกเส้นขนมจีนสะบัดจนน้ำยากระเด็นใส่เสื้อผ้า
“นี่ครับ ผมให้ยืม”
เสื้อแจ็คเก็ตของเลขานุการหนุ่มถูกยื่นมาให้ใช้สำหรับสวมซ้อนทับชุดเดรสสวยอีกชั้น ป้องกันเหตุอันตรายจากการทานมื้อเที่ยง
“อืม ขอบใจ” เป็นความรู้สึกแปลกประหลาด ที่ปัณณรินทร์ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไออุ่นจากเสื้อแจ็คเก็ตหนาส่งผ่านความอบอุ่นมายังผิวกาย ราวกับเธอกำลังถูกผู้ชายตรงหน้าโอบกอดเอาไว้อีกชั้น
“ร้อนเหรอครับ” คนช่างสังเกตเห็นสีหน้าเจ้านาย ดูกระสับกระส่ายแปลก ๆ อีกทั้งแก้มยังแดงผิดปกติ
“อ๋อ นิดหน่อย” ปัณณรินทร์กระแอมเบา ๆ ขับไล่ความกระดากเก้อ ก้มหน้าลงพยายามกินขนมจีนน้ำยาอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอโทษนะครับ ที่พามาลำบาก” เอ่ยออกไปเมื่อเห็นอาการเกร็งของเจ้านายที่อยากเลี้ยงข้าวชดเชยให้
“นายนี่สอบผ่านเรื่องงานเลขา แต่สอบตกเรื่องการใช้ภาษาไทยจริง ๆ เลยนะ” ปัณณรินทร์ยิ้มให้กับคำพูดประโยคนี้ ซึ่งถูกเวธัสหยิบยกมาใช้ผิดที่ผิดเวลาอีกครั้ง
“ก็มันจริงนี่ ผมพาคุณเอิงเอยมาลำบาก”
“ถ้านายกำลังหมายถึงเรื่องมื้อเที่ยงนี่ ฉันไม่เป็นอะไรเลย สบายมาก”
“เอาไว้กินข้าวด้วยกันครั้งหน้า ผมสัญญาว่าจะพาไปกินอะไรที่ง่ายกว่านี้”
“อืม”
หลังทานอาหารมื้อประหยัดจนอิ่มอร่อย สองเจ้านายและลูกน้องเดินตามกันกลับมายังสำนักงานใหญ่ โดยเวธัสยังไม่ยอมรับเสื้อแจ็คเก็ตคืนมาเพราะเห็นว่าแดดช่วงกลางวันนั้นแรง กลัวว่าปัณณรินทร์จะโวยวายยิ่งเห็นแก้มแดง ๆ นั่นด้วยยิ่งเกรงใจเข้าไปอีก
“คุณเอิงเอยขึ้นไปก่อนนะครับ ผมขอแวะซื้อของข้างล่างนี่สักหน่อย”
“อืม” ปัณณรินทร์พยักหน้าพาตัวเองเข้าไปยืนอยู่ภายในลิฟต์ แล้วกดหมายเลขซึ่งเป็นชั้นที่ตั้งห้องทำงานของตัวเอง
ลิฟต์ใหญ่เคลื่อนขึ้นมาหยุดอยู่ยังชั้นซึ่งเป็นศูนย์อาหาร ก่อนพนักงานสาวสวยกลุ่มหนึ่งจะเดินเข้ามาส่งยิ้มและทักทายให้กับผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
“สวัสดีค่ะคุณเอิงเอย” พนักงานทั้งหมดหันมาทักทายเจ้านายสาว สายตาแปลก ๆ มองไปยังแจ็คเก็ตตัวหลวมโพรกซึ่งปัณณรินทร์สวมทับอยู่
หากมีเครื่องสแกนสมองกับเสียงในหัวของทุกคนออกมาใส่ลำโพง คงได้ยินข้อสงสัยว่าเสื้อตัวนี้เป็นของใคร? เพราะนอกจากขนาดไซซ์จะใหญ่โตผิดสังเกตแล้ว ดีไซน์ของมันยังไม่เข้ากับสไตล์การแต่งตัวสวยหวานของปัณณรินทร์ด้วย
“ทุกคนตามสบาย”
แม้เป็นถึงผู้บริหารระดับสูง แต่ปัณณรินทร์ไม่เคยหยิ่งผยอง แม้ไม่ได้ลดตัวลงไปเล่นหัวกับพนักงานทั่วไป แต่ไม่เคยทำตัวอยู่สูงเกินกว่าใครสามารถเข้าถึง
“เสียดายจัง อดนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับแฟนของน้องนกเลย” เสียงกระซิบเบา ๆ ดังมาจากกลุ่มพนักงานสาวสวยป้ายห้อยคอมีทั้งสีเขียวและสีฟ้า ซึ่งปัณณรินทร์จำได้ว่ามาจากฝ่ายบัญชี
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยค่ะ ยังไงก็อยู่บริษัทเดียวกัน ต้องได้เจอสักวันแหละ” พนักงานน้องใหม่ป้ายห้อยคอสีเขียวตอบ พร้อมด้วยยิ้มเอียงอาย
“เพิ่งมาทำงานได้แค่สองอาทิตย์ แอบคบกันซะแล้ว พี่ทำงานที่บริษัทนี้มาตั้งหลายปียังไม่เห็นมีใครมาจีบเลย”
“ก็มัวแต่นั่งอยู่ในออฟฟิศ วัน ๆ ไม่ออกไปไหนจะเจอผู้ชายที่ไหนล่ะ”
ติ๊ง
เสียงข้อความแจ้งเตือนดังมาจากโทรศัพท์ ดึงความสนใจจากการเงี่ยหูฟังการสนทนาจากเหล่าบรรดาสาว ๆ ฝ่ายบัญชี ให้ปัณณรินทร์ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์
เมื่ออ่านทวนข้อความนั้นแล้ว ทำให้มุมปากขยับยิ้มออกมาได้ ปลายนิ้วเลื่อนไปกดแป้นพิมพ์ส่งตัวอักษรตอบรับคำถามของเลขาฯ หนุ่มไป เป็นเวลาเดียวกับลิฟต์ตัวใหญ่เลื่อนมาถึงชั้นสี่สิบห้าซึ่งเป็นที่ตั้งของแผนกบัญชี พนักงานทั้งหมดจึงเดินออกไปจนไม่เหลือใครอีก
เวธัส : ผมอยู่ร้านกาแฟใต้ตึก คุณเอิงเอยดื่มชาพีชไหมครับ ผมจะซื้อไปฝาก
ปัณณรินทร์ : นายจะซื้อมาทำไมอีก
เวธัส : ถือเป็นการไถ่โทษที่พาคุณเอิงไปลำบากเมื่อช่วงเที่ยง ตกลงว่าชาพีชนะครับ เดี๋ยวผมหิ้วเอาไปให้ // เลขานุการหนุ่มช่างเอาใจใส่กดวางสายจากเจ้านาย แล้วหันไปจัดการสั่งเมนูชาเย็นสูตรหวานซ่อนเปรี้ยวสดชื่นสำหรับให้เจ้านายสาวดื่มในช่วงบ่าย
ลิฟต์ใหญ่เปิดออกเมื่อเลื่อนมาถึงชั้นสี่สิบห้าซึ่งเป็นที่ตั้งของแผนกบัญชี การปรากฏตัวของเลขานุการหนุ่มรูปหล่อทำเอาสาว ๆ ในแผนกนี้ร้องกรี๊ดกันจนลั่น
“น้องเวย์ ลมอะไรหอบมาจนถึงชั้นนี้คะ”
“อ๋อ ผมซื้อน้ำมาฝากนกครับ” หนุ่มหล่อไม่คิดเอาเปรียบใคร เดินถือแก้วน้ำไปวางลงบนโต๊ะคนที่หมั่นเอาขนมไปให้ตนเองเสมอ ถือว่าเป็นน้ำใจ
“เวย์ ซื้อมาให้นกเหรอ” คนที่แอบชื่นชอบเพื่อนร่วมงานถึงกับยิ้มเขินจนหน้าแดง
“อื้อ ชาพีชมันเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ดี กินให้อร่อยนะ เวย์ไปทำงานก่อน”
เวธัสเดินกลับไปยังชั้นห้าสิบห้าสำหรับฝ่ายบริหาร แวะเข้าไปเทน้ำชาพีชใส่แก้วเก็บความเย็น เดินนำไปเสิร์ฟให้เจ้านายที่รออยู่ด้านใน
“ชาพีชครับ คุณเอิงเอย”
