บทที่ 7 ไม่ได้อยากกลับมา 6
กลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งเต็มอากาศ แทรกซึมเข้าไปในโพรงจมูกของ คนที่นอนหลับสนิทจนคิ้วเรียวขมวดมุ่น ใช้หลังมือถูกจมูกไปมา
อ่า ทำไมเหม็นขนาดนี้
กลิ่นชนิดนี้เป็นกลิ่นที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยจนไม่อาจจะคุ้นเคยได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ติงเหยียนปรือตาขึ้นช้า ๆ หันมองรอบกายหาต้นตอของกลิ่น แต่เขาก็ต้องลุกนั่งอย่างเร็ว สองตาเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพโดยรอบ เขาที่ควรนอนอยู่บนที่นอนในบ้านหลังใหม่ กลายเป็นนอนอยู่ในห้องใต้ดินโกโรโกโส คับแคบและอับชื้น
เกิดอะไรขึ้น ทำไมกลับมาอยู่ที่นี่!
ติงเหยียนจะไม่ตกใจขนาดนี้เลยหากว่าที่ที่ตื่นขึ้นมาไม่ใช่ฐานที่มั่นสำหรับผู้อพยพในชีวิตก่อน
ในเมือง C ที่เคยสงบสุข โดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อเชื้อไวรัสอันตรายกระจายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนนับไม่ถ้วนทยอยติดเชื้อและกลายเป็นซอมบี้กระหายเลือด ฉีกกระชากทุกอย่างที่ขวางหน้า ความหวาดกลัว ความโกลาหลเข้ายึดครองทุกมุมเมือง ผู้คนที่รอดชีวิตต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยพบมาก่อน คือการเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน แม้กระทั่งคนในครอบครัวที่ยังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ด้วยกันตอนเย็น เช้ามากลับกลายเป็นผีดิบไร้สติ เคลื่อนไหวโดยการอาศัยสัญชาตญาณดิบ
กลุ่มผู้รอดชีวิตจากการถูกซอมบี้โจมตีได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด ทุก ๆ วันพวกเขาต้องอพยพย้ายที่อยู่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกติดตามโดยซอมบี้ พวกเขาแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันอย่างชัดเจนกันอย่างชัดเจน บางคนดูแลจัดสรรเสบียงอาหาร บางคนทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ และบางคนต้องออกล่าหาอาหารและทรัพยากรจำเป็น เพื่อให้กลุ่มสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป
การเผชิญหน้ากับซอมบี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกย่างก้าวต้องใช้ความระมัดระวังและกลยุทธ์ที่ซับซ้อนในการหลบหนีและต่อสู้กับพวกมัน ทุกการตัดสินใจมีผลต่อการอยู่รอดของคนในกลุ่ม ความหวาดระแวง ความสูญเสียเป็นสองสิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกวัน
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกับของคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการมีชีวิตรอด พวกเขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งจะสามารถหาที่ปลอดภัยและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่ไม่มีซอมบี้ แต่ความจริงตรงกันข้าม
ติงเหยียนก็เป็นหนึ่งในคนที่ใช้ชีวิตไล่ตามความหวังลมๆ แล้งๆ เด็กหนุ่มเดินทางหนีตายมากับผู้อพยพกลุ่มใหญ่ หนีหัวซุกหัวซุนจนถึงฐานที่มั่น ได้รับการจัดสรรให้มาอยู่ในพื้นที่โกโรโกโสแห่งนี้เพราะตัวของเขาจัดเป็นพวกไร้ประโยชน์ ไม่ได้มีพลังวิเศษหรือพละกำลัง ทำได้เฉพาะงานง่าย ๆ งานกรรมกรที่ไม่ได้มีความสำคัญ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานของคนชั้นต่ำ จะอยู่หรือตายมีค่าเท่ากัน
สวรรค์ประทานโอกาสให้เขาแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไม ทำไม เขาถึงกลับมาอยู่ที่นี่อีก ไม่ใช่ว่าเขาย้อนกลับไปเกิดใหม่แล้วเหรอ เพราะอะไรกัน
ติงเหยียนยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ มีแต่คำว่าทำไมเต็มหัว แต่กลับหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ตอนนี้เขาเครียดและกดดันเป็นอย่างมาก ใจเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก ต้องเอื้อมมือมาขยุ้มเสื้อบริเวณนั้นเอาไว้ จิกเล็บมือเข้าไปในเนื้อบริเวณหัวใจ หวังว่าความเจ็บปวดจะทำให้เขาตื่นจากฝันร้ายครั้งนี้
แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับกลับเป็นการปลุกให้เขาตื่นจากฝันมาพบกับความจริง ชีวิตของเขายังคงติดอยู่กับโลกอันโหดร้ายและแร้นแค้นนั่น ส่วนชีวิตที่มีความสุข ได้เตรียมการรับมือวันสิ้นโลกต่างหากที่เป็นความฝัน
คิดได้แบบนี้ติงเหยียนก็อดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ เขากัดปากตัวเองจนห้อเลือดเพื่อไม่ให้มีเสียงสะอื้นหลุดออกมา หลังและไหล่งองุ้มลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ตึง! ตึง! ตึง! จังหวะเคาะประตูที่แทบจะเรียกได้ว่าทุบดังตึงตัง
“ออกไปทำงานเดี๋ยวนี้ มัวแต่นอนอยู่ได้” เสียงแหบแห้งของชายคนหนึ่งดังขึ้น เรียกติงเหยียนที่กำลังสติแตกให้เงยหน้าขึ้น เขาใช้คอเสื้อเช็ดน้ำมูกน้ำตาแล้วรีบเดินไปเปิดประตูก่อนที่มันจะพัง
“เอ็งมัวทำอะไรอยู่ ขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ใครมันจะไปอยากให้อยู่ด้วยกัน ออกมาทำงานได้แล้ว คนอื่น ๆ ออกไปกันหมดแล้ว อย่าให้ข้าเห็นว่า เอ็งแอบอู้อีกนะ ไม่งั้นเจอดีแน่ ๆ ป๊าบ!” ชายแก่ตะคอกใส่ก่อนยกมือขึ้นตบที่หัวของติงเหยียนอย่างแรง
คนคนนี้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนเร่ร่อนที่อพยพมาพร้อมกับเขา อีกฝ่ายจะคอยจัดระเบียบและบอกกฎข้อบังคับกับคนในกลุ่ม ไม่มีใครกล้าหือหรือลองดีกับตาแก่ เพราะเขารู้จักกับทหารยศสูง ถ้าเถียงหรือทำอะไรลงไปอาจไม่มีที่ซุกหัวนอน เลวร้ายที่สุดคืออาจต้องตายอย่างอนาถ
“ครับ เข้าใจแล้ว” ติงเหยียนตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาของคนที่พร้อมจะพังทลายลงทุกเมื่อ
“เข้าใจแล้วก็ไป ยังจะยืนเซ่ออะไรอยู่อีก” ติงเหยียนที่โดนตะคอกอีกครั้งรีบสาวเท้าออกไปจากบริเวณห้องพักทันที เขาต้องไปรับหน้าที่แบกอิฐมาก่อกำแพง ถ้าทำงานได้น้อยก็จะได้รับส่วนแบ่งอาหารน้อยลง ยกเว้นตาแก่ขี้โมโหที่ตะคอกเขาเมื่อสักครู่ ถึงจะไม่ทำงานแต่ก็ยังได้รับส่วนแบ่งจากคนที่ออกไปทำงานอยู่ดี พวกเขาต้องเอาแต้มหรืออาหารมาแบ่งให้ตาแก่สมควรตายเป็นค่าที่พัก ถ้าวันไหนได้ส่วนแบ่งอาหารมาน้อย ตัวเองก็ต้องยอมอด ใครไม่จ่ายส่วยจะถูกเฉดหัวออกไปจากกลุ่ม
ติงเหยียนเดินไปตามเส้นทางที่ให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเรื่องที่เขาได้เกิดใหม่จะเป็นแค่จินตนาการเพ้อเจ้อของเขาเอง
เมื่อเดินออกมาจากห้องใต้ดิน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือฝุ่นควันฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เป็นภาพที่หลายคนคงไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับโลกของเรา แต่ความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้าบอกว่าพวกเรากำลังประสบปัญหาความแห้งแล้งอย่างหนัก และตอนกลางคืนจะเกิดมลพิษทางอากาศ หมอกพิษปกคลุมทั่วทุกหัวระแหง
