บทที่ 5 คำสั่งบิดา
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเช้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภุชงค์นั่งหัวโต๊ะ ขนาบข้างซ้ายขวาด้วยตรัยคุณและขุนคีรี ขณะที่พราวณิรินทร์เพิ่งเดินลงมาจากห้องนอนในสภาพหงุดหงิดเต็มที่ และยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นนักรบยืนกุมมืออยู่ข้างโต๊ะอาหาร สีหน้าของเขาเรียบเฉย นักรบปรายหางตามองคุณหนูอย่างเย็นชา ทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบขี้หน้ามากกว่าเดิม
“คุณพ่อมีอะไรจะอธิบายหนูไหมคะ” เธอถามเสียงดังอย่างคนเอาแต่ใจ ภุชงค์มองลูกสาวคนเล็กอย่างอดทน
“ไม่มี พ่อไม่มีอะไรจะอธิบายทั้งนั้น”
“คุณพ่อทำแบบนี้กับหนูได้ยังไง!”
“พ่อทำอะไร” ภุชงค์ถามเสียงเรียบ
“คุณพ่อจ้างบอดีการ์ดมาติดตามบงการชีวิตหนูโดยที่ไม่ถามหนูสักคำว่าหนูต้องการไหม คุณพ่อให้สิทธิไอ้บ้านี่มาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของหนู เข้าออกห้องนอนหนูโดยไม่ขออนุญาตหนูสักคำ คุณพ่อทำแบบนี้กับหนูได้ยังไงคะ” พราวณิรินทร์พูดไปน้ำตาคลอไปด้วยความโมโห
“ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อฉันเป็นพ่อแก”
“ถึงจะเป็นพ่อ แต่พ่อก็ไม่มีสิทธิ!”
“ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ! รู้ตัวไหมว่าทุกวันนี้แกใช้ชีวิตเละเทะขนาดไหน ไปเรียนเช้า เรียนเสร็จกินเหล้า กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทุกวัน แถมยังไปคบกับไอ้ทอมบ้านั่นอีก แกใช้ชีวิตโดยไม่คิดเลยว่าแกเป็นใคร!”
“หนูเป็นใครคะ? คุณพ่อคิดว่าหนูเป็นใครเหรอ หนูก็เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป” พราวณิรินทร์เถียง
“แกไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่แกคือลูกสาวของพ่อเลี้ยงภุชงค์ ชีวิตของแกอันตรายไม่ต่างจากคนอื่นๆ แกต้องรู้จักระมัดระวังตัวเอง”
“ใครใช้ให้พ่อไปสร้างศัตรูไว้ล่ะคะ เพราะการกระทำของพ่อทำให้หนูต้องเดือดร้อน ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปไม่ได้ พ่อเคยถามหนูหรือยังว่าหนูอยากมีพ่อเป็นนักการเมืองท้องถิ่น” พราวณิรินทร์กดเสียงตัวเองให้ต่ำลง เธอไม่ได้ภาคภูมิใจในตัวบิดาเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ภุชงค์ถึงกับกำมือแน่น
“ที่ฉันทำทุกวันนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของชาวบ้าน!”
“ผลประโยชน์ของชาวบ้านหรือผลประโยชน์ของตัวเองกันแน่!” เธอแย้ง ยิ่งทำให้ภุชงค์โมโหมากไปกว่าเดิม เขาตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจด้วยความโกรธ
“แกไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงฉัน ฉันสั่งอะไรแกก็ต้องทำตามนั้น หลังจากวันนี้เป็นต้นไป เรย์จะเป็นบอดีการ์ดส่วนตัวของแก ติดตามชีวิตแกตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าแกจะกิน จะนอน จะไปไหนต่อไหนก็ต้องอยู่ในสายตาของเรย์ แกจะต้องทำตามคำสั่งเรย์ ห้ามขัดคำสั่งของเรย์เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะหักเงินเดือนแก!”
“คุณพ่อ! มันมีที่ไหนกันคะที่เจ้านายต้องทำตามคำสั่งของบอดีการ์ด บ้าหรือเปล่า!”
“ฉันไม่ได้บ้า มีแต่แกนั่นแหละที่บ้า ใช้ชีวิตบ้าๆ ฉันไม่อยากคุยกับคนบ้าอย่างแกแล้ว ตรัยกับขุน ช่วยดูน้องสาวของพวกแกด้วย ฉันไม่ไหวจะสอนแล้ว!” ภุชงค์พูดจบก็เดินออกจากห้องอาหารไปทันที
“กรี๊ด!!!”
เสียงกรีดร้องของพราวณิรินทร์ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต้องยกมือขึ้นอุดหูตัวเอง เธอปัดจานชามที่อยู่บนโต๊ะหล่นแตกกระจาย อาหารเช้าหกเละเทะไปทั่ว นักรบเห็นสภาพคุณหนูที่สวยแต่ภายนอก แต่ภายในกลวงโบ๋ด้วยความเอือมระอา เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่มองหน้ากันแล้วพาเดินออกจากห้องอาหารไปอย่างไม่สนใจ คงต้องเป็นเขาสินะที่ปราบพยศเธอ...
“คุณหนูครับ...”
“นายไม่ต้องมาพูดกับฉัน ไอ้คนบ้า!” เธอหยิบจานจะขว้างใส่นักรบ แต่เขาพุ่งตัวไปคว้าข้อมือเธอไว้ได้ก่อน เธอดิ้นไปดิ้นมาจนเขาต้องรวบตัวกอดเอาไว้แน่น
“หยุดอาละวาดได้แล้ว ถ้าไม่หยุดผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล ไปหาจิตแพทย์เดี๋ยวนี้!” นักรบพูดเสียงเหี้ยม หน้าตาดุเอาจริงเอาจัง พราวณิรินทร์สะบัดตัวออกจากอ้อมกอดของเขา
“ฉันเกลียด! เกลียดทุกคน!”
“เชิญเกลียดไปได้ตามสบาย คุณหนูจะเกลียดใครมันเป็นปัญหาของคุณหนู ไม่ใช่ปัญหาของผม!”
“ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย ฉันไม่อยากให้นายมาตามติดชีวิตของฉัน!”
“คิดว่าผมอยากตามติดชีวิตของคุณหนูหรือไง เลิกอาละวาดแล้วสงบสติอารมณ์ตัวเองได้แล้วจะได้ไปเรียน!” เขาดุ เธอทำท่าจะอาละวาดอีก นักรบชี้หน้าหญิงสาวที่สวยแต่รูปจูบไม่หอม
“ถ้าไม่ทำตามคำสั่งผม ผมจะให้ท่านภุชงค์ตัดเงินเดือนคุณหนูตอนนี้เลย” นักรบขู่ ซึ่งมันก็ได้ผล พราวณิรินทร์เงียบปาก พยายามสงบสติอารมณ์ แต่ยังกระฟัดกระเฟียด ฉวยกระเป๋าเดินไปขึ้นรถทันที
นักรบส่ายหัวแล้วเดินตามอย่างหงุดหงิดไม่แพ้กัน ให้ไปสู้กับคนร้ายเป็นร้อยเป็นพันคน ให้ไปสู้กับทหารประเทศเพื่อนบ้านในแถบชายแดน ยังไม่เหนื่อยเท่ากับตามติดชีวิตคุณหนูเอาแต่ใจคนนี้เลย จิตวิทยาที่เรียนมาทั้งหมด คงต้องงัดเอามาใช้ปราบพยศเด็กดื้อคนนี้เสียแล้ว!
