บทที่ 17 กอดแรก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น พราวณิรินทร์ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าตัวเอง เธอเดินไปเปิดประตูให้นักรบ ตอนที่เห็นหน้าหญิงสาว หัวใจที่แข็งกระด้างของเขาอ่อนลงทันที เธอยังมีคราบน้ำตาติดอยู่ที่ใบหน้า
“ของวางตรงไหนครับ”
“ที่โต๊ะทำงาน”
นักรบเดินเอาของไปวางไว้ให้ที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะหันไปหาหญิงสาว ใช้เวลาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถามอะไรบางอย่างออกไป
“คุณหนูไม่น่าไปพูดกับท่านภุชงค์แบบนั้น”
“นายดุฉันอีกแล้ว สรุปนายจะมาเป็นบอดีการ์ดหรือจะมาเป็นพ่ออีกคนของฉันกันแน่” พราวณิรินทร์หัวเราะ ทั้งๆ ที่หัวเราะแต่น้ำตากลับไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นักรบเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้กับเธอ พราวณิรินทร์ยืนนิ่ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนมาเช็ดน้ำตาให้กับเธอ ที่ผ่านมาเธอเป็นคนไม่ชอบร้องไห้ ไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น
“เรย์...”
นักรบไม่พูดไม่ปลอบอะไร เขาค่อยๆ ปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างกับเขื่อนแตกให้ จนสุดท้ายเธอต้านทานความอ่อนแอของตัวเองไม่ได้ สวมกอดชายหนุ่มแนบแน่น และนี่ถือเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เขาถูกหญิงสาวกอดแล้วร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลเปียกเสื้อเชิ้ตสีดำไปหมด เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน เขาทำได้เพียงโอบกอดเธอด้วยวงแขนอันแข็งแกร่ง ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาสาวน้อยในอ้อมกอดต้องเจอเรื่องแย่ๆ อะไรมาบ้าง จนผ่านไปพักใหญ่ เมื่อเธอร้องไห้จนพอใจแล้วจึงค่อยๆ ดันตัวเขาออกห่าง
“ฉันขอโทษนะ ทำเสื้อนายเปื้อนหมดเลย”
“ไม่เป็นไรครับ”
“นายออกไปได้แล้ว” เธอเดินไปหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำตาเช็ดน้ำมูกออก นักรบมองเธอด้วยความเป็นห่วง
“คุณหนูอยู่คนเดียวได้ใช่ไหมครับ”
“ได้สิ ปกติแล้วเวลาร้องไห้ฉันก็ร้องไห้คนเดียวอยู่แล้ว” เธอหันมาพูดกับเขา ไม่รู้ทำไม ในประโยคดังกล่าวเขารู้สึกว่ามันมีความเหงาความเศร้าแฝงอยู่
“หลังจากนี้ไปคุณหนูจะไม่ร้องไห้คนเดียวแล้วนะครับ เมื่อไหร่ที่คุณหนูเสียใจ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูเอง”
ทั้งน้ำเสียง ทั้งแววตาที่อ่อนโยนนั้นทำให้พราวณิรินทร์ใจสั่นไหว เป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างที่เธอไม่ค่อยได้รับจากคนในครอบครัวเท่าไหร่ ปกติเวลาเศร้าจะมีตรัยคุณ พี่ชายคนโตคอยอยู่เป็นเพื่อน แต่ตอนนี้พี่ชายก็งานเยอะจนไม่มีเวลาให้ พอมีคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวมาแสดงความห่วงหาอาทรแบบนี้มันรู้สึกแปลกๆ
“ขอบใจนะ”
“ผมขอตัวก่อน”
นักรบออกไปจากห้องของเธอแล้ว พราวณิรินทร์เดินไปนั่งที่เตียงนอนของตัวเอง ห้องนอนอันกว้างใหญ่ แยกส่วนระหว่างห้องทำงานกับห้องนอน ห้องน้ำ แทบทำให้เธอไม่ต้องออกจากห้องถ้าไม่จำเป็น บางทีเธอก็รู้สึกว่ามันกว้างมากเกินไป ความขาดแคลนในใจทำให้เธออ้างว้างเหลือเกิน น้ำตาที่หายไปเมื่อครู่กลับไหลออกมาอีกครั้ง เธอร้องไห้เงียบๆ คนเดียวก่อนจะตั้งสติไปอาบน้ำล้างหน้าและมานั่งทำการบ้านของตัวเอง
“ทำไมณิรินทร์ถึงไม่ลงมานั่งกินข้าว” ภุชงค์ถามหลังนั่งประจำหัวโต๊ะอาหาร ตรัยคุณหันไปมองบิดาตัวเองอย่างเคืองๆ เขาทราบเรื่องจากแม่บ้านแล้ว นึกตำหนิผู้เป็นพ่อในใจ
“เห็นว่ามีการบ้านต้องทำเยอะครับ” นักรบที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นคนตอบ
“การบ้านเยอะแล้วยังไง นี่มันเป็นเวลากินข้าว”
“ถ้าน้องหิวเดี๋ยวคงลงมากินเองแหละครับ คุณพ่อกินข้าวเถอะ” ตรัยคุณเริ่มตักกับข้าวใส่จานตัวเอง ไม่อยากสนใจผู้เป็นพ่อแล้ว
“แล้วไอ้ขุนมันไปไหน”
“น้องไปถ่ายงานต่างจังหวัด อีกหลายวันกว่าจะกลับ” ตรัยคุณตอบ ภุชงค์แสดงความหงุดหงิดฟึดฟัดอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้ลูกบ้านนี้มันเป็นยังไงกันวะ คนหนึ่งก็ตะลอนๆ เดี๋ยวไปต่างจังหวัด เดี๋ยวไปต่างประเทศ อีกคนอยู่บ้านก็เหมือนไม่อยู่ แล้ววันนี้ยัยณิรินทร์จะลงมากินข้าวไหม” ภุชงค์หันไปถามนักรบ
“ไม่ทราบครับ”
“เฮ้ย! ไม่ทราบได้ยังไง แกเป็นบอดีการ์ดลูกสาวฉันนะ”
“คุณพ่อ... เรย์เป็นแค่บอดีการ์ดนะครับ จะให้ไปรู้ทุกเรื่องได้ยังไง วันนี้คุณพ่อเป็นอะไร ทำไมหงุดหงิดจังเลยครับ” ตรัยคุณลอบๆ เคียงๆ ถาม ทั้งที่รู้สาเหตุอยู่แล้ว
“ช่างมันเถอะ!”
“คุณพ่อครับ ผมไม่อยากจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคุณพ่อนะครับ แต่บางเรื่อง... ที่เป็นเรื่องที่ณิรินทร์ไม่ชอบ คุณพ่อเลี่ยงๆ หน่อยก็ดีนะครับ อย่าทำร้ายจิตใจน้องไปมากกว่านี้เลย” ตรัยคุณอดไม่ไหวต้องเอ่ยปากเตือน
“พ่อรู้แล้วๆ เรย์... แกไปบอกพรฟ้าให้จัดสำรับมื้อเย็นยกไปให้ยัยณิรินทร์ที่ห้องหน่อย เดี๋ยวก็หิวตายกันพอดี”
“ครับ”
