บทที่ 3 ก่อนงานแต่งจะเริ่มหนึ่งวัน

“วันนี้หนูรินจะเข้าไปดูงานแต่งงาน แกคุยกับน้องบ้างหรือยัง”

“วันนี้ผมมีงานครับคุณแม่ ไม่น่าจะได้เข้าไป”

“ฉันโทรไปถามตารางงานของแกวันนี้กับเลขาแกแล้ว ดังนั้นวันนี้แกว่าง”

“คุณแม่”

“ใช่สิ! ฉันเนี่ยแหละแม่แก”

“ผมไม่อยากไป”

“จะหลบหน้าน้องไปถึงไหน! ครั้งก่อนแกก็เบี้ยวนัดถ่ายพรีเวดดิ้งจนปล่อยให้หนูรินต้องนั่งรอคนเดียวตั้งหลายชั่วโมง ครั้งนี้ให้ไปดูสถานที่จริง…แกก็ยังจะหลบหน้าน้องอีกเหรอ พรุ่งนี้ก็แต่งแล้วนะเจ้าเต”

“ผมไม่ได้หลบครับคุณแม่…”

              ชายหนุ่มถอนหายใจยาว พลางเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าลงช้าๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ซ่อนไว้ไม่มิด

“ไม่ได้หลบแล้วทำไมถึงไม่ยอมไป!”

              ผู้เป็นแม่ถอนหายใจยาวลูกดีว่าลูกชายคิดอะไร พลางมองลูกชายตัวดีด้วยสายตาคาดโทษ

“ผมแค่คิดว่าการไปปรากฏตัวของผม มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ในเมื่อ… เราสองคนต่างก็รู้ดีว่างานแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร”

“เจ้าเต!”

              ผู้เป็นแม่กดเสียงต่ำ มองลูกชายคนโตด้วยสายตาคาดโทษ

“หนูรินเขาเป็นฝ่ายยอมแกมาตลอดนะเจ้าเต การแต่งงานครั้งนี้ผู้ใหญ่เห็นพ้องต้องกันก็จริง แต่ถ้าแกทำตัวเย็นชาและเฉยชาใส่น้องแบบนี้ แล้วงานแต่งจะออกมาเป็นยังไง น้องเองก็ไม่ได้ผิดอะไร แกต่างหากที่ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต น้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดมาโดยตลอด แม่ช่วยแกขนาดนี้! อย่าให้แม่ต้องหมดความอดทนกับแกไปมากกว่านี้เลยนะ”

              สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาดของผู้เป็นแม่ที่ส่งมายังเขา พรุ่งนี้แล้วสินะ… วันที่เขาต้องผูกมัดเธอไว้กับเขา คนที่เขาพยายามหลีหนีมาตลอด

              เตชินได้แต่เงียบ เสียงถอนหายใจหนักๆ ถอดออกมาจากอกกว้าง เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานเป็นจังหวะกดดัน ทั้งที่ในหัวมีแต่เรื่องงาน …. และใบหน้าหวานของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ว่าที่เจ้าสาว’

“ผมแค่….ยังไม่พร้อม”

“ไม่พร้อม… อะไรคือไม่พร้อมหืม! เจ้าเต ยังไงวันนี้แกก็ต้องไปเจอน้อง”

              คำพูดของผู้เป็นแม่เหมือนคำประกาศิตที่ทำให้ชายหนุ่มหยุดคิดทุกอย่าง

“ไปเดี๋ยวนี้เตชิน หนูรินรออยู่ที่โรงแรมแล้ว อย่าให้แม่ต้องอับอายเพราะแกเบี้ยวนัดน้องเป็นครั้งที่สอง”

              สุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่มีทางเลือก เขาต้องยอมวางปากกาในมือลง ยืนขึ้นเต็มความสูง แล้วหยิบกุญแจรถขับออกไปตามคำสั่งของผู้เป็นแม่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

              มือหนากระชับพวงมาลัยแน่นขณะแปรเปลี่ยนเกียร์ ‘วันนี้แล้วสินะ! ที่เราต้องเจอกัน’ ความเงียบภายในห้องโดยสารทำให้ความคิดของชายหนุ่มลอยย้อนกลับไปในอดีต…วันเวลาเก่าๆ ที่เขาพยายามซ่อนมันไว้ลึกสุดในใจ

              ภาพในวันวานเด่นชัดขึ้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน ภาพของเด็กสาววัยเยาว์ในชุดนักเรียนทรงผมเปีย นั่งอยู่หน้าร้าน มือบางจับหนังสือนิยายเล่มโปรด ยามที่แสงแดดยามเย็นตกกระทบผ่านกระจกสะท้อนใบหน้าขาวนวลที่คุ้นเคย นั่นคือมุมโปรดที่เตชินมักจะนั่งมองอยู่ในรถเสมอ

              เขาจำได้ดีทุกครั้งที่แม่พาไปร้านเพชรของหญิงสาว เขาจะนั่งรออยู่บนรถเสมอ เพียงเพื่อจะได้นั่งมองเด็กหญิงตัวนอนนั่งอ่านหนังสือมุมโปรด รอยยิ้มที่ปะปนความสุขระหว่างการอ่าน หรือแม้กระทั่งช่วงที่เธอทำการบ้านด้วยหน้าตาเคร่งเครียด เขาเองถึงกับอยากไปช่วยสอนให้เธอได้คลี่คลายใบหน้าที่ตึงนั่นลงบ้าง

“ยัยเด็กเล็ก”

              เขามักจะเรียกเธอแบบนั้นในใจ แต่กลับเป็นตัวเขาเองที่ไม่เคยละสายตาไปจากเธอได้เลย ไม่ว่าจะตอนที่เธอแอบนั่งให้อาหารแมวหน้าร้านเพราะแพ้ขนแมว แม่ของเธอมักจะบ่นทุกครั้งเมื่อเธอเข้าใกล้แมวจร หรือตอนที่เธอตั้งใจอ่านหนังสือจนหลับคาโต๊ะ

              แต่เพราะความฟอร์มจัดและช่องว่างของอายุ ทำให้เตชินเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ภายใต้สีหน้านิ่งเฉย และวางตัวเป็นพี่ชายที่แสนเย้นชาเสมอมา

              เสียงสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ดึงเตชินกลับมาจากมโนภาพในอดีต ชายหนุ่มเค่นหัวเราะในลำคอให้ตัวเองเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกเมื่อครู่เริ่มมีระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหวเข้ามาแทรกซึม

              ‘เธอในตอนนี้…จะยังคงเป็นยัยหมวยตาเล็กคนเดิมที่เขาเคยแอบมองอยู่รึเปล่านะ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป