บทที่ 9 ไม่เคยลืม
“แต่ถึงจะไม่ได้กินยาขับเลือด หรือทำอะไรเพื่อให้ตัวเองแท้ง ยายอัญก็ไม่เคยนึกถึงลูกในท้องสักนาที ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ทั่วไป เขาก็จะกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อลูกในท้อง แต่พี่สาวเราไม่อย่างนั้น เขาควบคุมอาหารกินในปริมาณจำกัดเพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้น... หลานอินก็เหมือนจะรู้นะว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของแม่ ถึงได้เสงี่ยมเจียมตนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ยายอัญไม่เคยมีอาการแพ้ท้องเลย ช่วงนั้นน่ะพ่อณัทหน้าดำคร่ำเครียด หน้าแทบจะไม่เป็นหน้าเพราะหลายเรื่องประดังประเดเข้ามา ไหนพ่อเพิ่งเสีย ต้องดูแลทุกอย่างคนเดียว แล้วยังมาเจอพี่สาวปัญญาอ่อนของเราอาละวาดจนผู้คนไม่อยากรอหน้า เพราะไม่พอใจที่ถูกบังคับทางอ้อมให้แบกรับภาระเรื่องลูก”
“มาคิดอะไรตอนนั้น ถ้าไม่อยากมีก็น่าจะคุมเสียตั้งแต่แรก ไม่ใช่ปล่อยให้มีแล้วมาโอดครวญ”
ดวงทิพย์เมินหน้าจากบุตรสาว เงียบไปครู่ใหญ่ เหมือนพยายามเรียบเรียงคำพูดเหมาะๆ จึงหันกลับมาตอบ
“แม่ก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ แต่เขาก็แก้ตัวไปตามเรื่อง ล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น ที่อาละวาดขึ้นมา ก็เพราะทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เคยวาดฝันเอาไว้ ยิ่งครรภ์โตขึ้นทุกวันๆ จะไปไหนมาไหนก็ยิ่งไม่สะดวก”
“แต่หลังจากคลอดแล้วสถานการณ์น่าจะดีขึ้นนะคะ”
“เลวร้ายกว่าเดิมสิไม่ว่า อินก็รู้ ยายอิงไม่เคยได้ดื่มนมแม่สักหยด!”
“ค่ะ”
“แล้วรู้ไหมอะไรคือเหตุผล ที่พี่สาวเราเขาไม่ยอมให้ลูกกินนมตามที่เด็กควรจะได้รับ... เขากลัวหน้าอกหย่อนยาน กลัวเสียรูปเสียทรง”
อนิลทิตาหวนนึกถึงวันที่เธอเดินทางจากรุงเทพฯ เมื่อได้รับข่าวพี่สาวเจ็บท้องกำลังจะเข้าห้องคลอด
เธอตอบณัทธรไปว่า มีเรื่องต้องทำ ต้องจำมากมาย จะให้มาเที่ยวจดจำทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เห็นจะไม่ไหว เมื่อเขาท้วงขึ้น เรื่องเธอกับเขาเคยเจอกันกี่ครั้งกันแน่
ความจริงเธอยังจำได้ไม่เคยลืม วันที่เธอได้เจอเขาหนที่สาม
เธอรีบบึ่งรถจากกรุงเทพฯ หลังขอลางานครึ่งวัน เพื่อมาดูหลาน
หลานสาวของเธอต้องอยู่ในตู้อบสำหรับเด็กแรกคลอด เนื่องจากน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
“เหมือนอินอย่างกับพิมพ์ อย่างนี้หลอกใครว่าเป็นลูกอินได้สบายเลย“
มารดาตามไปยืนข้างๆ พูดขึ้น
“อินตัวเล็กขนาดนี้เลยเหรอคะเมื่อแรกเกิด”
“เราจ้ำม่ำกว่า น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ แต่หน้าตา ปาก จมูก ไม่ผิดเพี้ยนไปจากนี้ รอโตอีกหน่อยเถอะจะยิ่งเห็นชัดไม่เชื่อก็คอย ดูไป”
เธอไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าน้ำตาไหลออกมาได้อย่างไร ขณะมองร่างเล็กจ้อยด้วยความซาบซึ้งปลาบปลื้มอธิบายไม่ถูก
