บทที่ 19 ไม่ได้อยากกลับมา 18

สถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ในทุก  ๆ  วันประชาชนทั่วประเทศถูกสั่งห้ามออกจากเคหสถานที่พักของตนเองอย่างเด็ดขาดถ้าไม่มีเหตุจำเป็น  มีการประกาศเคอร์ฟิวและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมกันทั่วทั้งโลก

ผู้นำของแต่ละประเทศประชุมผ่าน Video Conference (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) และร่วมลงนามในสัญญาพันธมิตรเพื่อการรักษาความสงบและความสันติสุขของโลก  เลิกกล่าวโทษกันและกัน  เลิกหาตัวการว่าไวรัสมาจากไหน ไม่กล่าวอ้างว่าประเทศไหนหรือใครเป็นคนปล่อยออกมา เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญและเร่งด่วนที่สุดคือหาทางยับยั้งและยุติการระบาดของไวรัสที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลแต่ละประเทศสั่งกักตัวผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ปิด โรงพยาบาลขนาดใหญ่และโรงพยาบาลประจำชุมชนไม่สามารถรองรับคนไข้ที่มารักษาได้เพียงพอ  ในพื้นที่รอบนอกเมืองหลวงต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามหรือโรงพยาบาลชั่วคราวสำหรับดูแลผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะ

ติ๊ด  ติ๊ด  ตี่

“คุณเห็นข่าวหรือยังครับ”  ติงเหยียนสอบถามทันทีที่จินโม่ฝางกดรับโทรศัพท์

“ข่าวเรื่องผู้ติดเชื้อใช่ไหม เห็นแล้วครับ” จินโม่ฝางตอบ

“ผมว่ามันกำลังจะเริ่ม”  ติงเหยียนมุ่นคิ้วพลางพูดสาย

“มันไม่ใช่จะเริ่มหรอก มันเริ่มแล้วต่างหาก”  จินโม่ฝางแย้งกลับ

“ห๊ะ คือยังไง”  ติงเหยียนสงสัยในคำพูดของคู่สนทนาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าตอนนี้คนแค่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเหรอ  ยังไม่มีคนตายลุกขึ้นมาไล่กัดกินคนมีชีวิตนะ หรือเขาพลาดอะไรไป

“คุณยังไม่ได้ดูคลิปในอินเทอร์เน็ตสินะ”

“คลิปอะไรเหรอครับ” เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหัว

“เดี๋ยวผมส่งไปให้ดู ตอนนี้ในอินเทอร์เน็ตคงหาไม่เจอแล้วล่ะ เบื้องบนมีคำสั่งลบทิ้งไปแล้ว”  จินโม่ฝางกดเข้าคลังวิดีโอแล้วกดส่งให้กับติงเหยียนในช่องแชททันทีที่พูดจบ

“ได้  ได้ครับ  คุณส่งมาเลย”  ติงเหยียนใจเต้นตึกตัก ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมาไม่หยุด

“แฮ่ แฮ่ ฮือ ฮา ฮือ อะไร อะไร เขากำลังทำอะไรกัน ถ่ายหนังแนวซอมบี้เหรอ เฮ็นไท  เล่นสมจริงมาก  นักแสดงเล่นเหมือนมาก” เสียงพากย์ที่ออกมาจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่ว่ามีคนหลายคนใส่ชุดคนไข้ของโรงพยาบาล  ข้อมือติดแถบป้ายแดงบ่งบอกว่าเป็นผู้ติดเชื้อกำลังวิ่งไล่กัดประชาชนที่เดินอยู่ตามท้องถนน

“เฮ้ย ๆ ดูดิ คนแต่งหน้าทำพร็อพแม่งทำโคตรเหมือน เนื้อหนังที่เห็นแม่งโคตรสมจริง  มึงดู ๆ  เนื้อแม่งหลุดจริง  ๆ” หน้าตาและผิวหนังของผู้ป่วยเหี่ยวย่นและเริ่มที่จะหลุดล่อนออกมาในเวลาอันรวดเร็ว

