บทที่ 10 ไม่ได้อยากกลับมา 9
ที่นี่จะต้องเป็นมิติของเราแน่เลย ติงเหยียนคิดในใจ หลังจากอับโชคแล้วก็ได้มิติมาชดเชยเหรอ ความไม่แน่ใจถูกสิ่งที่เห็นตรงหน้าสั่นคลอน เขาภาวนาให้เป็นมิติเหมือนที่เคยได้ยินมาจริง ๆ จะได้ไม่ต้องหวาดระแวงอะไรอีกแล้ว หรือถ้าสิ่งนี้กลายเป็นเพียงความฝัน เขาก็ขอใช้เวลานี้เพลิดเพลินดื่มด่ำไปกับความสุขตรงหน้าให้นานหน่อย เมื่อความคิดตกผลึกแล้วก็มาสำรวจตรงหน้าต่อ
จนถึงตอนนี้ติงเหยียนยังไม่เห็นคนอื่นแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้น บ้านหลังนี้จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเขา คิดถึงเมื่อก่อนเวลาได้ยินคนอื่นพูดถึงมิติที่ใช้เก็บของได้ ก็ได้แต่นึกอิจฉา และแค้นตัวเองที่ไม่มีอย่างเขาบ้าง พอตอนนี้ได้มีเป็นของตัวเองต้องสำรวจให้ทั่ว
ชายหนุ่มเดินดูภายในตัวบ้าน ตรงหน้าเป็นห้องโถงสำหรับนั่งเล่นและรับแขก ทางซ้ายของตัวบ้านเป็นห้องครัว ด้านในเพียบพร้อมด้วยวัสดุอุปกรณ์สำหรับทำอาหารใหม่เอี่ยม ออกจากห้องครัวมาทางขวาของตัวบ้านจะมีผนังกั้น ด้านหลังซ่อนบันไดสำหรับขึ้นไปชั้นบน ชั้นที่ 2 ของบ้านถูกออกแบบไว้อย่างสวยงาม ถ้าไม่สังเกตจากด้านใน จะไม่มีทางรู้เลยว่ามีบันไดและห้องเก็บของอยู่
บริเวณชั้น 2 มีห้องนอน 2 ห้อง ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว แต่ละห้องกว้างขวางอยู่ได้อย่างสบายไม่อึดอัด มองลงไปจากทางหน้าต่างจะเห็นวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละห้อง ซึ่งติงเหยียนเลือกห้องที่ใหญ่ที่สุดและเป็นห้องที่หันหน้าออกไปทางสวนผลไม้ สามารถมองเลยไปเห็นทะเลกับหาดทรายได้ชัดเจน
เลือกห้องนอนเสร็จเขาเดินกลับลงมาด้านล่างด้วยความสบายใจ ติงเหยียนมีความสุขจนถึงขนาดเดินฮัมเพลงโยกหัวเบา ๆ ตลอดเวลาของการสำรวจมิติเลยทีเดียว แต่อารมณ์ดี ๆ ของเขาต้องสะดุดลงทันทีที่นึกออกว่าแล้วเขาจะออกไปหรือนำของที่ซื้อไว้เข้ามาที่มิตินี้ยังไง
ถ้าเกิดกลับไปยังโลกอันเต็มไปด้วยซอมบี้แทนที่จะเป็นโลกเดิมก่อนการระบาดของเชื้อไวรัสล่ะ แค่คิดก็หนาวเยือกจนต้องลูบต้นคอ
ไม่ลองก็ไม่รู้ เขาเสียจนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
ติงเหยียนหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจตามร่างกายของตัวเองว่ามีสัญลักษณ์อะไรที่สื่อถึงมิตินี้หรือเปล่า แต่ก็ไม่มี
เขาพึมพำแล้วลองหลับตาลง “แล้วถ้าคิดเอาล่ะ”
ในใจคิดว่าอยากออกจากมิตินี้ ตอนนั้นเองติงเหยียนรู้สึกเหมือนโลกหมุน พอลืมตาอีกทีก็กลับมานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมตัวเดิมก่อนที่จะเผลอหลับไปแล้ว
“ออกมาแล้ว” ติงเหยียนตะโกนเสียงดัง ที่ดีใจยิ่งกว่าคือไม่ได้กลับไป ในช่วงเวลาของวันสิ้นโลกอันโหดร้าย
“กลับมาเกิดใหม่จริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ” ติงเหยียนหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะเอามือตะครุบปากตัวเองไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสียงตะโกนของตัวเองจะไปรบกวนเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ กลางดึก
