บทที่ 5 งานแต่งงาน
การแต่งงานและการใช้ชีวิตคู่กับคนที่ตัวเองรักเป็นความฝันสูงสุดของผู้หญิงหลายคน เพราะใครต่อใครต่างก็บอกว่าความรักนั้นงดงามเสมอไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ทว่างานแต่งงานในครั้งนี้กลับถูกจัดขึ้นเพียงเพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน พร้อมกับเงื่อนไขอันน่าอัปยศที่เธอจำเป็นยอมรับเพื่อทดแทนบุญคุณครอบครัวของเธอติดค้างไว้
“สามเดือนนะริน แม่ขอให้รินช่วยแต่งงานกับพี่เขาสามเดือน”
เธอสัญญากับตัวเองว่า ทันทีที่เรื่องราวทุกอย่างคลี่คลายและหมดระยะเวลาที่ต้องอยู่ร่วมชายคากับคนแปลกหน้า เธอจะหย่าขาดกับเขา หากไม่ใช่เพราะแม่เป็นผู้ขอร้องให้ตอบแทนบุญคุณ เธอเองจะไม่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาทำอะไรแบบนี้โดยเด็ดขาด แม้จะพยายามปฏิเสธผู้เป็นแม่ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เหตุผลเดียวที่แม่มักยกขึ้นมาอ้างยามเอ่ยถึงเรื่องแต่งงาน
"คุณลุงคุณป้ามีพร้อมทุกอย่าง ถ้าเราไม่ช่วยพวกท่านเรื่องนี้เราเองก็ไม่รู้จะช่วยพวกท่านยังไง ครั้งนี้ถ้าเราไม่ช่วยคุณลุงคุณป้าท่านทั้งสองอาจเสียลูกชายไปเลยก็ได้นะลูก”
ในวันนี้เจ้าสาวของงานมีสีหน้าวิตกกังวลใจอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะฝืนยิ้มให้กับแขกเหรื่อในงานที่หลั่งไหลกันเข้ามามากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้หัวใจของน้ำรินอบอุ่นขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย
หลังจากจบวันนี้ไปเธอเองก็ไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเองเลยว่าจะเป็นยังไง ภาพอนาคตสำหรับที่วาดฝันไว้ มันช่างไกลและห่างออกไปเรื่อย ๆ
“มองหาอะไร”
“คุณ”
“ฉันชื่อเตชิน เจ้าบ่าวของเธอจำไม่ได้”
“ฉันรู้แล้วค่ะ”
“เจ้าบ่าวเจ้าสาวเชิญเข้าพิธีการได้เลยค่ะ”
ถ้าเกิดไม่มีเรื่องบ้าๆ นั่นถึงหูคุณนายปิ่นนภาล่ะก็ วันนี้เขาคงไม่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ให้ตายเถอะ!ชีวิตวัยหนุ่มที่จะเสพสุขความสุขมันช่างหมดไปไวอะไรขนาดนี้
พิธีแต่งงานเริ่มต้นไปอย่างช้าๆ สำหรับคู่บ่าวสาว แต่ช่างรวดเร็วกับผู้เป็นพ่อแม่ การได้เห็นลูกสาวลูกชายแต่งงานกับคนที่รักและตั้งใจเลือกให้…ความภาคภูมิใจที่มีเกินร้อยที่ผ่านออกมาจากแววตาและรอยยิ้มบนใบหน้า …. แต่ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขและเสียงปรบมือของแขกเหรื่อในงาน กลับมีความอึดอัดระคนไม่เต็มใจฉายชัดอยู่บนดวงตาคมกริบของทั้งคู่ เตชินก้มมองหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ยืนเคียงข้าง แม้เธอจะดูงดงามราวกับเจ้าหญิงในนิทาน แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ไฟในอกของเขาดับลงได้เลย
“สวมแหวนให้เจ้าสาวได้เลยครับ” เสียงพิธีกรดังขึ้นคลอไปกับเสียงเพลงบรรเลงคลอเบาๆ
เตชินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับแหวนเพชรเม็ดงามจากผู้ช่วยพิธีกร เขาสวมมันลงบนนิ้วนางของเธออย่างขอไปที ไร้ซึ่งอารมณ์และความอ่อนโยน ทว่าสัมผัสเย็นเฉียบนั้นกลับทำให้เจ้าสาวผู้จำยอมต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง
ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีแววหวาดกลัวอย่างที่เขาคิดตรงกันข้าม…มันเต็มไปด้วยประกายความท้าทายและรอยยิ้มมุมปากที่ส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง
‘คิดว่าฉันอยากแต่งงานกับผู้ชายแบบคุณหรือไง’
สายตานั้นของเธอมันฟ้องชัดเจนราวกับส่งกระแสจิตมาหาเขาว่าเธอคิดแบบนั้น เตชินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ รู้สึกได้ทันทีว่าชีวิตสมรสที่ผู้ใหญ่บังคับครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่การแต่งงานแบบผักชีโรยหน้าธรรมดาเสียแล้ว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามประสาทที่เขาและเธอต้องฟาดฟันกันไปอีกนาน…
และบางทีมันอาจจะไม่น่าเบื่ออย่างที่เขาเคยนึกเสียดายชีวิตโสดเมื่อครู่เลย
“เจ้าสาวสวมแหวนให้เจ้าบ่าวได้เลยครับ”
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น ทั้งสองหันไปถ่ายรูปคู่ตามธรรมเนียม แต่ทันทีที่กล้องตัวสุดท้ายหยุดลั่นเขาก็ก้มลงกระซิบข้างหูเธอ
“หลังจากนี้…ต่อหน้าทุกคน ขอให้เราเป็นสามีภรรยาที่รักกัน”
เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเย็นลง
“แต่หลังประตูห้อง ผมหวังว่าคุณจะไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของผม”
หัวใจของเธอกระตุกวูบ คำพูดของผู้ชายตรงหน้าเย็นชามากกว่าน้ำแข็งหลายสิบก้อน เหมือนน้ำเย็นจัดสาดกลางอกของน้ำริน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเงยหน้ามองเขา
“ตกลงค่ะ…แต่คุณก็ห้ามก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของฉันเหมือนกัน”
เขาเลิกคิ้วนิดๆ เหมือนไม่คิดว่าเธอจะตอบกลับเช่นนั้น ทำไมความรู้สึกที่ได้ยินกลับกลายรู้สึกมากก
“ดี…อย่างน้อยเราก็คงอยู่ร่วมกันได้”
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า “ข้อตกลง” ที่ทั้งสองเพิ่งตั้งขึ้นในวันแต่งงาน จะถูกทำลายลงในคืนแรก เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
“ฮัลโหล…ได้ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้”
ทันทีที่รับสายโทรศัพท์เตชินก็ตรงดิ่งไปยังประตูห้องหอและหายออกไป คืนนี้เป็นคืนวันแต่งงานและเป็นช่วงเวลาส่งตัวเข้าห้องหอคุณลุงคุณป้ากำชับไว้ว่าห้ามให้เราทั้งคู่ออกจากห้องจนกว่าจะเช้าแต่…ตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ เพราะลูกชายสุดที่รักของคุณลุงคุณป้าวิ่งแจ้นออกไปแล้ว
‘ดีคืนนี้จะได้นอนสบายหน่อย ไม่ต้องมาอึดอัดนอนกับคนแปลกหน้า’