“กรี๊ด  กรี๊ด  ช่วยด้วย ช่วยฉันที ไอ้พวกบ้านี่มันหลุดมาจากไหน  โหแม่งกัดจริงด้วยว่ะ  ลงทุนโคตร  ๆ” เสียงจากคนถือกล้องถ่ายคลิปยังดังไม่หยุด ในภาพสถานการณ์วุ่นวายเป็นอย่างมาก  ผู้คนวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานทับกันจนบาดเจ็บ  กลิ่นเลือดโชยออกจากบาดแผลที่เกิดจากการล้มทับและเหยียบกันส่งผลให้ผู้ป่วยบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่เข้าไปช่วยห้ามและจับตัวผู้ป่วยเหล่านั้นต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดจ้าละหวั่น

“เฮ้ย  ๆ  เหี้ยอะไรวะเนี่ย  อ๊าก  ๆ  อย่ามากัดกู  ไอ้เหี้ย  อั๊ก!!”  เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกดังขึ้นพร้อมกับที่อยู่ ๆ  ภาพวิดีโอจากกล้องเริ่มสั่นขึ้น ภาพเอียงไปมา ปัดซ้ายปัดขวา มีเสียงวิ่งดังตึก ๆ และเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องดังออกมาจากกล้องไม่ขาดสาย

“กะ...กูว่าแม่ง  แฮ่ก  อึก  มะ... ไม่ใช่ถ่ายหนังแล้วว่ะไอ้เหี้ย  คะ...โคตร    น่ากลัว”  คนที่ถ่ายวิดีโอพูดออกมาด้วยเสียงหอบเหนื่อย น่าจะวิ่งหนีออกมาให้ไกลจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อครู่ ความหวาดกลัวจู่โจมเข้ามาในใจทำให้ภาพวิดีโอสั่นและขยับไปมาจนแทบจะดูต่อไม่ได้

ติงเหยียนที่ดูมาจนถึงตอนนี้มือไม้เย็นเฉียบ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอไปอย่างยากลำบาก

ทำไมมันเกิดขึ้นเร็วกว่าในชีวิตก่อน ในอดีตถึงช่วงนี้ไวรัสจะรุนแรงที่สุด แต่จะยังไม่มีคนกลายเป็นซอมบี้  แล้วอีกอย่างในช่วงเริ่มต้นซอมบี้ที่เกิดขึ้นไม่ได้แข็งแรงและวิ่งเร็วขนาดนี้  พวกมันเอื่อยเฉื่อย  เดินได้ช้า เนื่องจากข้อต่อต่าง  ๆ  ยังฝืดเคือง ต้องได้กินสิ่งมีชีวิตเข้าไปเยอะแล้วถึงจะเริ่มมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัดเจน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เวลาคลาดเคลื่อนหรือว่ามีปัจจัยอื่นที่ทำให้พวกซอมบี้กลายพันธุ์และมีพัฒนาการเร็วขึ้น

ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจเอาซะเลย

ติ๊ด  ติ๊ด  ตี่

เสียงโทรศัพท์ที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบทำให้ติงเหยียนได้สติกลับมาอีกครั้ง  เขารีบกดรับและยิงคำถามใส่จินโม่ฝางทันทีด้วยความร้อนใจ

“ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะครับ  มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่”

“คุณใจเย็น ๆ ก่อนนะ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

“ผมอยู่ในบ้านครับ”

“ไม่ได้กำลังใช้ของมีคมอยู่ใช่ไหม ทำครัวอยู่หรือเปล่า ถ้ากำลังทำอาหารอยู่ปิดแก๊สกับวางมีดลงก่อนนะ” จินโม่ฝางว่าเสียงเบา ดูจากระดับความตกใจแล้วเขากลัวว่าเด็กหนุ่มจะเกิดอุบัติเหตุหากกำลังทำอย่างอื่นอยู่

“ไม่ครับ  นั่งอยู่ตรงโซฟา”

“อืม  ดีแล้ว คุณใจเย็นลงหน่อย  ไม่ต้องกลัวไม่ต้องกังวล” จินโม่ฝางใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติปลอบประโลมหัวใจที่กำลังตื่นตระหนกของติงเหยียน

“ครับ  ผมใจเย็นลงแล้ว” ติงเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ  แล้วผ่อนออกช้า ๆ 

“คราวนี้เรามาลองวิเคราะห์กันไปทีละจุดดีไหม”  มื่ออีกคนอาการดีขึ้น จินโม่ฝางจึงชวนให้ช่วยกันคิด

“ดีครับ ตอนนี้ผมค่อนข้างสับสนนิดหน่อย”

“ครับ ผมเข้าใจ แต่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”

“คุณได้วิดีโอนี้มาจากที่ไหนครับ  ผมดูข่าวไม่เห็นมี”

“ผมโหลดมาจากอินเทอร์เน็ตครับ  แต่ว่าคลิปมีแค่อันนี้ที่โหลดมาทันอันอื่นโดนลบไปเยอะมาก เวลาที่ลงก็ใกล้เคียงกัน ของต่างประเทศก็มีเผยแพร่   แต่ก็โดนสั่งระงับและบล็อกไปแล้วเหมือนกัน” จินโม่ฝางอธิบายถึงที่มาของคลิปให้ฟังอย่างใจเย็น

“อ้อ  ผมว่าน่าจะโดนสั่งลบเพราะต้องการปิดข่าวเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่น  แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมมันถึงเกิดซอมบี้เร็วขึ้น” ติงเหยียนพูดโทรศัพท์ไปก็เอามือขึ้นมานวด ๆ ที่ขมับทั้งสองข้างไปด้วย ตอนนี้หัวของเขาเต้น ตึบ ตึบ ปวดไปหมด

“อันนี้ผมไม่แน่ใจ  อาจเป็นแค่การเตือนว่ากำลังจะเกิดขึ้น เพราะเท่าที่ดูยังมีเพียงแค่จำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่เป็นซอมบี้”

“แต่คุณรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมว่าซอมบี้พวกนี้มันมีอะไรแปลก ๆ มันไม่เหมือนกับชีวิตก่อนที่เราเคยเจอมา”  ติงเหยียนรู้สึกตงิดใจเรื่องซอมบี้ตั้งแต่ตอนดูคลิปเมื่อสักครู่

“มันแปลกไปจริง ๆ ผมย้อนดูคลิปหลายรอบแล้ว อย่างแรกเลยคือเรื่องความเร็วของซอมบี้ มันเร็วเท่ากับคนปกติ”

“ใช่  ใช่เลย  อันนี้ผมก็สงสัย” ติงเหยียนพยักหน้าเห็นด้วยทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคู่สนทนามองไม่เห็น “พวกมันกระโจนเข้าใส่เหยื่อเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่การเดินอืดอาดกระโดกกระเดก”

“อีกอย่างคืออัตราการเน่าเปื่อยของผิวหนังและการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อเร็วเกินไป”

“เท่าที่ผมจำได้  คนที่ติดเชื้อไวรัสและกลายเป็นผีดิบพวกนี้จะยังคงรักษารูปร่างเดิมของตัวเองเอาไว้ได้ในระยะหนึ่ง ไม่ใช่เน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ชัดเจนแบบนี้  มันมีอะไรผิดปกติอีกหรือเปล่านะครับ จุดเล็ก ๆ บางอย่างที่เรามองข้ามไป”

“อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกหรือแรงกระตุ้นต่าง ๆ หรือไม่ก็ยารักษาที่ฉีดเข้าไปเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกอย่างมันร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะคนที่กลายเป็นผีดิบคือคนที่กำลังรักษาตัวจากการติดเชื้อไวรัส”  จินโม่ฝางวิเคราะห์สาเหตุจากการคาดเดาของเขาเอง

“เป็นไปได้ครับ ถ้าวัคซีนที่ฉีดเข้าไปทำปฏิกิริยารวมเข้ากับไวรัส จึงเป็นสาเหตุให้มันออกฤทธิ์รุนแรงขึ้น  ระยะเวลาก็เร็วกว่าเก่าหลายวัน หรือในอีกแง่หนึ่ง เป็นไปได้ไหมว่าการที่เราย้อนกลับมาทำให้เกิดเหตุการณ์ผีเสื้อขยับปีก ส่งผลกระทบต่อเป็นทอด ๆ” ติงเหยียนเอ่ยสมมติฐานของตัวเองออกมาบ้าง

ติงเหยียนพูดต่อ “ดีที่เราเตรียมตัวกันเสร็จแล้ว ข้าวของก็ซื้อไว้แล้วไม่จำเป็นต้องออกไปที่ไหนอีก ”

“อืม ตอนนี้ต้องติดตามข่าว  ไม่แน่ว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีกก็ได้”

“เราคงทำได้แค่นั้นแหละครับ  เฮ้อ !”  ติงเหยียนถอนหายใจออกมาแรง  ๆ 

“คุณก็ระวังตัวด้วย เราไม่รู้ว่าจะมีเชื้อโรคหรือไวรัสตัวอื่น ๆ แฝงมากับอากาศด้วยไหม  พยายามปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เป็นไปได้ให้เปิดเครื่องฟอกอากาศไว้เลย”  จินโม่ฝางเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง

ติงเหยียนที่ได้ยินอีกคนว่าอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข  เขาไม่มีคนมาเป็นห่วงแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ ชีวิตที่แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ คนที่คิดว่าเป็นเพื่อนก็ทรยศหักหลัง

“อื้อ !  ผมรู้แล้วล่ะ จะทำตามที่คุณบอกนะ” ตอบรับความเป็นห่วงของจินโม่ฝางด้วยความยินดีและเต็มใจ “คุณก็เหมือนกันนะครับอย่าลืมดูแลตัวเองด้วย เสี่ยวจื้อหมิงด้วย ช่วงนี้เจ้าตัวเล็กเป็นยังไงบ้างครับ ไม่ได้ไปหาหลายวันแล้วอาการดีขึ้นบ้างหรือยัง”

“เจ้าตัวเล็กหายเกือบสนิทแล้วล่ะ ยังเหลือแค่มีน้ำมูกนิดหน่อย ตอนนี้ก็ให้นอนเล่นอยู่ในคอก”

“ผมขอคุยกับเสี่ยวจื้อหมิงหน่อยสิครับ  ไม่รู้ยังจำพี่ชายคนนี้ได้ไหม เดี๋ยวผมโทรวิดีโอคอลไปหา”  ติงเหยียนเปลี่ยนมาถามเรื่องของเจ้าแก้มย้วยที่ก่อนหน้านี้มีอาการป่วยจนทำให้คนเป็นพ่อและตนเองเครียดกังวลด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายวัน

“อืม เอาสิ”  ว่าแล้วก็ลุกไปหาลูกชายที่ถูกปล่อยให้นอนเล่นกับตุ๊กตาหมีตัวโปรดอยู่ในคอกเด็ก

ฝ่ายเจ้าตัวเล็กของบ้านที่ถูกพูดถึงไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากตุ๊กตาหมีตัวโปรดที่อยู่ในมือซ้ายและหมอนข้างใบเล็กที่อยู่ในมือขวา  ภาพที่จินโม่ฝางได้เห็นในตอนนี้ก็เลยเหมือนกับลูกกำลังยกน้ำหนักอยู่

จินจื้อหมิงเมื่อเห็นพ่อเดินมาหาก็ส่งเสียงอ้อแอ้ร้องเรียก ฟองน้ำลายถูกพ่นออกมาจากปากเล็ก ๆ คล้ายจะทักทายผู้เป็นพ่อ

“แอ้ มะ แอ้”  นอนโบกมือน้อยไปมาส่งสัญญาณให้พ่ออุ้ม

“ครับ  ๆ  พ่ออุ้มนะ”  จินโม่ฝางพูดคุยกับลูก

เจ้าตัวเล็กปล่อยของที่อยู่ในมือทั้งสองข้างทันทีที่คนเป็นพ่อยื่นมือเข้าไปหา “แอะ อือฮึบ”

จินโม่ฝางทำการอุ้มลูกชายขึ้นมานั่งอยู่บนตัก  โดยให้เอนพิงอกตัวเองเอาไว้ เสี่ยวจื้อหมิงเด็กดีนั่งขยุกขยิกชูไม้ชูมือเล่นกับผู้เป็นพ่ออย่างเด็กอารมณ์ดี

ติ๊ด  ติ๊ด  ตี่  เสียงวิดีโอคอลล์จากติงเหยียนทำให้เสี่ยวจื้อหมิงที่อยู่ในตักของจินโม่ฝางชะงักไปนิด  เจ้าตัวเล็กเอียงคอด้วยความสนใจสงสัย มือน้อย ๆ   เอื้อมออกไปเพื่อจับกับมือของพ่อที่ถือเจ้าแท่งสี่เหลี่ยมหน้าตาประหลาดอยู่

“จ๊ะเอ๋” เสียงทักทายสดใสของติงเหยียนดังลอดลำโพงออกมา ทันใดนั้นจินจื้อหมิงก็สะดุ้งเล็กน้อย  ตากลมโตเบิกกว้างก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างดีใจที่ได้เห็นพี่ชายคนโปรดซึ่งช่วงนี้ไม่ค่อยได้มาหาตนเองเลย มือเล็กนุ่มนิ่มปัดป่ายพยายามเอื้อมจับโทรศัพท์ที่อยู่ในมือจินโม่ฝาง ปากรูปกระจับสีแดงสดก็ส่งเสียงอ้อแอ้ตอบรับพี่ชายคนโปรดไปด้วย

“อื้อ  อือ  แฮะ  แอ้  ๆ” พยายามจะจับใบหน้าของติงเหยียนแต่ก็ติดที่หน้าจอ หัวเล็ก ๆ เอียงคอไปมา  หันซ้ายหันขวาหาตัวพี่ชายที่คุยด้วย

“ฮ่า  ๆ  สงสัยล่ะสิคนเก่งว่าพี่ชายอยู่ที่ไหน จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกที่เราคุยกันทางโทรศัพท์นี่เนาะ”  ติงเหยียนส่งเสียงพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยที่ยังคงเอียงคอมองมาอย่างสงสัย

“แอ้ อื้อ”

“หนูสบายดีไหมเอ่ย”

“แอ้ ๆ  แมะ ๆ  มะ”

“อ้อ ๆ สบายดีใช่ไหมครับ พี่ชายก็สบายดี คิดถึงหนูมากเลย”

ยิ่งได้ยินเสียงติงเหยียน จินจื้อหมิงก็ยิ่งดีดดิ้นในตักของพ่ออย่างมีความสุข จนจินโม่ฝางต้องคอยใช้มือประคองเอาไว้  ไม่อย่างนั้นต้องมีคนหน้าทิ่มพื้นร้องไห้งอแงแน่ ๆ 

แปะ  ๆ  เสียงมือเจ้าตัวเล็กตีปัดป่ายกับแขนของคนเป็นพ่อ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงจับตัวพี่ชายไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่พี่ชายก็อยู่ตรงหน้าแท้ ๆ 

คุยไปคุยมาเสี่ยวจื้อหมิงของติงเหยียนก็อ้าปากกว้างหาวออกมา ตาเริ่มหรี่ปรือ เนื้อตัวนุ่มนิ่มบิดตัวไปมาอย่างเด็กที่ออกอาการงอแงเวลาง่วงนอน

“ดูท่าจะง่วงแล้วล่ะ  เดี๋ยวผมเอาลูกไปกินนมนอนก่อนนะ”  จินโม่ฝางเห็นลูกชายออกอาการง่วงนอนเอ่ยบอกกับติงเหยียนทันที

“ครับ  ไปเถอะ  บ๊ายบายครับเสี่ยวจื้อหมิงคนเก่งของพี่” ติงเหยียนตอบจินโม่ฝางแล้วก็พูดบอกลาเด็กน้อยในอ้อมแขนของเขาไปด้วย

สายตัดไปแล้วแต่ติงเหยียนยังยิ้มให้กับโทรศัพท์อยู่แบบนั้นอยู่สักครู่  ก่อนดึงสติกลับมาทบทวนสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างละเอียดรอบคอบ ถึงยังไงก็ต้องหาทางรับมือให้ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป