บทที่ 3 ไม่ได้อยากกลับมา 2

ติงเหยียนยุ่งอยู่กับการเขียนรายการสิ่งของจำเป็นที่ต้องเตรียมเพื่อรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันในวันข้างหน้า ยารักษาสามัญประจำบ้าน ของใช้ส่วนตัว ครีมบำรุงผิว ปิโตรเลียมเจล น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาทำความสะอาด ยังมีทิชชูแห้ง ทิชชูเปียก ทิชชูครัว เอาไปให้หมด

“จด ๆ” เด็กหนุ่มพูดพึมพำ ๆ มือก็จดตามที่ตัวเองพูดอย่างรวดเร็ว ยิ่งจดก็ยิ่งเยอะหลายหน้ากระดาษ ทำให้มือของเขาปวดไปพักใหญ่เลยทีเดียว

“ยังขาดพวกเมล็ดผักผลไม้สินะ อืม วิธีการถนอมอาหาร สูตรอาหาร สูตรขนม เครื่องเขียน ดินสอ ปากกา ยางลบ ไม้บรรทัด กระดาษ” ตอนนี้สิ่งของที่เขาจดพวกนี้ไม่มีความสำคัญต้องกักตุน เพราะมีให้ซื้อหาอย่างเหลือเฟือ และดูเหมือนสิ่งของจำพวกที่ไม่ใช่อาหารแห้งและปัจจัยสี่ซึ่งใช้ในการดำเนินชีวิตไม่สำคัญ เขาบอกได้เลยว่าสิ่งที่เขาจดไปนั้น หลังจากเกิดเรื่องสามารถทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้มีอำนาจและร่ำรวยได้ในพริบตา

“ถ้าซื้อแล้วจะเอาไว้ที่ไหนดีนะ” นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องของ ติงเหยียน เขายังไม่มีที่พักที่ปลอดภัยพอ บ้านที่อยู่เวลานี้ก็เป็นแค่ห้องพักเก่า ๆ ขนาดไม่กว้างมากห้องหนึ่งเท่านั้น ด้วยตัวเขาเป็นหนุ่มโสด ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวเหลืออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมองหาห้องพักขนาดใหญ่มากนัก เพียงแค่กลับจากทำงานเหนื่อย ๆ มีที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว

เฮ้อ! คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ จะย้ายไปที่ไหนดี ต้องวางแผนให้รัดกุม ไม่อย่างนั้นชีวิตนี้ของเขาจะต้องพบจุดจบที่น่าอนาถเหมือนชีวิตที่แล้วแน่

จากความทรงจำในชาติก่อน หลังการแพร่ระบาดไม่นานรัฐบาลก็จัดตั้งฐานเพื่อดูแลผู้รอดชีวิต หากแต่ไม่ได้มีแค่นั้น ทหารและพวกผู้มีอิทธิพลก็ลงมือด้วยเช่นกัน ต่อมาก็กลายเป็นการปกครองฐานที่มั่นอย่างเป็นเอกเทศ มีผู้น้ำและรองผู้นำของแต่ละฐานชัดเจน เพื่อคอยควบคุมและส่งต่อความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ถ้าเขาจำไม่ผิดจะมีการสร้างฐานทางใต้ของเมืองหลี่อัน ที่นั่นไม่ได้สร้างขึ้นจากโครงการของรัฐบาล แต่ถูกจัดตั้งขึ้นจากกลุ่มทหาร ร่วมมือกับนักธุรกิจที่ร่ำรวย มากความสามารถ ปรับเปลี่ยนโครงการบ้านจัดสรรเป็นที่รองรับผู้อพยพจำนวนหลายร้อยคน พวกเขามีอำนาจในมือมากพอที่จะต่อรองกับรัฐบาลและดูแลคนในฐานได้ จากที่เคยได้ยินมาในชีวิตก่อน ฐานแห่งนี้ไม่เลวเลย สามารถยืนหยัดตั้งรับคลื่นซอมบี้ที่มาโจมตีได้ตลอด

ไม่เหมือนค่ายอพยพอื่น ๆ ที่ค่อนข้างจะไม่น่าอยู่เท่าไหร่ ทั้งการจัดการความปลอดภัย การกดขี่คนที่เป็นคนธรรมดา เอาใจและให้อำนาจกับคนที่มีอิทธิพล รวมทั้งพวกที่มีพลังพิเศษด้วย

ใช่แล้ว...ไวรัสทำให้คนเป็นซอมบี้ผีดิบได้ ก็ทำให้คนมีพลังพิเศษได้เหมือนกัน หากแต่ถ้าคุณเป็นคนธรรมดาไปอยู่ในฐานเหล่านั้นละก็ ชีวิตที่แย่อยู่แล้วก็จะยิ่งแย่เข้าไปอีก เหมือนกับติงเหยียน เขาเจอความโหดร้ายมาแทบทุกรูปแบบ เขาจะไม่กลับไปที่ค่ายเดิมอีก เขาจะไปตั้งหลักรอที่เมืองหลี่อันก่อนการแพร่ระบาดจะเกิดขึ้น

