บทที่ 5 ความผูกพันธ์

“ส่งน้องอิงมาให้ผมเถอะครับ” ณัทธรพูดขึ้น

นั่นละ อนิลทิตาจึงคลายวงแขนจากมารดา ถอยออกห่าง พร้อมกับมองหน้าเล็กของหลานสาวตัวน้อยด้วยดวงตาพร่าพราย

ความเวทนาสงสารหลาน ที่ต้องมากำพร้ามารดาก่อนจะทันรู้ความนั้นเอง ทำให้กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกครั้ง

ยิ่งแม่หนูฉีกยิ้มแป้นแร้นเห็นเหงือกสีชมพูส่งมาให้อย่างไร้เดียงสา ก็หลุดเสียงปนสะอื้น

“ยายหนู... น้องอิง น้องอิงของน้า มานี่มา”

อนิลทิตารับร่างจ้อยของหลานสาวมาอุ้มเสียเอง และก็แปลกนัก ทันทีที่ตกสู่อ้อมโอบของน้าสาว แม่หนูตัวน้อยก็ตวัดแขนเล็กๆ โอบรัดเข้ารอบคอน้าสาว แถมยังซุกหน้ารูปหัวใจดวงน้อยๆ ย่อส่วนลงมาจากใบหน้าของคนอุ้ม ลงกับซอกไหล่ของคนเป็นน้าอย่างประจบ ไร้ท่าทีตื่นกลัว ทั้งๆ เจอกันเพียงหนเดียว แล้วตอนนั้นแม่หนูเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ชั่วโมง

ดวงทิพย์สะอื้นเบาๆ กับท่าทีสนิทสนมสนม บอกถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่หลานน้อยมีต่อลูกสาวคนเล็กของเธอ

ความผูกพันทางสายเลือด... ดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายที่ตรงตัวที่สุด เพราะปกติเด็กหญิงใช่จะยอมให้ใครอุ้มง่ายๆยิ่งกับคนแปลกหน้าด้วยแล้ว ไม่เอาด้วยเลย

ณัทธรถึงกับเมินหน้าจากหญิงสาวเป็นครั้งที่สอง ไม่มีใครเห็นสีหน้าเขาว่าเป็นเช่นไรในวินาทีนั้น เพราะเมื่อหันกลับมาพูดเสียงเรียบทุกอย่างเป็นปกติ

“เข้าไปในศาลากันเถอะครับ หัววันอย่างนี้คงจะยังไม่มีใครมา”

“ไปสิจ๊ะ”

ดวงทิพย์รับคำลูกเขย แต่ก่อนจะทันก้าวเดินก็ต้องพากันชะงัก

รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดในลานหน้าศาลาที่ตั้งศพ

พอคนในรถก้าวลงมา ณัทธรก็พูดขึ้นเกือบทันที

“เพื่อนผมเอง คงจะได้ข่าวจาก... ทางเพื่อนของอัญญดาที่กรุงเทพฯ ผมขอตัวสักครู่นะครับ คุณอาเข้าไปนั่งพักก่อนก็ได้”

ดูเหมือนณัทธรจะมีเรื่องพูดคุยกับเพื่อนของเขามากทีเดียว กว่าจะตามเข้าไปสมทบกับแม่ยายด้านในศาลาก็เกือบสิบนาทีให้หลัง

“คุณอาครับ นี่...ภาสุรพันธ์ เพื่อนผม”

“เรียกผมโป้งเถอะครับ”

ชายหนุ่มที่มาบอกเรียบร้อยขณะยกมือไหว้แม่ยายเพื่อน

ภาสุรพันธ์ ศานุวัตร มีความสูงพอๆ กับผู้เป็นเพื่อน เพรียวกว่าเล็กน้อย ผิวขาว หน้าคมสวย คิ้วเข้มดำเป็นปื้นเหนือกรอบตาคม เป็นสีเดียวกับผมเส้นหยักศกบนศีรษะ ซึ่งเป็นสีเดียวกับนัยน์ตา

เนื่องจากความขาวของสีผิวริมฝีปากเต็มได้รูปงามจึงออกสีเนื้อสดค่อนไปทางชมพูเล็กน้อย

จมูกโด่งตรงได้ส่วน มองเห็นรอยขาวจางๆ ของแผลเป็นเล็กๆ ที่คงจะเกิดขึ้นนานแล้วพาดผ่าน ไม่สังเกตใกล้ๆ ก็แทบมองไม่เห็น

ประกายจากดวงตาสีดำสนิทในวงล้อมขนตาดกหนา แจ่มใส พร่างไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี เหมือนว่าไม่เคยพานพบความทุกข์โศกใดๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา

“นั่นคงจะเป็นน้องอิงใช่ไหมครับ น่ารักจริง ขอลุงอุ้มหน่อยได้ไหมเอ่ย”

แม่หนูมองชายหนุ่มวัยเดียวกับพ่อตาแป๋วอยู่ครู่หนึ่ง ก็ซุกหน้าลงกับซอกคอน้าสาวที่ยังอุ้มกันอยู่ แขนเล็กดูเหมือนจะรัดลำคอผู้เป็นน้าแน่นขึ้น เรียกเสียงหัวเราะ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเสียงหัวเราะครั้งแรกในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมง หรืออาจจะนานกว่านั้น จากบิดาของแม่หนู

“อย่าไปขอเลย ท่าทางจะติดน้าอินแจเสียแล้ว ขนาดพ่อยังไม่ยอมมาหา” ณัทธรพูด น้ำเสียงฟังว่าพอใจมากกว่าจะขุ่นเคือง สีหน้าแววตาก็เหมือนจะแช่มชื่นขึ้น “อ้อ ยังไม่ได้แนะนำให้นายรู้จัก อนิลทิตา น้าสาวยายหนู”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณอนิลทิตา”

ภาสุรพันธ์ทักทายขึ้นก่อน ประกอบรอยยิ้มเก๋ ถ้าเป็นสาวอื่นก็อาจหัวใจกระตุกไปเหมือนกัน แต่ไม่ใช่อนิลทิตา เธอเพียงแต่ยิ้มตอบรับคำทักทายตามมารยาท

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ แต่คุณภาสุรพันธ์เรียกอินอย่างคนอื่นๆ เถอะนะคะ อย่าเรียกอนิลทิตาเลยลิ้นจะพันกันเปล่าๆ”

“ขอบคุณครับ ทั้งยินดีและเต็มใจ คุณอินเองก็เรียกผมโป้งเถอะครับ ท่าทางยายหนูจะง่วงแล้วนะครับนั่น ดูตาปรอยๆ”

อนิลทิตาก้มมองหลานสาว

“ท่าจะง่วงจริงๆ ด้วย เอ เอาไงดี? หาที่ให้นอนแถวนี้จะเหมาะหรือคะแม่?” หันไปหารือมารดา

ดวงทิพย์ไม่ทันตอบ บิดาของเด็กหญิงก็พูดขึ้นเสียก่อน

“ส่งมาให้พี่เถอะ เดี๋ยวพี่จะเอากลับไปนอนที่บ้านเอง... นายรออยู่นี่ไปก่อนนะโป้ง” ท้ายประโยคหันไปบอกเพื่อน

“ได้ นายไปเถอะ ไม่ต้องห่วงเรา”

ณัทธรขยับเข้าไปหมายจะรับร่างจ้อยมาจากหญิงสาว แต่พอเขาแตะมือลงบนต้นแขนเล็ก ไม่ทันได้ดึงเข้าหาตัว เท่านั้นเองก็เกิดเรื่อง

แม่หนูที่กำลังทำท่าจะหลับไม่หลับแหล่ร้องแว้ดประท้วงขึ้นมาทันที ตาปรือๆ บอกว่าคงง่วงเต็มทีเริ่มฉ่ำน้ำตา

“โอ๋ๆๆ...ไม่ไปจ้ะ ไม่ไป หยุดร้องนะคนดี น้าอินไม่ให้ใครเอาน้องอิงของน้าอินไปไหนหรอก โอ๋ๆๆ เงียบเสียนะ”

พวกผู้ใหญ่ที่อยู่ในเหตุการณ์ ทำท่าอ่อนใจไปตามๆ กัน เพราะแม่หนูตัวน้อยทำท่าฉลาดแสนรู้เกินวัยด้วยการซบแก้มนุ่มใสข้างหนึ่งลงอิงอกน้าสาว หยุดส่งเสียงร้องแสบแก้วหูอย่างรู้ภาษา และดูเหมือนว่าตากลมดำใสที่ยังฉ่ำน้ำตา จะมองบิดาอย่างไม่พอใจที่คิดพรากแม่หนูไปจากอ้อมอกอุ่นที่โอบอุ้มแม่หนูไว้อย่างอ่อนโยน

ณัทธรหัวเราะหึๆ ไม่รู้พอใจหรือไม่พอใจ แต่เมื่อพูดขึ้นก็ทำเอาอนิลทิตาชะงักไปนิดหนึ่ง เพราะไม่ทันคิดไกล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป