บทที่ 15 ไม่ได้อยากกลับมา 14
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของความสงบสุขของแล้ว ติงเหยียนนับวันยิ่งรู้สึกนั่งไม่ติด เขาตรวจนับสิ่งของ เช็กลิสรายการซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ ยอมรับตรงนี้เลยว่าเขากลัว...กลัวมากว่าจะผิดหรือพลาดสิ่งใดไป ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแล้วทุกอย่างที่เตรียมไว้หายไป เขาต้องเป็นบ้าแน่
“เออ จริงสิช่วง 2 - 3 วันนี้ผมอาจจะไม่ได้มาหาเสี่ยวจื้อหมิงนะครับ พอดีต้องไปจัดการธุระนิดหน่อย” ติงเหยียนรีบร้อนบอกจินโม่ฝางทันทีที่อีกฝ่ายเดินผ่านหน้าบ้าน
ธุระที่ว่าก็คือการไปซื้อลูกหมู ลูกเจี๊ยบ ลูกเป็ด แพะ วัวนม พันธุ์ปลา รวมถึงอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ที่จะเอาเข้าไปไว้ในมิติ พวกสัตว์ใหญ่เขาตั้งใจจะซื้อแค่ตัวผู้กับตัวเมียอย่างละ 2 คู่ ส่วนวัวนมมีราคาสูงมากจะซื้อแค่คู่เดียว ตอนนี้เขาจัดการกับของในมิติเสร็จแล้ว เพิ่งจะได้รู้ไม่นานนี้เองว่าบ้านในมิติมีห้องใต้ดินด้วย เขาจึงทำการย้ายของพวกตู้แช่เนื้อสัตว์และอาหารต่าง ๆ ไปเก็บไว้ในนั้น ส่วนที่เหลือก็ยังอยู่ในโกดังเก็บสินค้าที่เขาลงมือสร้างแบบง่าย ๆ เอาไว้
นอกจากนี้เขายังสร้างคอกเลี้ยงสัตว์ และขุดบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืดเตรียมเอาไว้แล้วด้วย เรียกได้ว่ากว่าจะทำของพวกนี้เสร็จสิ้นติงเหยียนแทบจะไม่เหลือแรงขยับตัวเลย เขาต้องรีบหาวิธีเพิ่มพลังจิตของตัวเองให้เร็วที่สุด ขืนเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ใช้พลังจินจัดการเรื่องในเขาต้องแย่แน่
“คุณมีอะไรจะให้ผมช่วยหรือเปล่า” จินโม่ฝางชะงักฝีเท้าพลางเอ่ยถาม ใจอยากบอกอีกฝ่ายเหลือเกินว่าถ้าไม่จำเป็นช่วงนี้อย่าออกไปไหนจะดีที่สุด
“ขอบคุณครับ แต่ว่าไม่มีอะไรหรอก แค่จะไปจัดการธุระเรื่องงานครับ”
“อืม ถ้าจะให้ช่วยอะไรก็บอก”
ติงเหยียนพยายามสงบจิตใจแล้วฉีกยิ้มกว้างตอบกลับ “ถ้ามีผมจะรีบบอกเลย ขอบคุณอีกครั้งครับ”
วันนั้นหลังกลับจากไปซื้อของด้วยกัน สุดท้ายติงเหยียนก็ไม่ได้คำตอบของเรื่องที่ถามค้างไว้ เพราะจินโม่ฝางไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดถึงเรื่องที่คุยค้างไว้อีกเลย อีกคนทำงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา ส่วนเขาต้องไปดูแลเสี่ยวจื้อหมิงที่ตื่นขึ้นมาร้องไห้โยเยเพราะไม่เห็นใครอยู่ข้าง ๆ เลยสักคน พลาดโอกาสดีไปอย่างน่าเสียดาย แต่เอาเถอะคราวหน้ายังมี รอเขาจัดการเรื่องตรงหน้าได้ก่อนยังทัน
เช้าตรู่ของวันต่อมาติงเหยียนไม่รอช้าขับรถของเขาออกมาแต่เช้าเพื่อไปที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์นอกตัวเมือง ที่นั่นเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ของเมือง คุณสามารถหาซื้อสัตว์ที่ต้องการได้จากสถานที่แห่งนั้นโดยไม่ต้องขับรถไปที่อื่นให้ยุ่งยาก แต่ก่อนจะไปที่ฟาร์ม ติงเหยียนแวะเปลี่ยนรถเป็นรถบรรทุกพ่วงสำหรับขนลูกสัตว์ ซึ่งเขาโทรมาทำเรื่องขอเช่าเอาไว้ล่วงหน้า เจ้าตัวไม่คิดจะใช้บริการขนส่งของทางฟาร์มเพราะเขาจะได้เก็บลูกสัตว์เขามิติได้สะดวก ไม่ต้องมาระแวงว่าจะมีคนสงสัยว่าเขาเอาลูกสัตว์ไปไว้ที่ไหน อีกอย่างในหมู่บ้านจัดสรรที่เขาอาศัยอยู่เอารถขนสัตว์พวกนี้เข้าไปก็ผิดสังเกตตายเลย
ติงเหยียนเลือกซื้อลูกสัตว์หลากหลายชนิดจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ค่อนข้างใหญ่โดยตรง ทำให้ไม่เสียเวลาในการต้องวิ่งไปมาหลายที่ เขายังซื้อไข่ไก่ ไข่เป็ดเป็นจำนวนมากไปติดบ้านไว้อีกด้วย ไม่มีอะไรกินหรือเบื่ออาหารอย่างน้อยต้มไข่หรือทำไข่น้ำกินก็ยังได้
ใช้เวลาเลือกอยู่นานหลายชั่วโมง เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละสายพันธุ์ทั้งความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศ การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเล่นเอาเสียเวลาไปไม่น้อย
หลังจากเดินดูสัตว์ที่จะซื้อเรียบร้อยแล้วก็ให้คนงานทยอยขนลูกสัตว์และไข่เป็ดไข่ไก่ที่ซื้อไปขึ้นรถบรรทุกพ่วง เนื่องจากลูกสัตว์พวกนี้ตัวเล็กไม่กินพื้นที่ในรถ แค่ใส่กรงแยกชนิดไว้ก็ขนย้ายได้สะดวก
ติงเหยียนขับรถออกมาได้สักพักก็เลี้ยวเข้าจอดข้างทาง ถือเป็นโชคดีที่ฟาร์มนี้อยู่นอกตัวเมืองทำให้ถนนแถวนี้มีรถขับผ่านไปมาค่อนข้างน้อย รอจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีรถผ่านมา ติงเหยียนก็ปีนขึ้นไปบนท้ายรถพ่วงและเริ่มทำการเก็บสัตว์ทั้งหมดเข้ามิติไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ขับรถเปล่าไปคืนทางร้านเช่า
กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นช่วงเวลา 19:00 น. แล้ว พอเข้าบ้านก็หาอาหารใส่ท้อง นอนหลับสักงีบและเข้าไปในมิติเพื่อจัดการเอาสัตว์ที่ซื้อมาวันนี้เข้าคอกเข้าเล้าที่เตรียมไว้ แต่พอเข้าไปติงเหยียนก็ได้แต่ตกตะลึงเพราะสัตว์เหล่านั้นได้เข้าไปอยู่ในคอกและโรงเรือนที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มีเพียงแพะและวัวที่เดินกินหญ้าสดใหม่อยู่ในทุ่งกว้างอย่างอิสระ จากที่ตอนแรกคิดว่าจะเข้ามาจัดการให้เรียบร้อย กลายเป็นว่ามิติของเขาดำเนินการให้เสร็จสรรพ ทำให้อดยิ้มออกมาอย่างดีใจไม่ได้ มันช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาได้เยอะเลยทีเดียว
ติงเหยียนเดินตรวจตราดูทุกตารางนิ้ว สำรวจในทุก ๆ คอกและโรงเรือนซึ่งมีลูกสัตว์อยู่ เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ ชายหนุ่มจึงเดินไปจัดการขึ้นแปลงและโรยเมล็ดผักจำพวกผักกาดขาว ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า แครอท หัวไชเท้า รวมถึงเครื่องเทศอีก 4 ชนิดที่เตรียมเอาไว้ โดยแยกแปลงปลูก ปลูกชนิดละ 2 แปลง
เสร็จจากการปลูกผักและเครื่องเทศ เขาก็เดินเข้าไปในบ้านเพื่อนำเนื้อหมูออกมาหมักและตากแดดทำหมูแดดเดียวเก็บไว้เพิ่ม เขาถือคติมีมากไว้ดีกว่าขาด ทำไว้หลายสูตรหลายแบบเพื่อรสชาติที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซากจำเจ
หลังจากเลือกสัตว์บกแล้ววันนี้ก่อนเอารถเช่าไปคืนติงเหยียนยังแวะไปซื้อพันธุ์ปลาน้ำจืดชนิดทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักมาปล่อยไว้ในสระที่ขุดไว้ แถมได้ของทะเลสดและของทะเลตากแห้งมาเก็บเอาไว้ด้วยอีกหลายชนิด ถึงของทะเลจะแพงแต่ถ้ามีติดไว้เมื่อถึงเวลา สามารถนำมากินเองก็ได้หรือเอาวางขายทำกำไรยิ่งดี แต่เขาคิดว่าคงจะนำมาไว้กินมากกว่า เพราะถ้าหมดไปก็ไม่รู้จะหาได้จากที่ไหนอีก หลังจากนี้เขาจะเก็บตัวไม่ออกไปไหนไกลเกินกว่าบ้านของจินโม่ฝาง
ติงเหยียนเกรงว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปจากที่เคยเจอมา อาจจะเกิดก่อนเวลาก็ได้ เดาจากภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากทั้งภัยธรรมชาติและจากโรคระบาดที่แพร่อย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนเกิดอาการผิดปกติของระบบการทำงานในร่างกาย ภูมิคุ้มกันต่ำ ในช่วงแรกผู้คนจะเจ็บป่วยและล้มตายตามปกติ ที่ผิดปกติคืออัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มเป็นทวีคูณ เรียกได้ว่ามีการเสียชีวิตทุกชั่วโมง
ต่อมาเชื้อจะกลายพันธุ์ทำให้คนตายฟื้นคืน คนที่ติดเชื้อไวรัสอาการแย่จนเข้าสู่สภาวะโคม่า ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ระบบในร่างกายล้มเหลวเฉียบพลัน และจะฟื้นตื่นขึ้นมาในอีกโลก ไม่ใช่โลกหลังความตายที่เอ่ยถึงในพระคัมภีร์ ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นนิรันดร์อันสงบสุข แต่เป็นโลกของความกระหายเลือดเนื้อ โลกของซอมบี้
ตอนนี้สถานการณ์โลกเคร่งเครียดมากขึ้น คนป่วยมีมากจนล้นโรงพยาบาล ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะมีคนติดเชื้อโรคระบาดเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่า ในต่างประเทศอีกหลายสิบประเทศที่มีการจัดการด้านสุขอนามัยไม่ดี เชื้อไวรัสระบาดไปอย่างรวดเร็วทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์ บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือพยาบาลต่างวิ่งวุ่นทำงานกันจนไม่ได้พักผ่อน เหล่านักวิจัย นักวิทยาศาสตร์เร่งหาหนทางแก้ไข นานาประเทศหันมาร่วมมือกันในการคิดค้นยาและวัคซีนป้องกันไวรัส แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย ไม่ว่าจะใช้ยาชนิดใดก็ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ มีแต่จะทำให้อาการของคนที่ได้รับยาทรุดลง
ซึ่งเหตุการณ์ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ติงเหยียนจำได้ แต่สถานการณ์คราวนี้ดูเหมือนจะรุนแรงมากกว่าเมื่อชีวิตที่แล้ว ช่วงนี้ผู้คนแทบจะไม่ออกจากบ้าน โรงงานก็สั่งหยุด บางแห่งปรับเปลี่ยนรูปแบบของการทำงานเป็นปฏิบัติงานจากที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าถูกสั่งให้เปิดเป็นเวลา หากละเมิดหรือแอบเปิดทำการจะโดนดำเนินคดีตามกฎหมายทันที สถานที่ท่องเที่ยวทยอยสั่งปิด เดือดร้อนกันทั่วทุกหัวระแหง ผู้คนไม่พอใจพากันเกาะกลุ่มรวมตัวประท้วงรัฐบาล ยิ่งเป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อลุกลามในกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก
ติงเหยียนกำลังกลัว กลัวว่าเหตุการณ์จะรุนแรงและเกิดขึ้นตอนที่เขาอยู่ไกลบ้าน เขาไม่อยากดิ้นรนหนีตายอีกแล้ว รสชาติของการต้องปากกัดตีนถีบ แย่งชิงกันแบบชีวิตก่อนเขาไม่ต้องการแล้ว
:
:
สามวันแล้วที่การทำอะไรก็ดูเร่งรีบไปซะทุกอย่าง สามวันเช่นกันที่เขาและจินโม่ฝางไม่ได้คุยกันเลย แต่ถ้าเดาไม่ผิดอีกคนก็น่าจะเตรียมตัวรับมือกับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเหมือนกัน วันนี้พอติงเหยียนตรวจตราบริเวณหน้าบ้านรวมทั้งหลังบ้านเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปกดกริ่งบ้านจินโม่ฝาง อีกฝ่ายไม่ปล่อยให้รอนานก็เดินออกมาเปิดประตูรั้วให้
“สวัสดียามสายครับ” ติงเหยียนทักทายพลางสังเกตสีหน้าของจินโม่ฝางไปด้วย คุณพ่อลูกหนึ่งดูเหนื่อยและเครียดพอสมควร เกิดอะไรขึ้น ไม่เจอกันแค่ 3 วันเอง
“อืม”
“คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ ดูเหนื่อย ๆ นะ”
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่ะ”
“ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ”
“อืม ขอบคุณที่เป็นห่วง”
“เสี่ยวจื้อหมิงล่ะครับ หลับเหรอ” ติงเหยียนเอ่ยปากถามด้วยความสงสัยที่ไม่เห็นเด็กน้อยบริเวณคอกเด็ก
“อยู่บนบ้าน ช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย” จินโม่ฝางตอบเสียงเครียด
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” ติงเหยียนถามกลับด้วยความเป็นห่วง
“ดูเหมือนจะเป็นไข้ แต่ผมโทรสอบถามหมอแล้ว ยาก็ถูกส่งมาแล้วล่ะ” ในตอนนี้ทุกโรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนป่วย ทางสถานพยาบาลรวมถึงทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเตือนและขอความร่วมมือประชาชนที่เจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออาการไม่รุนแรง ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล แต่ให้ติดต่อคุยกับทางคุณหมอและส่งยามาให้ที่บ้านแทน เป็นการรักษาทางไกล
“น้องเป็นมากี่วันแล้วครับ”
“สองสามวันแล้ว”
“ผมขอขึ้นไปหาน้องได้ไหม”
“เอาสิ”
ติงเหยียนล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนจะเข้าบ้านของอีกคนเพื่อความสะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรค ทั้ง 2 คนเดินตามกันขึ้นไปด้านบน จินโม่ฝางเปิดประตูห้องนอนให้ติงเหยียนเดินเข้าไปก่อน ส่วนตัวเองจะไปเอายามาให้ลูก
ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาเสี่ยวจื้อหมิงที่นอนซึมอยู่ในเปล ฝ่ายเด็กน้อยเมื่อเห็นพี่ชายคนสนิทที่หายหน้าหายตาไปหลายวันก็ชูไม้ชูมือเป็นการทักทาย
“แอ้ อือ” เสี่ยวจื้อหมิงส่งเสียงแหบแห้งออกมาเรียกหา
ติงเหยียนก้มตัวลงไปเอามือแตะหน้าผากเด็กน้อยเบา ๆ เพื่อวัดไข้
“อืม รู้สึกว่าตัวจะยังร้อนอยู่นิด ๆ นะ” ติงเหยียนพึมพำกับตัวเอง
“เอ๋ แอ้ ๆ ฮึบ” จินจื้อหมิงส่งเสียงร้องขยับตัวชูมือขึ้นเหมือนจะบอก ติงเหยียนว่ารีบอุ้มหนูขึ้นไปหน่อย เห็นแบบนั้นติงเหยียนก็ค่อย ๆ ใช้ 2 มือประคองตัวของเด็กน้อยขึ้นมาโอบกอดไว้อย่างเบาไม้เบามือด้วยกลัวจะทำให้เขาเจ็บเนื้อเจ็บตัว
แก๊ก เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นพร้อมกับจินโม่ฝางที่ก้าวเข้ามาในห้องนอน ในมือถือขวดนมและยาของเสี่ยวจื้อหมิง
“โอ๋ ๆ คนหล่อของพี่ ไม่สบายตัวเหรอครับ”
ติงเหยียนหยอกล้อกับเสี่ยวจื้อหมิงในอ้อมแขน ถึงแม้จะไม่ร่าเริงเท่าเดิมแต่ก็ยังพยายามจะเล่นกับเขาอยู่