คิดได้ดังนั้นติงเหยียนรีบวางแผนการเดินทางและเข้าอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่อยู่อาศัย ในขอบเขตบริเวณค่ายผู้รอดชีวิตทันที

เมื่อเจอโครงการบ้านจัดสรรที่ตรงกับความต้องการก็ไม่รอช้า โทรติดต่อเข้าไปเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม เขาไม่รู้ว่าเรื่องเลวร้ายนั่นจะเกิดขึ้นก่อนกำหนดหรือเปล่า ของที่จดไว้ค่อยไปซื้อที่เมืองหลี่อันทีเดียว พวกยาและอุปกรณ์ทำแผลก็ต้องซื้อสะสมเอาติดตัวไปด้วย แต่ที่ต้องทำเป็นอันดับแรกตอนนี้คือติดต่อเรื่องที่อยู่อาศัย

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการติดต่อเรื่องอะไรคะ” เสียงผู้หญิงดังลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ ทำให้ติงเหยียนหลุดออกจากภวังค์รีบตอบกลับไปก่อนที่ อีกฝ่ายจะวางสาย

“สวัสดีครับ ผมต้องการติดต่อซื้อบ้านของโครงการในเขต 2 ของเมือง หลี่อันครับ” ติงเหยียนแจ้งความประสงค์

พนักงานสาวที่อยู่ปลายสายได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อมกว่าเดิมเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าต้องการหรือสนใจชมบ้านหลังไหนเป็นพิเศษไหมคะ”

ติงเหยียนบอกว่าเขาต้องการดูบ้านที่อยู่ตรงแปลงที่ 2 หลังเลยหัวมุมทางเข้าไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตร เขาเลือกบ้านหลังนี้เพราะเป็นบ้านที่มีพื้นที่ข้างบ้านให้ใช้สอย ไม่ติดกับทางเข้า-ออกหมู่บ้านจนเกินไป แต่ก็ไม่อยู่ตรงกลางหรือลึกจากปากทางมากเกินไป ในอนาคตยิ่งอยู่ลึกจะยิ่งเข้าออกลำบาก คนเราจะไม่ได้มีความเกรงใจกันแบบทุกวันนี้ กฎหมายแทบใช้ไม่ได้ เวลาจะทำอะไรสักอย่างต้องหลีกเลี่ยงคนอื่น หากอยู่ตรงกลางจะลำบาก มีแต่คนจ้องมองด้วยความโลภและอิจฉา ร้ายแรงสุดคือโอกาสโดนขโมยงัดบ้านสูงมากกว่าบ้านที่อยู่แปลงหน้า ๆ

“คุณลูกค้าสะดวกเข้ามาดูบ้านในโครงการวันไหนคะ”

“อีก 3 วันครับ” ติงเหยียนต้องรีบทำเรื่องคืนห้องที่เขาอยู่ตอนนี้และเอาเงินค่ามัดจำห้องคืนมา ถ้าได้เงินก้อนนี้มาเขาก็จะมีทุนสำรองไว้อีกก้อน ส่วนเรื่องเงินซื้อของมากักตุนหรือจะเอาไปซื้อบ้าน เขาเอามาจากไหนน่ะเหรอ ก็รูดบัตรเอาสิ ดีหน่อยที่ชีวิตของเขานอกจากมีงานประจำเป็นการแปลนิยายและแต่งนิยายส่งให้กับสำนักพิมพ์แล้ว โดยส่วนตัวเขามีนิสัยขี้เกียจ เงินประกันของพ่อแม่นอกจากใช้จ่ายเรื่องค่าเทอมก็ไม่ได้แตะต้องมันอีก

อีกทั้งเด็กหนุ่มไม่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอก ซึ่งนิสัยแบบนี้ของเขานี่แหละทำให้มีเงินเก็บก้อนใหญ่พอสมควร ถ้ารวมกับวงเงินที่ได้มาตอนไปสมัครบัตรเครดิตของสถาบันการเงิน เชื่อว่าหากบริหารจัดการดี ๆ เงินแค่นี้เพียงพอสำหรับเขา ถึงจะขาดบ้างก็ยังพอมีเวลาหาจากการแต่งนิยายและการกู้แบงก์

“รับทราบค่ะ อีก3วันเจอกันที่สำนักงานนะคะ ดิฉันจะให้เซลล์ไปดูบ้านกับคุณลูกค้า ถ้าถูกใจสามารถติดต่อทำเรื่องเพื่อซื้อขายได้เลยภายในวันนั้นค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป