บทที่ 10 สัมผัสแนบชิด

เจนเนตรกับพราวณิรินทร์ เดินกลับมหาวิทยาลัยโดยมีนักรบเดินตามไปติดๆ จนถึงลานจอดรถ เขาขับรถไปยังร้านเหล้าที่คุณหนูต้องการ ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรเลยจนไปถึงร้าน พอถึงร้านพราวณิรินทร์ลงจากรถเดินเข้าร้านไปทันที ไม่รอทั้งเจนเนตรและนักรบ

“เพราะนายคนเดียวที่ทำให้น้องณิรินทร์หงุดหงิด!” ไม่รู้จะลงกับใคร เจนเนตรหันมาต่อว่านักรบ เขาได้แต่ยิ้มรับอย่างพึงพอใจ ไม่พูดอะไรต่อ

“ณิรินทร์! ทำไมเธอมาเร็วจัง พวกฉันนึกว่าเธอจะกินข้าวกับพี่เจนนานซะอีก” เพื่อนๆ ในกลุ่มถาม พราวณิรินทร์วางกระเป๋าใบละแสนลงบนโต๊ะเต็มแรงจนเพื่อนสะดุ้ง

“หงุดหงิด!”

“หงุดหงิดทั้งวันนั่นแหละ เป็นอะไร” ปานขวัญถามอย่างใจเย็น

“ก็หงุดหงิดอีตาบอดีการ์ดบ้าเนี่ยแหละ พวกเธอรู้ไหมว่าฉันกินข้าวไม่ลงเลยนะ มายืนเกาะโต๊ะเฝ้าอยู่นั่น”

“ชู่ว... เบาๆ หน่อย พี่เรย์เขาเดินมาทางนี้แล้ว”

“มาแล้วยังไง ฉันจะพูด!”

“ไม่เอา ไม่พูด” วิรัลยาเอามือปิดปากเพื่อน พราวณิรินทร์แกะมือเล็กออกแล้วสบถเบาๆ

“สั่งกับแกล้มกันก่อน เอาอะไร” นันทภพหยิบเมนูขึ้นมา ขณะที่เจนเนตรเดินมานั่งข้างๆ พราวณิรินทร์แล้ว

“เอ็นข้อไก่ทอด หมูแดดเดียว ต้มยำทะเล ยำวุ้นเส้น ผัดกะเพรากุ้ง ข้าวผัด ต้มจืดวุ้นเส้นใส่เต้าหู้” พราวณิรินทร์สั่งโดยไม่ดูเมนู

“นี่เธอไปหิวมาจากไหนเนี่ย จะมากินเหล้าหรือกินข้าว”

“ไม่ต้องถามมากหรอกน่า สั่งตามที่ฉันบอก มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”

“อะ... เอ้า... ก็ได้! พี่ครับ...” นันทภพหันไปสั่งอาหารตามที่พราวณิรินทร์ต้องการ บรรยากาศที่โต๊ะคุกรุ่น นักรบยืนเฝ้าด้านข้างโต๊ะเช่นเดิม แต่ด้วยความที่เป็นร้านเหล้า พนักงานเสิร์ฟในร้านเยอะ จึงไม่เป็นที่สังเกตเท่าร้านอาหาร แม้ว่าคนที่เขามาใหม่จะหันมามองนักรบด้วยความสนใจเพราะความหล่อก็ตาม

อาหารถูกนำมาเสิร์ฟหลังจากที่สั่งไปได้ไม่นาน พราวณิรินทร์หยิบช้อนส้อมตักข้าวกินอย่างหิวโหย ทั้งหิว ทั้งโมโห ทั้งหงุดหงิด เพื่อนๆ มองหญิงสาวเป็นตาเดียวกัน ขณะที่เจนเนตรเองได้แต่มองตาปริบๆ แม้จะหิวแต่ก็ไม่กล้ากิน ยิ่งเห็นพราวณิรินทร์หัวฟัดหัวเหวี่ยงด้วยแล้ว ไม่รู้ว่าระเบิดจะลงเมื่อไหร่

“ยัยณิรินทร์ เมื่อกี๊เธอไม่ได้ไปกินข้าวมาเหรอ” มนรดาถามเบาๆ พราวณิรินทร์ถอนหายใจ หันมามองค้อนนักรบที่ยืนข้างๆ

“เมื่อกี๊กินไม่ลง แต่ตอนนี้กินลงแล้ว”

“กินเยอะขนาดนี้เดี๋ยวกินเหล้าก็อ้วกออกมาหมดหรอก” นันทภพเตือน

“คืนนี้ฉันกินนิดเดียว ไม่อยากเมา” พราวณิรินทร์วางช้อนส้อมหลังกินข้าวจนหมดจาน

“เป็นไปได้ยังไง อย่างเธอเนี่ยนะ ไม่อยากเมา”

“อื้อ! พวกเธอสั่งเหล้ามาสิ ฉันบอกแล้วว่าวันนี้ฉันเลี้ยง”

“โอเคๆ วันนี้เธอเลี้ยง พรุ่งนี้พวกฉันเลี้ยงเธอเอง” ปานขวัญพูด แม้ว่าพวกเธอจะมีฐานะด้อยกว่าพราวณิรินทร์ แต่ก็ไม่คิดเอาเปรียบ เวลากินเวลาเที่ยวหารเท่ากันหมด

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องซีเรียส”

“ไม่ได้หรอก เรายังต้องกินต้องเที่ยวกันอีกนาน” ปานขวัญตัดบทแล้วสั่งเหล้ากับเบียร์มาเพิ่ม วงสนทนาเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเรียน บ้างก็เมาท์อาจารย์ที่ปรึกษา บ้างก็เมาท์รุ่นพี่ เจนเนตรนั่งคุยผสมเป็นบางเรื่อง ไม่กล้าออกตัวมากเพราะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในสายตาของนักรบ

“ยัยณิรินทร์ เธอไม่ชวนพี่เรย์มานั่งด้วยกันล่ะ” มนรดาสะกิดเพื่อน

“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้ยืนไปอย่างนั้นแหละดีแล้ว อยากมาเฝ้าเองทำไม” พราวณิรินทร์เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม พูดไปตรงๆ ต่อหน้า กิริยาที่ไม่ค่อยน่ารักของเธอนั้นทำให้เพื่อนระอา

“พวกฉันล่ะไม่รู้จะพูดยังไงดี พี่เรย์มานั่งด้วยกันไหมคะ” ปานขวัญไม่สนใจพราวณิรินทร์ ชวนนักรบมานั่งด้วย พราวณิรินทร์มองเพื่อนอย่างไม่พอใจ

“ไม่เป็นไรครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอกค่ะ ยังไงซะพี่เรย์ก็ต้องอยู่กับยัยณิรินทร์และพวกเราอีกนาน” มนรดาพูดต่อ นักรบยิ้มให้อย่างเอ็นดู ท่าทางอ่อนโยนของอดีตทหารกล้าทำให้คนมองใจระทวย สายตาแบบนี้ไม่เคยถูกส่งมายังพราวณิรินทร์เลยสักครั้ง

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ ผมยืนได้ พวกคุณหนูคุยกันตามสะดวกเถอะครับ” นักรบใช้น้ำเสียงอ่อนลง พราวณิรินทร์เห็นแล้วยิ่งหมั่นไส้

“เห็นไหม เขาไม่ได้อยากนั่งกับพวกเราสักหน่อย”

หึ... ตอนนี้ล่ะไม่อยากนั่ง ทีในร้านข้าวเขาจะนั่งคุยนั่งจีบพราวณิรินทร์นี่เสนอหน้ามานั่งจัง แค่นี้ก็รู้แล้วว่านักรบกำลังขัดขวางความรักระหว่างเขากับณิรินทร์!

เจนเนตรคิดในใจ มองนักรบเขม็ง เหมือนสายตาของเขามีเสียง นักรบปรายตามองเจนเนตรแล้วยกยิ้มที่มุมปากอย่างที่ชอบทำ

“พี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะฮะ” เจนเนตรทนไม่ไหว ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำในทันที ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปวดหนักปวดเบาอะไรเลย เขาแอบออกไปสูบบุหรี่นอกร้านพักใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเข้ามา พราวณิรินทร์และเพื่อนๆ นั่งคุยเล่นกันอีกพักใหญ่ พอเมาได้ที่ก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน พราวณิรินทร์บอกว่าจะดื่มนิดเดียว แต่สุดท้ายก็เมาเดินเซได้เรื่องอยู่เหมือนกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป