บทที่ 11 ไม่ได้อยากกลับมา 10
เมื่อมีมิติแล้วติงเหยียนก็ไม่ได้ชะล่าใจ เด็กหนุ่มเข้าไปทำความสะอาดเก็บของ ปลูกเมล็ดพันธุ์ ขึ้นแปลงเตรียมปลูกผักผลไม้ จับนู่นจับนี่อยู่ทุกวัน คืนนี้ก็เช่นกัน ติงเหยียนแทบจะสิงอยู่ในมิติตลอดทั้งวัน หากไม่ติดว่าต้องออกไปเตรียมการอย่างอื่น เขาคงจะนาน ๆ ออกมาข้างนอกที
หลังจากออกมาด้านนอก ติงเหยียนรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนโดนอะไรสูบแรงไปจนหมด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายไปทุกส่วน ต้องค่อย ๆ เดินเกาะผนังบ้าน เกาะราวบันไดขึ้นไปชั้นสอง ทั้ง ๆ ที่บันไดบ้านไม่ได้สูงกว่าเดิม แต่ในตอนนี้ติงเหยียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังปีนอยู่บนภูเขาสูงชัน กว่าจะก้าวขาออกไปได้แต่ละก้าว มันช่างทรมานจนอยากจะล้มตัวลงนอนกลางบันไดนี้ไปเลย ในใจก็ได้แต่คิดไปด้วยว่าอีกนิดเดียว อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว จะได้นอนพักแล้ว อดทนไว้ ๆ
กว่าจะเดินมาถึงห้องนอนที่ชั้นบนได้เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับเหงื่อไหลออกมาเหมือนคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สนใจอะไรแล้ว ไม่สนใจด้วยว่าตัวเองจะเปื้อนฝุ่นหรือจะเหนียวตัว ล้มตัวลงบนเตียงพร้อมกับสติที่ดับวูบลงทันที
ติงเหยียนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสายของวันต่อมา เพราะเสียงท้องที่ร้องประท้วงไม่หยุดให้หาอะไรมาเติมเต็มกระเพาะอันว่างเปล่าของเขา ตอนนี้หิวจนแสบท้องไปหมด จำได้ว่าเมื่อวานหลังออกจากมิติก็หลับเป็นตายเลย ไม่ได้ตื่นมาหาอะไรกิน
หลังอาบน้ำทานข้าวจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว ติงเหยียนจึงมานั่งที่ โต๊ะคอมพิวเตอร์พร้อมกับคว้ากระดาษและปากกาออกมาบันทึกสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้ความคิดหรือพลังจิตสั่งการในมิติ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าถ้าหากใช้ความคิดหรือพลังจิตสั่งการในมิติอย่างหักโหมจะทำให้เหนื่อยล้าจนหมดแรง
ชายหนุ่มวางแผนการฝึกใช้พลังจิตในมิติทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพิ่มระยะเวลาในการใช้ไปเรื่อย ๆ จากหนึ่งชั่วโมง เพิ่มเป็นสองชั่วโมง จนร่างกายคุ้นชิน จะไม่หักโหมมากเกินไปอีกเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น เพราะความรู้สึกหมดแรงและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นหลังจากพลังหมดสุดจะทนจริง ๆ
วันนี้เขาวางแผนจะออกไปซื้อของเพิ่มช่วงบ่าย เขาตั้งใจจะไปซื้อเนื้อสัตว์มาตุนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ ปลา แล้วก็จะไปซื้อพวกอาหารสำเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ มาเก็บไว้ในมิติ ถึงตัวคนเดียวจะกินไม่หมด แต่พอถึงวันสิ้นโลกก็ยังสามารถเอาไปไว้แลกกับสินค้าและสิ่งของอื่น ๆ จากทางฐานที่มั่นได้ มีไว้ยังไงก็ไม่ขาดทุนแน่นอน
ติงเหยียนปิดล็อกประตูบ้านเรียบร้อยก็เตรียมจะขึ้นรถขับออกไปข้างนอก แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปคือบ้านหลังข้าง ๆ มีคนมาอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่เขาก็ไม่ได้สังเกต แต่เพื่อนบ้านใหม่คนนี้หน้าตาหล่อไม่ธรรมดาเลย เรียกได้ว่างานดีทีเดียว เสียอย่างเดียวเพื่อนบ้านคนนี้มีลูกมีเมียแล้วนี่สิ
ถามว่ารู้ได้ยังไง ก็เขาเห็นคาร์ซีทของเด็กที่กำลังถูกนำมาติดตั้งในรถ หลังจากเพื่อนบ้านเดินกลับเข้าบ้านไปสักพักก็อุ้มเด็กทารกน้อยตัวขาวอวบอ้วนวัย 3 -4 เดือนออกมา ไม่รู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชา แต่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ตัวอ้วนจ้ำม่ำ น่าฟัดเป็นที่สุด
ผู้ชายที่อุ้มเด็กอยู่น่าจะสังเกตเห็นว่าเขายืนจ้องอยู่นานแล้วจึงหันกลับมามองด้วยสายตาเย็นชาปราศจากจนเขาสะดุ้ง หลุดออกจากภวังค์เคลิบเคลิ้มเลยทันที ด้วยกลัวว่าจะถูกฆาตกรรมด้วยสายตาจากเพื่อนบ้านงานดี ติงเหยียนจึงรีบเปิดประตูขึ้นรถยนต์แล้วขับออกไปอย่างความรวดเร็ว
เกือบไปแล้ว อะไรเป็นสาเหตุทำให้ผู้ชายที่ดูดีขนาดนั้นมีสายตาที่เหมือนกับพร้อมจะฆ่าคนให้ตายได้ตลอดเวลากันนะ สายตาที่มองมาด้วยความเย็นชานั่นถ้าเปรียบกับใบมีดละก็เรียกได้ว่าคมกริบเลยทีเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งขนหัวลุก สุดท้ายเพื่อความปลอดภัย ติงเหยียนจึงได้แต่เตือนตัวเองว่าถ้าไม่อยากมีปัญหาอย่าในภายหลัง อย่าไปยุ่งกับเพื่อนบ้านคนใหม่นี้เด็ดขาด หล่อแค่ไหนก็ห้ามยุ่ง แต่ก็นะคนหล่อที่มีเจ้าของแล้วเนี่ยสำหรับติงเหยียนเรียกว่าหล่อเสียของ
สถานที่แรกที่ติงเหยียนไปคือโรงฆ่าสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลี่อัน เขาต้องการแวะมาซื้อเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ทำจากเนื้อหมู เช่น ไส้กรอก ฮอทดอก หรือแม้แต่กุนเชียงก็สามารถหาได้จากร้านค้าสหกรณ์ของทางโรงฆ่าสัตว์ การแวะมาที่นี่ทำให้เขาประหยัดเวลาในการซื้อของไปได้มากเลยทีเดียว แถมยังได้ราคาถูกกว่าในตลาดหรือในห้างอีกด้วย
เมื่อขับรถมาถึงโรงงานฆ่าสัตว์ ชายหนุ่มก็ทำการติดต่อกลับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายในออฟฟิศเพื่อสอบถามเรื่องราคาและการสั่งซื้อ
“สวัสดีครับ ผมต้องการซื้อเนื้อหมูและพวกเครื่องในรวมถึงผลิตภัณฑ์ จากเนื้อสัตว์ที่แปรรูปแล้วจำนวนมาก รบกวนช่วยบอกราคาได้ไหมครับ”
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าต้องการซื้อเยอะเท่าไหร่ครับ ทางเรามีราคาส่งให้กับทางพ่อค้าแม่ค้าและคนที่สั่งซื้อในจำนวนมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้นติงเหยียนจึงรีบแจ้งไปทันทีว่าเขาต้องการซื้อเนื้อหมูสันนอกและสันในจำนวน 150 กิโลกรัม หมูบด หมูสามชั้น มันหมูอย่างละ 100 กิโลกรัม ขาหมู 100 ขา และพวกเครื่องในต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้หมู กระเพาะและตับ ติงเหยียนกล้าที่จะสั่งพวกเครื่องในจำนวนมากเพราะรู้ว่าเครื่องในเหล่านี้ ไม่เป็นที่นิยมนำมาทำอาหารจึงมีราคาถูก แต่ในสิ้นโลก ณ ตอนนั้นมีอะไรก็ต้องกิน เขาไม่ชอบกินก็ยังเอาไว้แปรรูปเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับคนอื่นได้
“นอกจากนี้ผมยังต้องการสั่งพวกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมู ฮอทดอก ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้นและกุนเชียง ไม่ทราบว่าคุณตอนนี้มีสินค้าพร้อมขายบ้างไหมครับ ขายเป็นกิโลกรัมหรือว่าแพ็คเอาไว้แล้ว”
“ผลิตภัณฑ์จำพวกไส้กรอก ฮอทดอก ทางโรงงานของเรามีแบบแพ็คเอาไว้เป็นแพ็คละ 1 กิโลกรัมและมีแบบที่ขายยกถุง ถุงละ 50 -100 กิโลกรัม ไม่ทราบว่าคุณสนใจแบบไหนครับ สำหรับกุนเชียงทางโรงงานของเราได้จัดทำ เป็นแพ็คเหมือนกันครับหรือจะสั่งเป็นกิโล 50 กิโลหรือ 100 กิโลแบบนี้ก็ได้ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมพาเดินชมในคลังสินค้าก่อนครับ เผื่อคุณลูกค้าอยากได้อะไรเพิ่มเติม”
พอพนักงานขายได้ยินจำนวนของสินค้าที่ติงเหยียนสั่งก็ยิ้มจนหน้าบาน รีบบอกราคากับติงเหยียนที่กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ พร้อมทั้งเสนอด้วยว่าจะจัดส่งไปให้ถึงที่ ลูกค้าเพียงแค่บอกที่อยู่ไว้ไม่ต้องยุ่งยากขนไปเอง ได้ยินดังนั้น ติงเหยียนจึงบอกที่อยู่อย่างไม่ลังเล
ผลัก!
เสียงเปิดประตูออฟฟิศดังขึ้นในตอนที่ติงเหยียนและเจ้าหน้าที่กำลังคุยกัน ทำให้ทั้งสองคนต้องหันไปมอง ติงเหยียนที่มองเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามาในออฟฟิศถึงกับตาโตอ้าปากค้าง คนที่เดินเข้ามาใหม่เป็นผู้ชายรูปร่างสูง ผิวขาวสะอาดสะอ้าน ด้านหน้ามีเป้สะพายเด็ก ในนั้นมีเด็กตัวอวบอ้วนอยู่ นึกไม่ถึง จริง ๆ ว่าจะได้มาเจอกับคุณเพื่อนบ้านงานดีที่โรงงานฆ่าสัตว์
ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใหม่เมื่อเห็นติงเหยียนอยู่ด้านในกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายก็ชะงักไปนิดหน่อย ด้วยชายหนุ่มเองก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับเพื่อนบ้านตัวเล็กหน้าตาดีแต่ดูไม่ค่อยจะปกติคนนี้ที่นี่เหมือนกัน ทำไมเขาถึงคิดว่าเพื่อนบ้านคนนี้ไม่ปกติน่ะเหรอ ก็จะมีคนสมองปกติดีที่ไหนมายืนจ้องคนไม่รู้จักอยู่อย่างนั้นบ้าง