“ดูมือสิคะแม่ เล็กนิดเดียว น่ารักจัง!” น้ำตากลบตาและกำลังหยาดหยดเมื่อเงยหน้าขึ้นพูดมารดา
“ดู๊... ลูกคนนี้” ดวงทิพย์มองบุตรสาวด้วยแววตาเอ็นดู พูดเสียงขบขัน “เป็นเอามาก นี่แค่หลานนะ ถ้าเป็นลูกตัวเอง จะสักขนาดไหน มาเถอะ ออกไปกันก่อน หมอเขาอนุญาตให้เข้ามาดูเป็นพิเศษนะนี่ คงสารสารคุณน้าที่อุตส่าห์บึ่งรถมาจากกรุงเทพฯ”
เธอถอยออกมา หมุนตัวกลับเพื่อจะเดินออกประตู แล้วก็มีอันชะงักอยู่กับที่
ไม่รู้จริงๆ ว่าบิดาของหลานสาวตัวน้อยอยู่ที่โรงพยาบาล กระทั่งเขาตามเธอกับมารดาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่สีหน้าแววตาเขาขณะมองเธอฉายแววแปลก ซึ่งเธอคิดว่าเขาคงขันที่เธอตื้นตันในการได้เป็นน้าจนเป็นน้ำหูน้ำตา
“เอ้า พ่อณัท มาแต่เมื่อไหร่กันนี่” ดวงทิพย์ทักลูกเขย
“สักพักแล้วครับ ผมเลยไปคุยกับคุณหมอเรื่องยายหนู... อินมาถึงนานแล้วหรือ”
“สักครู่นี้เองค่ะ”
เธอไหว้ทักทายเขา ณัทธรแค่พยักหน้ารับไหว้ สีหน้ายิ้มเมื่อพูดหยอกเธอ
“ได้เป็นคุณน้าละนะ เป็นไง หลานสาวน่ารักไหม”
“น่ารักสุดใจเลยค่ะ”
“พี่ก็ว่าน่ารัก”
ตาคมสบตาเธอกึ่งอึดใจ ก็เมินไปมองบุตรสาวตัวนิด ที่กำลังทำปากจุ๊บๆ เหมือนลูกนกเวลาหิว
“ขอตัวไปหาพี่อัญก่อนนะคะ” เธอบอกเขา
จากนั้นเธอก็เดินเลี่ยงร่างสูงไปออกประตู ปล่อยมารดาอยู่กับชายหนุ่ม
อัญญดานอนหน้าสวย ในชุดนอนราคาแพงมีเสื้อคลุมเข้าชุด แทนเสื้อผ้าของทางโรงพยาลอยู่บนเตียงในห้องพักพิเศษ
“คุณแม่บอกไปละสิ”
“ค่ะ อินเลยขอหัวหน้าลางานครึ่งวัน เดี๋ยวก็จะกลับละ พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน”
“ไม่รู้จะมาทำไมให้เสียเวลา”
“แหม... พูดอะไรอย่างนั้นคะ หลานอินทั้งคน แล้วก็หน้าตาเหมือนอินด้วยแหละ”
พูดด้วยความปลาบปลื้มที่หลานน้อยหน้าตาเหมือนตน
อัญญดาทำปากบิดๆ ที่อนิลทิตาไม่เคยชอบ
“เห่ออะไรกันนักหนาไม่รู้ ก็แค่เด็กคนหนึ่ง แต่พี่ประกาศชัดแล้วนะเรื่องจะให้นม”
“ยังไงคะ?”
ครั้งนั้นแหละ ที่เธอได้ยินกับหู กระทั่งทำให้นึกเกลียดพี่สาวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้วูบหนึ่ง เมื่ออัญญดาทำท่าทางขนลุกขนพอง ขณะเล่าอย่างขบขันระคนภูมิใจ ที่เอาชนะหมอพยาบาลได้ หลังจากชนะมารดากับสามีได้แล้วสองด่าน ด้วยการยืนกรานที่จะไม่ยอมให้ลูกสาวแรกคลอด ได้ดื่มนมจากอกผู้เป็นแม่
“แค่ต้องทนแบกรับภาระมาตั้งหลายเดือนก็จะอกแตกตายอยู่แล้ว ขืนต้องคอยให้นมเด็กนั่นทุกสองถึงสี่ชั่วโมง วันๆ คงไม่ต้องไปไหน ยายพยาบาลหน้าตูมนั่นยังมีหน้ามาแนะให้ปั๊มใส่ขวด ถ้าไม่อยากให้ดูดจากเต้า ธุระอะไรล่ะ”
“เด็กนั่น?” ได้แต่อุทาน ขณะมองพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ “นั่นน่ะลูกพี่นะคะ?”
“น่าเสียดายที่ปฏิเสธไม่ได้ เอาไหมล่ะ พี่ยกให้เป็นลูกอิน”
อนิลทิตาไม่เคยเห็นใครไร้สัญชาตญาณความเป็นแม่เท่าพี่สาวมาก่อน
หลังจากได้เห็นหน้าหลานสมใจ ฝากสร้อยข้อมือทองคำห้อยตุ้งติ้งสิบสองนักษัตร สำหรับรับขวัญหลานไว้กับมารดาเรียบร้อย ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันที
