บทที่ 9 คนตาถั่ว
การเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานเฟอร์นิเจอร์ครั้งนี้ อันที่จริงสามารถเดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลามากกว่า หากแต่ปัณณรินทร์ยืนยันว่าต้องการเดินทางด้วยรถยนต์ เพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูลและมองหาไอเดียใหม่ ๆ เพื่อนำไปพัฒนาการตลาด บุกเบิกโครงการหมู่บ้านจัดสรร ขยายฐานการตลาดครอบคลุมพื้นที่ จากชุมชนเมืองออกสู่พื้นที่ต่างจังหวัด
ดังนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์จะช่วยให้เธอเห็นว่า ชาวบ้านในส่วนภูมิภาคต่างจังหวัดนี้ มีความเป็นอยู่อย่างไรและเธอจะสามารถใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอะไรในการเอาชนะใจ ให้คนเหล่านี้ยอมควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายเพื่อซื้อบ้านสักหลัง จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เธอเป็นเจ้าของ
“ถ้านายเหนื่อยหรือว่าเพลียจะเปลี่ยนให้ฉันขับบ้างก็ได้นะ” ปัณณรินทร์เสนอตัวเป็นโชเฟอร์
“โธ่ คุณเอิงเอยครับ ขับรถแค่นี้เองสบายมาก คุณเอิงเอยนั่นแหละ ถ้าเกิดเหนื่อยหรือว่าเพลีย จะงีบก่อนก็ได้นะครับ ถ้าใกล้ถึงโรงงานเฟอร์นิเจอร์แล้วผมจะปลุก”
“ไม่เป็นไร ฉันนั่งเป็นเพื่อนนายแบบนี้ดีกว่า จะได้ดูอะไรข้างทางไปด้วย” สีหน้าผ่อนคลายไร้ความกังวลตึงเครียด มองออกไปนอกตัวรถ สองข้างทางเป็นนาข้าวสีเขียวอ่อน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเพลินตา สบายใจ
“คุณเอิงเอยออกมาทำงานนอกสถานที่แบบนี้กับเลขาฯ คนก่อน ๆ บ่อยเหรอครับ” ถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะหากไม่นับช่วงเวลาสัปดาห์แรกที่เขาฝึกงานเอกสารอยู่กับนภาลัย เวลาเพียงไม่กี่วัน เขาออกต่างจังหวัดกับปัณณรินทร์มาสองครั้งแล้ว
“ก็ไม่เชิงหรอก ถ้าเป็นในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ฉันมีพาเลขาฯ ไปด้วยบ้าง แต่ถ้าออกต่างจังหวัดบางครั้ง ฉันก็ไปคนเดียว เลขาฯ คนก่อน ๆ ส่วนมากเป็นคุณแม่ลูกอ่อนน่ะ เลยไม่ค่อยสะดวกค้างคืน”
“แล้วต้องออกไปค้างคืนที่อื่นแบบนี้ สามีของคุณเอิงเอยไม่เป็นห่วงแย่เหรอครับ”
เพราะยังจดจำว่าท่านประธานบริษัทนามสกุลเดียวกันกับเจ้านายสาว แม้คำนำหน้านามปัณณรินทร์จะยังใช้คำว่านางสาว แต่เดี๋ยวนี้มีให้เห็นบ่อย ๆ ผู้หญิงแต่งงานแล้วบางคนยังสมัครใจใช้นางสาวอยู่เยอะแยะ
“สามี! ใครบอกนายว่าฉันมีสามีแล้ว” หน้าผ่อนคลายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขึงเครียด หันขวับกลับมาถลึงตาใส่คนขับรถตาถั่วทันที กำปั้นเล็กยกค้างขึ้นมาด้วยท่าทางโมโห เตรียมจะทุบคนปากเสีย ยัดเยียดสามีมาให้ ทั้งที่ความจริงแม้แต่แฟนเธอยังไม่มี
“เอ้า ท่านประธานไงครับ คนนั้นไม่ใช่สามีคุณเอิงเอยเหรอ”
“นายจะบ้าหรือไง นั่นพี่ชายฉันย่ะ เดี๋ยวก็ปรับตกไม่ผ่านทดลองงานซะหรอก ไล่ออกซะดีมั้ง”
“อ้าว เห็นใช้นามสกุลเดียวกันผมก็นึกว่าเป็นสามีภรรยา ขอโทษครับ” ยิ้มเจื่อนหันมาพร้อมสองมือยกไหว้ จนปัณณรินทร์ต้องยอมใจอ่อน
“นายไม่เห็นหรือไง ว่านอกจากนามสกุลที่เหมือน ชื่อท่านประธานก็คล้ายกับชื่อฉัน ฉันจะตัดคะแนนนาย มีอย่างที่ไหนข้อมูลอะไรมากมายรู้ไปซะทุกเรื่อง แต่เรื่องสำคัญอย่างนี้กลับไม่รู้ได้ยังไง”