“สวัสดีครับผมต้องการซื้อเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูจำนวนมาก ไม่ทราบว่าจะช่วยชี้แจงรายละเอียดและราคาของสินค้าต่างให้ด้วยได้ไหมครับ” เพื่อนบ้านของติงเหยียนเอ่ยพูดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย โดยที่เจ้าตัวไม่หันมามองติงเหยียนแม้แต่นิดเดียว แถมยังเอามือขึ้นมากอดเด็กน้อยตัวอวบอ้วนที่กำลังยิ้มแย้มและหัวเราะ ทำเสียงอ้อแอ้ ๆ ให้แน่นขึ้น ทำอย่างกับกลัวว่าติงเหยียนจะไปฉกเด็กออกมาจากกระเป๋าสะพายด้านหน้า
“แอ้ แอ้” แต่ก่อนจะมีใครพูดอะไรเด็กน้อยก็ส่งเสียงแทรก แถมยังชูไม้ชูมือมาทางติงเหยียนเหมือนจะบอกว่ามาอุ้มหนูหน่อย
ติงเหยียนเห็นเด็กน้อยยื่นมือมาหาก็เดินขยับเข้าไปยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้ยื่นมือออกไปจับมือเด็กน้อยก็ชะงักไป ด้วยนึกขึ้นได้ว่าต้องทักทายพ่อเด็กก่อน คิดได้ดังนั้นติงเหยียนจึงค่อย ๆ ช้อนตาขึ้นมา มองไปทางเพื่อนบ้านพร้อมกับผงกหัวทักทาย
“สวัสดีครับ ผมชื่อติงเหยียนเป็นเพื่อนบ้านของคุณ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“อืม” ทางคนที่โดนทักทายตอบแค่นั้นแล้วก็เงียบไปไม่พูดอะไรอีก
ติงเหยียนที่ได้ยินคนบอกแค่นั้นก็เกิดอาการไปไม่ถูก สรุปแล้วเพื่อนบ้านของเขาคนนี้พูดออกมามากกว่านั้นจะทำให้อีกคนขาดใจตายหรือยังไง เขาล่ะอยากจะถามออกไปจริง ๆ ถ้าไม่ติดว่ากลัวโดนอีกคนฆ่าด้วยสายตาน่ะนะ ด้วยเหตุนี้ติงเหยียนจึงทำได้แค่ค้อนตาส่งให้อีกคน
พนักงานฝ่ายขายที่ยืนอยู่เห็นบรรยากาศท่าจะไม่ดีจึงรีบบอกว่าไหน ๆ ก็มาซื้อของเหมือนกันแล้ว แถมทั้งคู่ยังดูเหมือนจะรู้จักกันด้วย ก็ให้ไปเดินดูสินค้าพร้อมกันเลย
ทางด้านของติงเหยียนและคุณเพื่อนบ้านที่เขายังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อจึงได้เดินตามพนักงานฝ่ายขายออกไป
โรงงานของที่นี่ใหญ่มากจริง ๆ แบ่งออกเป็นหลายส่วน ทั้งส่วนที่เป็นโรงงานสำหรับการชำแหละเนื้อหมูและส่วนของโรงงานแปรรูป กว่าจะเดินเลือกสินค้าที่ต้องการเสร็จก็กินเวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง เมื่อสั่งของทั้งหมดที่ต้องการแล้วก็ดำเนินการจ่ายเงินและรอของไปส่งที่บ้านเท่านั้น
เสร็จจากโรงงานฆ่าหมู ติงเหยียนก็ขับรถตรงไปที่ฟาร์มไก่ เขาสั่งไก่ทั้งตัว เนื้อส่วนอก สะโพก น่อง รวมถึงเครื่องในเป็นจำนวนมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่เก็บ เขาได้สั่งซื้อถังน้ำแข็งขนาดใหญ่และตู้แช่แข็งตู้ใหญ่ไปเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้ว ยิ่งตอนนี้เขามีมิติอยู่ยิ่งสบายขึ้นไปอีก ยังไงซะถ้าเอาไปไว้ในมิติเนื้อพวกนี้ก็ไม่มีวันเสีย เขาทดลองมาแล้ว เก็บของเข้าไปยังไงสภาพตอนนำออกมาก็ยังคงเป็นแบบนั้น
นอกจากของสดเขายังไปสั่งซื้อกับข้าวและของกินจำพวกเกี๊ยวซ่า ซาลาเปา ขนมจีบ หมูย่าง เป็ดย่าง หมูพะโล้กับพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก กับข้าวบางอย่างที่ขายตามตลาดราคาก็ถูกกว่าซื้อเป็นแพ็คแช่แข็ง อาหารอะไรที่ขั้นตอนทำยุ่งยากก็ไม่ต้องเหนื่อยทำเอง คุ้มแสนคุ้ม
