บทที่ 16 ไม่ได้อยากกลับมา 15
“แอ้ ๆ อื้อ ๆ มา ๆ มะ ๆ” จินจื้อหมิงอายุเกือบจะหกเดือนแล้ว เด็กน้อยเริ่มใช้เสียงเพื่อสื่อถึงอารมณ์ของตนเอง และเริ่มมีการเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน
“โห ๆ คนเก่งของพี่ ไหนลองเรียกพี่ชายให้ชื่นใจหน่อยสิ”
“พะ ๆ อา”
“เก่งมากครับ โอ๊ยพี่ใจละลาย” ติงเหยียนอดใจไม่ไหวก้มหน้าลงไปหอมแก้มเด็กน้อยเสียฟอดใหญ่
“เอามากินยาเถอะ” จินโม่ฝางยืนมองได้สักพักแล้วจึงพูดบอก
“อ๊ะ ครับ จะให้น้องกินตรงไหน”
“เอานอนบนที่นอนเลย คงต้องให้คุณช่วยจับจื้อหมิงไว้ด้วย”
“ไปกินนมอร่อย ๆ กันดีกว่า” ติงเหยียนพูดกับเสี่ยวจื้อหมิงในอ้อมแขน เขานำเด็กน้อยไปนอนบนที่นอน พร้อมกับจัดท่าทางของเจ้าตัวเล็กให้อยู่ในท่านอนหงาย
จินโม่ฝางถือไซริงค์ป้อนยาเข้าไปจ่อที่ปากของลูกชาย ฝั่งเสี่ยวจื้อหมิงทำปากจุบจิบเพื่อสัมผัสว่าเป็นอะไรก็หันหน้าหนีทันทีที่ได้ชิมรสชาติแปลก ๆ ของยาแก้ไข้ เด็กน้อยเริ่มแบะปาก ยู่หน้า ส่งเสียงร้องไห้ จินโม่ฝางเห็นแบบนั้นพยักหน้าส่งสัญญาณให้ติงเหยียนจับหน้าเจ้าตัวเล็กไว้ จากนั้นจึงค่อยๆ ฉีดยาเข้าปากเล็ก ๆ นั่น เมื่อขัดขืนไม่ได้เสี่ยวจื้อหมิงจึงเบ้ปากร้องไห้เสียงดัง ทำคอแข็งไม่ยอมกลืนยาลงคอ จนคนเป็นพ่อเอาน้ำเปล่ามาป้อนเพื่อละลายรสชาติของยาจึงทำให้การป้อนยาผ่านไปด้วยดี ...ซะที่ไหนล่ะ
“แง้ แฮะ แง้~~~ ” เสี่ยวจื้อหมิงที่ไม่สบายตัวอยู่แล้วพอโดนบังคับและโดยขัดใจจึงยิ่งแผดเสียงร้องไห้
“โอ๋ ๆ คนเก่งของพี่ไม่ร้องแล้วเดี๋ยวยิ่งเจ็บคอ กินนมนะครับ นมของหนู” ติงเหยียนหยิบขวดนมมาป้อนใส่ปากให้ทันทีด้วยความสงสาร พร้อมทั้งส่งสายตาคาดโทษกลับไปให้จินโม่ฝางที่เป็นคนทำให้เสี่ยวจื้อหมิงร้องไห้
ติงเหยียนใช้มือช่วยเขาประคองถือขวดนมและค่อย ๆ ปล่อยให้เสี่ยวจื้อหมิงถือขวดนมเอาไว้เอง โดยมืออีกข้างก็คอยตบก้นน้อย ๆ กล่อมนอนไปด้วย
“พาไปนอนในเปลเถอะ” จินโม่ฝางเดินกลับเข้ามาในห้อง เขาเพิ่งจะเอาไซริงค์ยาไปล้างทำความสะอาดกลับมา
“ ให้นอนบนนี้อีกหน่อยดีกว่าครับ รอหลับแล้วค่อยเอาลงเปล” เขาพูดพลางจัดท่าทางให้เจ้าตัวเล็กที่เริ่มจะเคลิ้มไปด้วย
“อืม ตามใจคุณ” จินโม่ฝางตอบกลับเสียงเบา เขาเดินอ้อมขึ้นมานั่งอีกฝั่งของเตียง จึงกลายเป็นว่าเขาและติงเหยียนกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันบนเตียงโดยมีเสี่ยวจื้อหมิงนอนกั้นอยู่ระหว่างกลาง
“ตอนนี้คุณระวังตัวให้มากหน่อยนะ” จินโม่ฝางเอ่ยทำลายความเงียบ
“ทำไมเหรอครับ ผมก็ระวังตัวอยู่นะ ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน” ติงเหยียนเอ่ยถามกลับไปทั้งที่รู้ดีว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้น
“เอาเป็นว่าช่วงนี้คุณอย่าออกจากบ้านไปไหนไกล ๆ จะดีกว่า ที่สำคัญอย่าลืมปิดบ้านให้สนิททุกครั้ง ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ อย่ารีบเปิดประตูหน้าต่างออกมาดู ถ้าอยากรู้ให้ดูจากภายในบ้านเท่านั้น”
“มีอะไรหรือเปล่า หรือคุณไปรู้อะไรมา คุณทำให้ผมกลัวนะ” ติงเหยียนแสร้งทำท่าตกใจ
“เอาเป็นว่าช่วงนี้มันจะไม่ค่อยสงบก็แล้วกัน คุณทำตามที่ผมบอกเถอะ”
ติงเหยียนที่รอฟังอยู่ได้ยินอีกฝ่ายพูดตัดบทไปดื้อ ๆ ก็อารมณ์เสียพลางคิดในใจว่ารอเสี่ยวจื้อหมิงหลับแล้วจะต้องลากจินโม่ฝางมาคุยกันให้รู้เรื่องให้ได้
เดี๋ยวรู้ ๆ เดี๋ยวรู้เรื่องเลยจินโม่ฝาง
:
:
ความรู้สึกของติงเหยียนในตอนนี้คือหงุดหงิดถึงหงุดหงิดมาก ในขณะที่ใช้มือข้างหนึ่งตบก้นน้อย ๆ ของเสี่ยวจื้อหมิงอยู่ อีกมือก็ช่วยถือขวดนมให้เด็กน้อยดูดได้สะดวกมากขึ้น ตอนนี้ในห้องนอนใหญ่มีเพียงเสียงจากการดูดขวดนมของจินจื้อหมิงเท่านั้น บรรยากาศระหว่างติงเหยียนและจินโม่ฝางกลับเต็มไปด้วยความเงียบ เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายอ้ำอึ้งเคร่งเครียดไม่อยากเปิดเผยอะไรมากนัก ส่วนอีกฝ่ายอยากให้พูดออกมาตรง ๆ
เขาเข้าใจอยู่หรอกว่าการที่คนเพิ่งรู้จักกันไม่กี่อาทิตย์จะให้มาเปิดอกคุยกันไปซะทุกเรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตรอดแบบนี้ตัวเขาเองก็อยากเสี่ยงลองวางเดิมพันกับครอบครัวของสองพ่อลูกอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับมัวแต่อมพะนำปิดปากแน่นยิ่งกว่าเปลือกหอย เห็นแล้วน่าหงุดหงิด
ติงเหยียนเห็นเสี่ยวจื้อหมิงหลับไปแล้วอุ้มเด็กน้อยไปนอนในเปล ขยับผ้าห่มคลุมให้จนถึงอก หยิบหมอนข้างกับตุ๊กตาตัวเล็กมาวางไว้ข้างตัวเด็กเพื่อกันน้องนอนผวา เสร็จแล้วจึงค่อยหันหน้ากลับมาหาจินโม่ฝางที่ยังนั่งอยู่บนเตียง
จินโม่ฝางเห็นสายตาคาดคั้นกดดันของติงเหยียนก็นั่งตัวเกร็ง ไม่รู้จะจัดการกับบรรยากาศแบบนี้อย่างไรดี ติงเหยียนที่เขาคุ้นเคยเป็นคนสดใสร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใส พอเจอสายตาแบบนี้ของอีกฝ่ายทำให้เขาค่อนข้างอึดอัดและทำตัวไม่ถูก
“คุณกับผมเรามาคุยกันหน่อยดีไหมครับ” ติงเหยียนเป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“อืม” จินโม่ฝางตอบรับสั้นๆ
“งั้นเราลงไปข้างล่างกันเถอะครับ”
“อืม” ลุกขึ้นและเดินตามคนตัวเล็กที่เดินนำหน้าเพื่อลงไปด้านล่าง
เมื่อลงมาถึงด้านล่างติงเหยียนเดินนำเจ้าของบ้านไปนั่งที่โซฟา วันนี้ขอเสียมารยาททำตัวกร่างไม่เกรงใจเจ้าของบ้านสักวัน เขาตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็ต้องคุยกับอีกฝ่ายให้ได้เรื่องได้ราว เผื่อเขาพลาดอะไรไป ก่อนที่สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้จะได้ช่วยกันคิดหาทางออก สองหัวดีกว่าหัวเดียว!
“คุณไม่มีอะไรจะบอกผมแล้วเหรอครับ” เด็กหนุ่มโยนหินถามทาง เขาอยากให้อีกคนผ่อนคลายและไว้ใจ ไม่ใช่การบีบคาดคั้นให้พูดอย่างจำใจ
“อยากรู้เรื่องอะไรล่ะ” ดูเหมือนจินโม่ฝางเองก็ตัดสินใจที่จะบอกเรื่องราวบางอย่างให้ติงเหยียนฟังแล้วเหมือนกัน
“ผมถามแล้วคุณจะตอบไหมครับ” ติงเหยียนย้อนถาม
“...”
“เฮ้อ เอางี้ดีกว่า ถ้าคุณไม่อยากตอบก็ใช้วิธีพยักหน้าเอาดีไหมครับ” ติงเหยียนถอนหายใจ ก่อนเสนอทางเลือกให้อีกคน
“อืม” จินโม่ฝางพยักหน้า เขาไม่ใช่คนพูดเก่ง เพราะงั้นวิธีนี้ถือเป็นทางเลือกที่ดี
“เริ่มเลยนะครับ คุณรู้ใช่ไหมครับว่าช่วงนี้สถานการณ์มันไม่ค่อยปกติ” เปิดมาด้วยคำถามขั้นพื้นฐานทั่วไป
“...” จินโม่ฝางพยักหน้ารับ
“แล้วคุณก็รู้ใช่ไหมครับว่ามันมีอะไรมากกว่าการระบาดของเชื้อไวรัส” เริ่มลงรายละเอียดเจาะจงมากขึ้น
“...” จินโม่ฝางพยักหน้ารับอีกครั้ง
“แล้วคุณก็รู้ใช่ไหมครับว่าเร็ว ๆ นี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก”
“...อืม ” ครั้งนี้จินโม่ฝางชะงักไปหนึ่งจังหวะ ก่อนพยักหน้ารับคำ
“คุณเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกไหมครับ”
แต่เมื่อได้ฟังคำถามนี้จินโม่ฝางไม่ใช่แค่ชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนถาม แววตาปรากฏรอยไหววูบและหวั่นวิตก ก่อนที่จะกลับไปราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“...”
“คุณคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลก ใช่ไหมครับ” ติงเหยียนไม่รอว่าจินโม่ฝางจะตอบว่าอะไร เขาเลือกที่จะถามและสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไปเรื่อย ๆ
“...” จินโม่ฝางพยักหน้ารับอีกครั้ง
“นี่เป็นสาเหตุที่คุณซื้อของมากักตุนไว้ใช่ไหมครับ” คำถามที่ยิ่งมาก็ยิ่งเข้าเรื่องที่ตัวเองปิดบังไว้ทำให้อดขมวดคิ้วไม่ได้
“ใช่” เป็นคำตอบแรกที่ออกมาจากปากจินโม่ฝาง
ติงเหยียนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถามบ้าง “ผมเข้าใจแล้วครับ แล้วคุณมีอะไรจะถามผมไหมครับ”
“ทำไมนายดูไม่ตกใจเลย”
จินโม่ฝางแปลกใจที่อีกคนดูจะทำใจยอมรับเรื่องและผูกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว ต้องบอกก่อนว่าคนปกติทั่วไปไม่มีใครเขาเอาเรื่องโรคระบาดไปเชื่อมโยงกับวันสิ้นโลกหรอก ต่อให้อ้างว่าเหตุการณ์มันคล้ายกับในคัมภีร์ทางศาสนา แต่เท่าที่สังเกตเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนเคร่งครัดจนถึงขั้นอาจไม่นับถือศาสนาด้วยซ้ำไป หรือเขาก็รู้อะไรมา
“ถ้าผมบอกว่าผมก็รู้เรื่องนี้มาสักพักแล้ว คุณจะเชื่อไหมครับ” ติงเหยียนยืดหลังตรง เตรียมพร้อมสำหรับการตอบคำถาม
“นายรู้เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน” จินโม่ฝางถามต่อ
“ผม ผม...” ถึงคราวติงเหยียนเป็นฝ่ายลังเลบ้างแล้ว
ติงเหยียนเริ่มสับสนต้องเรียบเรียงคำพูดในหัวก่อน “ คือผม...ผมไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน คุณรอผมเรียบเรียงคำพูดก่อน”
เขาไม่รู้ว่าจะบอกทั้งหมดกับจินโม่ฝางดีไหม อยากวางเดิมพันแต่พอถึงเวลาเข้าจริงกลับไม่กล้าเสี่ยงอย่างที่คิดไว้
“คุณเล่าเท่าที่เล่าได้ก็พอ” จินโม่ฝางก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องลำบากใจ ชายหนุ่มเอื้อมมือตบบ่าที่เผลอเหยียดเกร็งของคนเด็กกว่าให้ใจเย็นลง
“ผมกลัว” ติงเหยียนตอบเสียงเบา น้ำเสียงสั่นเครือ
จินโม่ฝางไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ แต่ก็ไม่ได้บอกให้เขาหยุดพูด ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบช่วยปลอบประโลมกันและกัน ผ่านไปสักพัก ติงเหยียนจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้า
“ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงรู้เรื่องวันสิ้นโลก จะเป็นสถานการณ์เดียวกันกับผมหรือเปล่า คุณไม่ต้องบอกผมก็ได้ ส่วนคำตอบของผม ก็ไม่ได้คาดหวังว่าคุณจะต้องเชื่อ”