“โธ่ สงสารผมเถอะครับ อย่าปรับลดคะแนนผมเลย ใครจะไปรู้ ไม่เห็นมีใครบอกผมเลยนี่"
“แล้วนายล่ะ มาต่างจังหวัดค้างคืนแบบนี้แฟนไม่ว่าเหรอ” ปัณณรินทร์ได้ทีถามกลับไปบ้าง
“หื้อ ใครบอกคุณเอิงเอยครับว่าผมมีแฟนแล้ว ตอนสัมภาษณ์ผมกรอกข้อมูลไปว่าโสดนะ”
“สถานะโสดคือไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ไม่ได้แปลว่านายไม่มีแฟนนี่นา อย่าบอกนะว่านายยังไม่มีแฟน”
“ไม่มีหรอกครับ ผมเพิ่งเรียนจบ อีกอย่างยังหางานหาการเป็นหลักแหล่งไม่ได้เลย เพิ่งมาได้งานเลขาฯ ของคุณเอิงเอยเป็นที่แรก งานแรก แถมยังไม่ผ่านโปร จะรีบมีไปทำไมครับแฟน ทำงานก่อนดีกว่า ไม่มีแฟนไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่มีงาน ไม่มีเงินนี่สิเรื่องใหญ่”
วัยรุ่นยุคใหม่ทัศนคติมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต อดไม่ได้ที่ปัณณรินทร์จะชื่นชม เพราะเธอเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนยุคใหม่ที่คิดอย่างนั้น การไม่มีแฟนไม่ได้แปลกและไม่ใช่ข้อด้อยใด ๆ ตรงกันข้าม สถานะโสดอย่างนี้ทำให้เธอมีความคล่องตัว และรู้สึกว่าไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำทางความคิดหรือจิตใจ เธอยากไปไหน เมื่อไหร่ กลับบ้านกี่ทุ่มก็ได้โดยไม่ต้องใส่ใจรายงานใคร แม้พ่อกับแม่จะเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามอยู่บ่อยครั้ง เพราะเธอเองก็อายุเข้าเลขสามแล้ว แต่เธอก็ตอบเลี่ยงไปทุกครั้ง
“จริง การไม่มีแฟนสบายใจที่สุดแล้ว”
ช่วงเวลาบ่ายทั้งเจ้านายและลูกน้องเดินทางมาถึงโรงงานเฟอร์นิเจอร์ โดยได้รับการรับรองดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าของโรงงานอย่างดี เวธัสยังคงทำหน้าที่เลขาฯ ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งการถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดีโอ ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมทั้งสอบถาม ช่องทางการจัดส่งหรือจัดซื้อ เพื่อเก็บเป็นข้อมูลสำหรับจัดส่งให้กับฝ่ายจัดซื้อ จัดจ้าง ฝ่ายสถาปัตย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายอื่นต่อไป
“ขอบคุณมากนะคะสำหรับการพาชมโรงงานในวันนี้ ทำให้เอิงตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้นเยอะเลย” ปัณณรินทร์หันไปกล่าวขอบคุณเจ้าของโรงงานที่เดินตามมาส่งจนถึงรถ
“ขอบคุณเช่นกันครับ ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติมาก ที่คุณปัณณรินทร์ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา”
“เอิงมีโปรเจกต์สำหรับการทำโครงการที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอยู่แล้วค่ะ คิดว่าโรงงานของคุณตอบโจทย์เหมาะที่จะร่วมงานกัน อีกอย่างเป็นการสนับสนุนสินค้าในระดับเอสเอ็มอีของชุมชน และคนในพื้นที่ด้วย”
“ได้ยินอย่างนี้แล้วผมรู้สึกตื้นตันใจมาก ชื่นใจมากครับ เพราะคนสมัยใหม่หรือคนเมืองส่วนมาก มักชอบของที่เป็นแบรนด์ต่างชาติ จนมองข้ามผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอย่างพวกเรา”
“อาจเพราะธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงระดับชุมชนยังขาดการตลาดเชิงรุกค่ะ”
