บทที่ 8 แคปชั่น
“เสื้อแจ็คเก็ตของนายบังเอิญว่าฉันทำเลอะน้ำยาขนมจีนนิดหน่อย เอาไว้เดี๋ยวฉันเอากลับไปซัก แล้วจะเอามาคืนให้นะ” ปัณณรินทร์บอกให้เจ้าของเสื้อทราบเกี่ยวกับเสื้อแจ็คเก็ตที่เธอพาดคลุมเอาไว้ตรงพนักเก้าอี้ด้านหลัง
“ไม่เป็นไรครับ เปื้อนแค่นิดหน่อยเอง เดี๋ยวผมจัดการเอง” เลขานุการเดินอ้อมโต๊ะมาดึงเอาเสื้อของตัวเองออกมาจากเก้าอี้ผู้บริหาร จากนั้นตวัดสวมมันกลับเข้าไปอย่างเดิม
“แต่ว่า…”
“ผมเอาเสื้อตัวนี้ให้คุณเอิงเอยใส่ เพราะต้องการให้มันทำหน้าที่ปกป้องคราบสกปรกอยู่แล้ว ดังนั้นการที่มันเปื้อนจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก และผมดีใจมากที่เสื้อผ้าคุณเอิงเอยยังสะอาดอยู่” ตอบพร้อมกับรับเสื้อแจ็คเก็ตนั้นกลับมาสวมดังเดิม จมูกรับรู้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ซึ่งติดมาจากตัวของปัณณรินทร์
“จริงสิเวย์ ฉันลองค้นข้อมูลดูแล้ว โรงงานที่เราจะไปวันพรุ่งนี้อยู่ใกล้กับโรงงานผลิตแผ่นพรีแคชของบริษัทเราพอดี ฉันอยากแวะเข้าไปดูโรงงานสักหน่อย ถ้าหากพรุ่งนี้จำเป็นต้องไปพักค้างคืน นายจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ปัณณรินทร์เอ่ยถามความสมัครใจของผู้ร่วมเดินทางก่อน
“ไม่มีปัญหาครับ หมายความว่าพรุ่งนี้เราจะไปนอนค้างประมาณหนึ่งคืนใช่หรือเปล่าครับ ผมจะได้เก็บเสื้อผ้ามาด้วยตอนเช้า”
คำตอบฉะฉาน ซ้ำยังฉับไว แบบไม่ต้องเสียเวลายืนคิดของเลขาฯ คนใหม่ ทำเอาปัณณรินทร์ยิ้มได้ เพราะความที่เธอเป็นคนทำงานสายการตลาดเชิงรุก ดังนั้นจึงมักคิดทำอะไรค่อนข้างรวดเร็ว เด็ดขาด จนบางครั้งหลายคนมองว่ามันค่อนข้างเรียกว่าไร้แบบแผน เพราะเดาทางยากเหลือเกิน
แต่เพราะการตัดสินใจคิดเร็ว ทำเร็ว เริ่มเร็วอย่างนี้ จึงทำให้เธอสามารถพาบริษัทก้าวล้ำไปยืนอยู่ข้างหน้าคู่แข่งหนึ่งก้าวเสมอ
“อย่างนั้นพรุ่งนี้เช้า ถ้านายมาถึงออฟฟิศแล้ว ไปหาฉันที่อาคารจอดรถนะ จะได้เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ในรถเลย ไม่ต้องหิ้วขึ้นมาบนออฟฟิศ ฉันน่าจะมาถึงประมาณแปดโมงเช้า นายไม่จำเป็นต้องใส่ชุดทำงานเต็มยศมาก็ได้ แต่งตัวตามสบาย ฉันจะแวะขึ้นมาดูเอกสาร เพื่อความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง แล้วเราค่อยเดินทางกันช่วงสาย ๆ”
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นคุณเอิงเอยจะให้ผมจองที่พักเลยหรือเปล่าครับ”
“อือ จองเอาไว้ก่อนล่วงหน้าก็ดีเหมือนกัน ไปถึงจะได้ไม่ฉุกละหุก”
เมื่อได้กำหนดการค่อนข้างแน่ชัด ตลอดช่วงบ่าย เวธัสจึงรีบจัดการงานคั่งค้างของตัวเองที่มีอยู่ จนไม่มีเวลาเข้าไปสนใจท่องโลกโซเชียล ซึ่งมีใครบางคนโพสต์ภาพแก้วน้ำชาพีช พร้อมแคปชั่นชวนให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด
‘หาให้เจอนะ คนที่เขาพร้อมดูแล โดยที่เราไม่ต้องร้องขอ’
“ยุ่งอยู่หรือเปล่าเวย์” นภาลัยเดินมาหาพนักงานน้องใหม่จนถึงโต๊ะ
“ไม่ครับ พี่นภามีอะไรหรือเปล่าครับ”
“เอกสารพวกนี้ พี่รบกวนเอาลงไปส่งที่แผนกบัญชีที เดี๋ยวพี่จะเข้าไปคุยงานกับท่านประธานต่อ เลยไม่ว่าง”
“ได้ครับ” ร่างสูงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่อิดออด เปิดแฟ้มเอกสารสำรวจให้แน่ชัดว่าตัวเองต้องไปฝ่ายไหนบ้าง เพื่อความมั่นใจ
เลขานุการหนุ่มรูปหล่อเดินเข้ามายังฝ่ายบัญชี โดยมีสายตาของเหล่าบรรดาสาว ๆ ที่กำลังเข้าใจผิดเพราะเพื่อนร่วมงานโพสต์อินสตราแกรม แอบนั่งอมยิ้มสะกิดแขนกันไปมา
“ว่ายังไงครับน้องเวย์ แหม...ช่วงนี้ลงมาแผนกบัญชีบ่อยเหลือเกินนะ คิดถึงใครที่นี่หรือเปล่า” พนักงานสาวรุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยแซว
“ผมเอาเอกสารสารมาส่งครับ”
“ให้นกช่วยไหม” รัชนกรีบลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปช่วยแยกเอกสารทันที
“อ้อ ขอบคุณ”
“น้ำที่ซื้อมาเมื่อกลางวันอร่อยมากเลยนะ” ยิ้มเขินแหงนเงยขึ้นไปพยายามส่งสายตาหวาน หากแต่เวธัสเพียงพยักหน้ารับ ก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกการเซ็นรับมอบเอกสารระหว่างแผนก ไม่ได้สนใจอะไรมาก
“เสื้อนี่...” ยิ้มเจื่อนมองไปยังแจ็คเก็ตตัวใหญ่เพราะจำได้ว่าเสื้อตัวนี้เมื่อช่วงเที่ยงเห็นปัณณรินทร์สวมมัน
“ทำไมเหรอ”
“นี่เสื้อของเวย์เหรอ”
“อืม ทำไม มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าไม่มีอะไร เอ่อ จริงสิเมื่อตอนกลางวัน เวย์ไปกินข้าวที่ไหนเหรอ” อยากรู้เพราะตอนได้รับข้อความปฏิเสธกลับมาทำให้รัชนกเสียหน้ากับเพื่อน ๆ พอสมควร เนื่องจากอยากพาเวธัสไปอวดว่าผู้ชายคนนี้แหละที่เขาดูแลเอาใจใส่เธออย่างดี
ไม่คิดว่าเธอจะดีใจอยู่ได้ไม่ถึงสิบห้านาที เวธัสก็ส่งข้อความมายกเลิกนัด บอกว่าไปกินข้าวด้วยไม่ได้ แรกทีเดียว เธอยังคิดว่าเขาคงต้องออกไปธุระข้างนอกกับปัณณรินทร์ แต่ก็เปล่า ทั้งผู้อำนวยการคนสวยและเวธัสไม่ได้ออกไปไหนสักหน่อย
“ข้างหลังตึกนี่เอง เวย์ไปก่อนนะ” ปากกาตวัดลงชื่อเซ็นรับรองการส่งมอบเอกสารเรียบร้อยเตรียมกลับขึ้นไปทำงานต่อ
“เดี๋ยวสิเวย์ ตอนเย็นเดี๋ยวนกรอข้างล่างนะ”
“หือ รอทำไม?” ช่องว่างตรงกลางระหว่างคิ้วขยับย่นเข้าหากันทันที
“คือ…เผื่อว่าจะได้กลับพร้อมกันไง”
“อ๋อ นกกลับเลยเรายังมีงานต้องเคลียร์น่ะ”
เวธัสอยู่จัดการงานในส่วนความรับผิดชอบของตัวเองจนมั่นใจว่า ระยะเวลาสองวันที่เขาจะออกไปทำงานนอกสถานที่นั้น ตนเองไม่ได้ทิ้งภาระความรับชอบไว้ให้คนอื่น
“เอ๊ะ! เวย์ นายยังไม่กลับอีกหรือไงเนี่ย” ปัณณรินทร์เปิดประตูออกมาพบว่าพนักงานฝ่ายบริหารหลายคนยังคงนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ หนึ่งในนั้นคือเลขาฯ ของเธอด้วย
“กำลังจะกลับแล้วครับ” มือเลื่อนเมาส์ไปกดปุ่มชัตดาวน์คอมพิวเตอร์ พร้อมกับเก็บปากกาใส่ลงไปในลิ้นชักเคลียร์ทุกอย่างบนโต๊ะลงไปจนสะอาดตา
“คุณเอิงเอยจะเดินไปลานจอดรถคนเดียวเหรอครับ นี่มันสามทุ่มแล้วนะ”
“แล้วยังไงล่ะ ฉันเดินออกบ่อย”
“เดี๋ยวผมเดินไปส่ง”
“ไม่เป็นไร นี่มันบริษัทของฉันนะ นายคิดว่าจะมีใครมาทำร้ายฉันหรือไง”
“กันไว้ดีกว่าแก้ครับ ไปครับ เดี๋ยวผมเดินไปส่ง”
ปัณณรินทร์เลิกงานดึก และจำเป็นต้องเดินมายังอาคารจอดรถขนาดสิบสองชั้นด้านหลังตึกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังไม่เคยมีเลขาฯ คนไหน อาสาเดินมาส่งเธอสักที มีแต่ขอกลับบ้านไปก่อน
“เอาละขอบใจมาก จริงสิบ้านนายอยู่แถวไหนเผื่อว่าเป็นทางผ่าน ฉันจะแวะไปส่ง”
“ไม่ผ่านครับ คอนโดของคุณเอิงเอยกับหอพักผมอยู่คนละทิศเลย” ตอบไปทันควันเพราะจำได้ตั้งแต่วันที่ไปส่งคนเมากลับห้องนั่นแหละ
“อ่อ อย่างนั้นก็ขึ้นรถเดี๋ยวจะวนลงไปส่งตรงหน้าสถานีรถไฟฟ้า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินกลับลงไป” เจ้านายใจสปอร์ตขึ้นไปนั่งยังประจำที่นั่งคนขับ เวธัสเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายจึงยอมขึ้นไปนั่งยังเบาะด้านข้าง
กระทั่งรถเก๋งคันใหญ่ขับมาส่งพนักงานหน้าบันไดทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งอยู่ห่างจากอาคารสำนักงานไม่มากนัก เวธัสไม่ลืมหันไปกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินลงไปตามทาง เป็นจังหวะเดียวกับหน้าจอโทรศัพท์มีข้อความแจ้งเตือนดังขึ้น
รัชนก ฝ่ายบัญชี : เวย์เลิกงานหรือยัง // เป็นข้อความสาวสวยแผนกบัญชีคนเดิม
เวธัส : เลิกแล้วครับ // ตอบกลับพร้อมกับเท้ายังคงก้าวลงไปตามบันไดตามเดิม
รัชนก ฝ่ายบัญชี : แล้วตอนนี้เวย์อยู่ไหน เราเพิ่งลงมาจากตึก เผื่อว่าจะได้กลับบ้านพร้อมกัน
เวธัส : อ๋อ เวย์อยู่ที่สถานีแล้ว กำลังจะซื้อตั๋ว
รัชนก ฝ่ายบัญชี : อ้าว เวย์ออกไปตอนไหนทำไมเราไม่เห็นล่ะ เราก็ยืนอยู่ตรงนี้
เวธัสถึงกับเอียงคออ่านทวนข้อความซ้ำ ในเมื่อรัชนกบอกว่าเพิ่งเลิกงาน แล้วทำไมถึงไม่ตรงมาสถานีรถไฟฟ้าเลย ทำไมต้องไปยืนรอเขา
เวธัส : เวย์ออกมาจากประตูอาคารจอดรถน่ะ
รัชนก ฝ่ายบัญชี : อย่างนั้นเวย์รอนกก่อนนะ เดี๋ยวนกรีบเดินไปหา
เวธัส : อะ อะ อ๋อ โอเค
คนที่กำลังจะก้าวขาตรงไปขึ้นรถไฟฟ้าถึงกับต้องหดขากลับมาแล้วยืนรอเพื่อนร่วมงาน แต่รอเพียงไม่นานพนักงานฝ่ายบัญชีก็เดินลิ่ว ๆ ตรงมาหา
“ดีจัง วันนี้ได้กลับบ้านพร้อมกัน”
“อืม”
“จริงสิ พรุ่งนี้ตอนเที่ยงเวย์ว่างไหม ไปกินข้าวด้วยกัน วันนี้มีแต่คนเสียดายที่เวย์ไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกัน”
“ทำไมต้องเสียดายด้วยล่ะ”
“เสียดายสิ เพราะว่ามีแต่คนอยากรู้จักเวย์เลย”
“อยากรู้จักเวย์?”
“อื้อ ก็เวย์เป็นเลขาคนใหม่ของคุณเอิงเอยนี่”
“อ๋อ” ใบหน้าคมพยักขึ้นลงคิดไปถึงเรื่องงาน อันที่จริงตำแหน่งของเขานี้จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับทุกคน ทุกแผนกจริง ๆ
“อย่างนั้นพรุ่งนี้ลงไปกินข้าวด้วยกันนะ”
“อ๋อ ขอโทษที พรุ่งนี้เวย์ต้องออกไปข้างนอกกับคุณเอิงเอย คงไม่สะดวก”
“ออกไปกับคุณเอิงเอย...อีกแล้วเหรอ?”