ใช่... กลางดึก ตอนแรกเขาคิดว่าโลกของความเป็นจริงจะเป็นตอนกลางวันแต่สิ่งที่แสดงให้เห็นอยู่ตรงหน้าคือนาฬิกาที่บอกว่าตอนนี้เป็นเวลาตีสอง
“แสดงว่าเวลาในมิติกับด้านนอกไม่ตรงกันสินะ ต่อไปต้องลองสังเกต ดูแล้วว่าเวลาแตกต่างกันเท่าไหร่ จะได้ไม่ไปทำให้คนอื่นผิดสังเกตเวลาที่ต้องเข้าออกมิติ” ความดีใจที่ตัวเองมีมิติแถมยังเป็นมิติแบบพิเศษ ทำให้ติงเหยียน นอนไม่หลับอีกต่อไป เขาวิ่งขึ้นชั้นบนลองเอามือแตะสิ่งของกองใหญ่ที่วางสุมกันไว้ หลังจากแตะมือลงไปที่ข้าวของซึ่งเตรียมเอาไว้พร้อมคิดในใจว่า เก็บเข้ามิติ ของทั้งกองนั้นก็หายวับไปกับตา จากนั้นก็มีภาพแวบเข้ามาในหัวให้เห็นถึงกองสิ่งของต่าง ๆ ที่เก็บเมื่อครู่นี้กองอยู่หน้าบ้านในมิติ
ติงเหยียนใจเต้นแรง หน้าแดงก่ำ ทั้งร่างเหมือนจะเปล่งแสงแห่งความสุขออกมาได้ ลืมเลือนฝันร้ายไปเลย เขาเดินไปแตะสิ่งของทุกอย่างภายในบ้านให้ไปอยู่ในมิติจนหมด เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาขโมยของหรือมีพื้นที่ไม่พอเก็บของ แถมถ้าหากมีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นเขาสามารถหนีหลบเข้าไปอยู่ในมิติได้เลยทันที จะว่าไปเขาก็มีโชคเหมือนกันนะเนี่ย
เช้าวันต่อมาหลังจากเก็บข้างของที่ซื้อมาเข้าไปในมิติ ติงเหยียนตัดสินใจ จะหยุดออกไปซื้อของก่อน 1 วัน และเลือกที่จะใช้เวลาทั้งวันจัดระเบียบสิ่งของภายในมิติให้เรียบร้อยก่อน ชายหนุ่มนั่งลงหยิบกระดาษ ปากกาเตรียมจดบันทึก
“วันนี้ต้องเริ่มทำอะไรหลายอย่างเลยนะเนี่ย” ติงเหยียนคิดในใจ ขณะหยิบปากกาขึ้นมาจดรายการสิ่งที่ต้องจัดการ เขาวางแผนไว้แล้วว่าจะต้องสร้างชั้นวางของเพิ่ม ไม่ใช่หาซื้อแต่ตัวเขาจะตัดไม้ไผ่ที่เห็นอยู่หลังบ้านมาทำเป็นชั้นวางของ เพื่อจัดเก็บสิ่งของที่เขานำเข้ามาในมิติ จะได้มีที่เก็บของให้เป็นระเบียบไม่ยุ่งเหยิง สามารถเข้าถึงได้ง่าย อ้อ ๆ ต้องทำเพิงจากผ้าเต็นท์ที่มีอยู่เพื่อเอาของเก็บไว้ด้านในด้วย เนื่องจากไม่รู้ว่าในมิติจะมีฝนหรือหิมะตกหรือไม่ ยังไงก็ต้องป้องกันไว้ก่อน
“อืม แล้วยังมีอะไรอีกนะ อ้อ ต้องทำป้ายแปะด้วยว่าอะไรอยู่ตรงไหน จด ๆ” มือขยับยุกยิกจดสิ่งที่คิดได้ลงกระดาษกันลืม
เด็กหนุ่มกลับเข้ามาในมิติและเริ่มใช้ความคิดควบคุมสิ่งของให้เคลื่อนย้ายตามที่ตัวเองต้องการ เขาคิดวิธีนี้ได้โดยบังเอิญ ตอนแรกเขายกของที่กองอยู่ด้วยตัวเอง แต่ยกเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จสักทีเลยนึกขึ้นเล่น ๆ ว่าขอให้ลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กองอยู่ด้านหน้าลอยไปด้านซ้ายมือ แล้วก็ต้องตกใจ อ้าปากค้างเพราะทันทีที่คิดเสร็จลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านั้นก็ลอยไปวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบทางด้านซ้ายมือจริง ๆ เลยทำให้เขารู้ว่าสามารถใช้ความคิดสั่งการสิ่งของในมิตินี้ได้ ติงเหยียนชอบที่สุด
แยกสิ่งของตามประเภทของกิน ของใช้เสร็จ งานต่อมาคือการตัดไม้ไผ่ ติงเหยียนฝึกควบคุมพลังจิตของตัวเอง จนมั่นใจได้ว่าพลังจิดของเขานิ่งพอจะไม่ทำให้ของอย่างอื่นในมิติเสียหายจึงเริ่มลงมือใช้พลังจิตที่มีตัดไม้ไผ่หลังบ้าน การทำแบบนี้ช่วยให้การตัดไม้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วราบรื่น