“คุณปัณณรินทร์นี่สมกับตำแหน่งผู้อำนวยการพัฒนาการตลาดจริง ๆ นะครับ ได้พูดคุยกับคุณปัณณรินทร์เป็นการส่วนตัววันนี้ ทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าคุณคือหนึ่งในสามเสือวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเรื่องจริง”
“ขอบคุณสำหรับคำชื่นชมค่ะ”
ยิ้มยินดีปลาบปลื้มในคำชม การที่มีคนพูดถึงเธอกับพี่ชายในลักษณะอย่างนี้ นั่นอาจแปลได้หลายความหมาย แต่สำหรับปัณณรินทร์แล้ว อย่างน้อยคนเหล่านี้ย่อมมองเห็นความทุ่มเทของเธอและพี่ชาย อีกทั้งยังสามารถลบคำสบประมาทของใครต่อใครได้ว่า พวกเธอเป็นเพียงทายาทของอดีตผู้ทรงอิทธิพลเก่า ไต่เต้าพาบริษัทขึ้นมาได้อย่างนี้เพราะมีพ่อแม่หนุนหลัง
คงมีเพียงเธอและพี่ชาย และพนักงานระดับผู้บริหารเท่านั้นที่รู้ว่ากว่าเธอจะมีวันนี้ได้ ทุกคนต่างล้วนทุ่มเททั้งเรี่ยวแรง กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ไหวพริบไปมากน้อยแค่ไหน
หลังจากเยี่ยมชมโรงงานเสร็จ เวธัสขับรถพาเจ้านายสาวกลับมาเช็คอินเข้าที่พักทันที เพราะเดาว่าปัณณรินทร์น่าจะรู้สึกเพลียและอยากพักผ่อน ส่วนอาหารมื้อค่ำนั้น วันนี้ทั้งสองเลือกฝากท้องไว้กับร้านอาหารเล็ก ๆ ภายในโรงแรมที่พักนี่เอง
“วันนี้ขอบใจนายมากนะเวย์ ทั้งขับรถให้ แถมยังเป็นธุระจัดการอะไรให้อีกหลายอย่าง รีบกลับไปพักเถอะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“ตกลงครับ คุณเอิงเอยก็เหมือนกัน รีบนอนนะครับ ถ้ามีอะไรเรียกผมได้ตลอดเวลาเลยนะ” เวธัสเดินแยกไปยืนอยู่หน้าห้องพักตัวเอง
“โอเค ขอบใจมาก ราตรีสวัสดิ์”
ปัณณรินทร์กลับเข้ามายังห้องพัก ไม่ลืมที่จะล็อกประตูใส่กลอนแน่นหนา เมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน อีกทั้งตลอดทั้งวันเดินทางมาเหนื่อย จึงตั้งใจจะเข้าไปอาบน้ำแล้วกลับออกมานอนให้เร็วที่สุด หากแต่เมื่อเธอพาร่างเปลือย เข้าไปยืนอยู่ใต้ฝักบัว กลับรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่
ต๊อก ต๊อก ต๊อก ตุ๊กแก!!
เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังมาจากข้างห้อง ทำเอาเวธัสสะดุ้งจนไหล่สะเทือน ก่อนจะกระโจนเปิดประตูห้องวิ่งออกมาเคาะห้องของเจ้านายสาว มือเขย่าลูกบิดประตูพยายามตะโกนบอกให้คนข้างในเปิดประตู
“คุณเอิงเอย คุณเอิงเอยเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เปิดประตูให้ผมหน่อย”
“ช่วยด้วย!” ประตูห้องถูกเปิดพร้อมกับร่างหนึ่งวิ่งสวนออกมา ถลาโผเข้ากอดจนเต็มอ้อมแขน
ร่างสั่นกับฝ่าเท้ายังอยู่ในอาการย่ำซ้ำ ๆ เหมือนคนกำลังพยายามวิ่งหนีอะไรบางอย่าง ใบหน้าอุ่นซุกเข้าไปยังซอกคอจนเหมือนเจ้านายกำลังจะมุดสิงเข้าไปอยู่ในร่างเขาอย่างนั้นแหละ
“เดี๋ยวก่อนครับคุณเอิงเอย เกิดอะไรขึ้น ตั้งสติดี ๆ ก่อน”
“ตุ๊กแก มันอยู่ในห้องน้ำ” เสียงสั่นอย่างคนตระหนกตกใจตอบกลับมา
“ห๊ะ!”
“เวย์! ฉันเกลียดมัน”
เจ้าของห้องพักเข่าอ่อน ทำท่าเหมือนจะเป็นลม จนเวธัสต้องประคอง พาปัณณรินทร์กลับเข้าไปในห้องของเขาเอง ตอนนี้เองที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าปัณณรินทร์วิ่งออกมาจากห้อง โดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเท่านั้น
