บทที่ 22 ลืมเก็บหลักฐาน

วิรัลยาถึงหอพักในช่วงเย็น วันนี้เรียนหนักพอสมควร เธอถือของพะรุงพะรังเต็มไปหมด มือควานหาคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูห้องพัก แต่สายตาเจ้ากรรมดันไปเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น

“โอ้!” เธอยกมือขึ้นปิดปาก ภาพทอมที่คุ้นตากำลังเดินจูงมือเด็กปี 1 ไปที่ห้อง ก่อนเข้าห้องมีหยุดจูบกันอีกด้วย วิรัลยาคว้าคีย์การ์ดได้รีบเปิดประตูเข้าไปในห้องตัวเองทันที พอเปิดเข้าไปให้ห้องเสร็จก็ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาดู เจนเนตรจูบเด็กปี 1 แล้วค่อยเปิดประตู เดินกอดเอวพาสาวเข้าไปด้านใน

“หน้าห้องยังขนาดนี้ ในห้องจะขนาดไหนวะ!” รำพึงรำพันกับตัวเองเสร็จ เธอก็ปิดประตูห้อง รีบส่งข้อความไปหาเพื่อนๆ ทันที ภาพที่เห็นทำให้วิรัลยาโมโหมาก ตามจีบพราวณิรินทร์อยู่ แต่ดันพาเด็กปี 1 เข้าไปเยเย่กันในห้อง ทำแบบนี้ใช้ได้ซะที่ไหน ไม่ได้การแล้ว... เธอจะต้องหาทางบอกพราวณิรินทร์ให้รู้!

“ยัยลิลลี่! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่ถ่ายคลิปมา จะได้มีหลักฐาน!” ปานขวัญตีต้นแขนเพื่อนเบาๆ เรื่องที่รับรู้นั้นทำให้ทุกคนช็อกกันไปเป็นแถบๆ

“ฉันตกใจจนทำตัวไม่ถูก พอเห็นแล้วต้องรีบเข้าห้อง กลัวอีพี่เจนมันหันมาเจอ”

“จริงๆ มันน่าจะหันมาเจอนะ จะได้ให้เห็นกันจะๆ ไปเลยว่าไอ้สิ่งที่มันทำ เพื่อนยัยณิรินทร์เห็น” นันทภพออกความคิดเห็น

“ฉันว่าเราต้องเตือนยัยณิรินทร์เรื่องนี้” มนรดาขมวดคิ้วครุ่นคิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ต้องบอกอยู่แล้ว ไม่บอกไม่ได้ แต่จะหาวิธีบอกยังไงดี” วิรัลยาเกาหัวจนผมยุ่ง

“ค่อยๆ เตือนไปแล้วกัน อย่าเพิ่งบอกทั้งหมด เพราะไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนที่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน”

“จริงอย่างที่นายว่าน้ำไนล์ เราค่อยๆ เตือน นั่นไง... เดินมากับบอดีการ์ดหนุ่มสุดหล่อแล้ว” ปานขวัญชี้ไปที่พราวณิรินทร์ วันนี้เธอดูสดใสกว่าปกติ เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาคงได้นอนพักเต็มที่

“สวัสดีจ้าเพื่อน” พราวณิรินทร์ทักทาย สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

“สวัสดียัยตัวแสบ ทำไมยิ้มแก้มปริมาแต่ไกล”

“ไม่มีอะไร แค่อารมณ์ดีเฉยๆ”

“นี่ ยัยณิรินทร์ ฉันถามอะไรเธอหน่อยสิ” มาถึงวิรัลยาก็เข้าเรื่องสำคัญเลย น้ำเสียงที่พูดเบากว่าปกติจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ

“อะไรเหรอ ทำไมต้องพูดเบาๆ ด้วยล่ะ”

“เธอยังคุยกับพี่เจนอยู่ใช่ไหม”

“อือ... แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันกินแล้วก็นอนแล้วก็ดูซีรีส์”

“เธอคุยกับพี่เจน เธอมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าพี่เจนโสดสนิท ไม่มีแฟน” ปานขวัญเป็นฝ่ายถามบ้าง

“เห็นเขาบอกว่าโสดนะ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าโสดจริงหรือเปล่า เรื่องแบบนี้พวกเธอน่าจะรู้ดีกว่าฉันนะ มาถามฉันทำไมเนี่ย มีอะไรหรือเปล่า” พราวณิรินทร์เริ่มสงสัย ปกติเพื่อนๆ จะไม่คุยอะไรที่มันซีเรียสขนาดนี้

“ฉันว่าเธอเช็กให้ดีๆ นะ เผื่ออีพี่เจนมาหลอกเธอ” วิรัลยาพูดเสียงเบา

“พูดแบบนี้แปลว่าเธอไปรู้อะไรมาใช่ไหม” พราวณิรินทร์หรี่ตาถามด้วยความใคร่รู้ ก่อนที่วิรัลยาจะเอ่ยปากพูด นันทภพก็สะกิดยิกๆ ส่งซิกว่าเจนเนตรกำลังจะเดินมาทางนี้

“สวัสดีครับ” เจนเนตรทักทายทุกคน เพื่อนๆ ของพราวณิรินทร์ยิ้มแหยๆ ใส่ ขณะที่นักรบได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ

“สวัสดีค่ะพี่เจน เมื่อคืนวันศุกร์เป็นยังไงบ้างคะ กลับหอยังไง”

“เรียกรถมารับ เมาไม่รู้เรื่องเลย”

“เชื่อว่าเมาไม่รู้เรื่องจริงๆ แหละ” วิรัลยาหลุดปากพูดออกมา พราวณิรินทร์รีบเปลี่ยนเรื่องคุย

“วันนี้พี่เจนไม่มีเรียนเหรอคะ”

“มีครับ แต่พี่ขี้เกียจขึ้นเรียนเลยจะมานั่งรอน้องณิรินทร์ เรียนเสร็จแล้วเราไปกินข้าวกันนะ” เจนเนตรชวน

“ชีวิตไร้อนาคตสุดๆ ขนาดเรียนยังขี้เกียจเลย” ปานขวัญหันมากระซิบกับเพื่อน

“จริง...” วิรัลยาเห็นด้วย พราวณิรินทร์ได้ยินแบบนี้แล้วเริ่มลังเลแปลกๆ

“เอ่อ... ณิรินทร์ว่าพี่เจนไปเรียนก่อนดีไหม เรียนเสร็จค่อยไปกินข้าวกัน”

“ไม่เอาล่ะครับ การบ้านพี่ก็ยังไม่ได้ส่ง เข้าไปเรียนเดี๋ยวก็โดนอาจารย์บ่นอีก พี่รอณิรินทร์ตรงนี้ดีกว่า” ว่าแล้วเขาก็นั่งลง พราวณิรินทร์ทำหน้าไม่ถูก

“งั้นก็ตามใจค่ะ ณิรินทร์ไปเรียนก่อนนะคะ” เธอบอกก่อนจะรีบชวนเพื่อนๆ ขึ้นไปเรียน ระหว่างทางเพื่อนเริ่มเมาท์กันต่อ

“ฉันว่าเธออย่าไปคุยกับอีพี่เจนต่อเลย บอกตามตรงนะ ไร้อนาคตสุดๆ ไม่มีความรับผิดชอบ”

“ใช่ นอกจากไร้อนาคต ไม่มีความรับผิดชอบแล้วยังนิสัยไม่ดีอีกด้วย”

“พวกเธอรู้ได้ยังไงว่าพี่เจนนิสัยไม่ดี แล้วเมื่อกี๊ที่เธอพูดค้างไว้อ่ะ มันคืออะไรกันแน่” พราวณิรินทร์เริ่มซักไซ้ไล่เรียง วิรัลยาคันปากมาก เธอจะอ้าปากพูดแต่นันทภพเบรกไว้ก่อน

“เอาเป็นว่าพวกเราเตือนไว้ก่อนแล้วกัน จะคบจะคุยกับใครก็ดูให้มันดีๆ หน่อย ได้เวลาเข้าเรียนแล้ว ไปเรียนกันเถอะ” ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในกลุ่มเลือกที่จะเตือนแบบนั้น วิรัลยากับคนอื่น นึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย อยากจะพูดใจจะขาดแต่เห็นสายตาดุๆ ของนันทภพทำให้เลือกที่จะเงียบไว้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป