บทที่ 8 ไม่ได้อยากกลับมา 7
นอกจากจะต้องต่อสู้เอาชีวิตรอดจากซอมบี้แล้ว ผู้คนยังต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะของโลกด้วย ในช่วงแรกผู้รอดชีวิตยังสามารถหายใจโดยปราศจากหน้ากากกันก๊าซพิษ หากแต่ต่อมามลพิษทางอากาศทั่วโลกแย่ลงเรื่อย ๆ จนในช่วงธันวาคมของปีที่สองหลังวันสิ้นโลก สภาพมลพิษทางอากาศทั่วโลกได้เข้าสู่จุดที่แย่ที่สุด หมอกพิษแผ่ปกคลุมทั่วเมือง โดยหมอกพิษรอบนั้นได้คร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกไปไม่น้อย และอีกกว่าหลายพันคนต้องเจ็บป่วยจากการสูดดมมลพิษทางอากาศเข้าร่างกาย ไม่เพียงแค่มนุษย์ แต่สัตว์เลี้ยงจำนวนมากอย่าง หมู วัว ไก่ที่ทางค่ายหามาเลี้ยงไว้ รวมถึงสัตว์ป่าหลายชนิดก็ตายลงเช่นกัน สภาพอากาศอยู่ในขั้นวิกฤติแล้วจริง ๆ
ทางฐานที่มั่นซึ่งยังสามารถยืนหยัดอยู่รอดจึงมีการคิดค้นและแจกหน้ากากกันพิษให้กับประชาชน แต่กว่าจะได้รับทั่วถึงก็มีแต่ศพขึ้นอืด ผิวหนังลอก พุพอง ตายอย่างทรมานเพราะได้รับพิษในปริมาณมากเกินไป
ติงเหยียนเดินลากร่างกายที่เหนื่อยล้ามาจนถึงสถานที่ก่อสร้าง เริ่มต้นการทำงานในวันนี้ของเขา ชายหนุ่มไม่อยากคิดอะไรแล้วจริง ๆ จิตใจของเขามัวหมอง ความหวังทุกอย่างพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา
“ทำไมวันนี้มาสายล่ะ” เสียงที่เอ่ยถามเรียกสติของติงเหยียนกลับมา เขาเงยหน้าขึ้นมองคนถามถึงจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่อพยพมาจากเมืองอื่นพร้อมกัน
“ตื่นสาย” ตอบแค่นั้นก็หมุนตัวกลับไปแบกตะกร้าอิฐขึ้นบ่าเดินออกไป
“นายไม่เป็นอะไรแน่นะ” อีกฝ่ายยังตามมาถามอย่างไม่ลดละ น้ำเสียงแสดงออกถึงความเป็นห่วง
“ไม่” ตอนนี้เขาไม่อยากพูดอะไรกับใครทั้งนั้น
“อ้อ ถ้ามีอะไรบอกได้นะ” คนคนนั้นยังเอ่ยปากบอกอย่างมีน้ำใจ
“อืม” ติงเหยียนส่งเสียงรับคำในลำคอ ตอนนี้เขาไม่มีแรงจะเอ่ยอะไรออกมาแล้วจริง ๆ
“นายทำงานเถอะ ฉันก็จะไปยกของแล้วเหมือนกัน ไม่กวนนายแล้ว” เห็นแบบนั้นอีกฝ่ายก็เลิกเซ้าซี้ เดินแยกออกไปอีกทางทันที
ติงเหยียนก้มหน้าก้มตาทำงานจนถึงห้าโมงเย็น เมื่อเลิกงานเขาเดินไปรับส่วนแบ่งอาหารอันน้อยนิดจากเจ้าหน้าที่คุมงาน วันนี้เขามาทำงานสายเพราะฉะนั้นส่วนแบ่งก็ถูกหักออกไปอีก แต่จะทำอะไรได้ ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มหน้ารับกรรม เดินถือขนมปังเสี้ยวเล็ก ๆ กลับไปที่พัก
หลังกลับมาถึงที่พักก็เจอกับแถวของคนที่กำลังจ่ายส่วยให้กับตาเฒ่า ผู้ตั้งตัวเองเป็นผู้คุมที่พัก ติงเหยียนก็ต้องเข้าแถวเพื่อแบ่งอาหารให้กับตาแก่นั่นด้วยเช่นกัน พอถึงคิวของเขาที่ถือขนมปังแข็งเสี้ยวน้อยไว้ในมือ ชายแก่ก็แบมือออกมาพร้อมกับฉีกยิ้มที่ดูกักขฬะเป็นอย่างมากรอรับส่วยในวันนี้ เมื่อเห็นว่า ติงเหยียนยืนนิ่งไม่ยอมส่งส่วยก็กระชากคอเสื้อของเขาตะคอกเสียงดังว่า “แกคิดจะทำอะไร คิดจะขัดขืนไม่จ่ายค่าที่พักเหรอ”
ติงเหยียนที่โดนกระชากคอเสื้อไปกำไว้ ดิ้นขลุกขลักอย่างอึดอัดเพื่อให้ตัวเองหลุดจากมือชายแก่ แต่น่าเสียดายที่แรงน้อยเกินไป ชายแก่เหวี่ยงเขาลงกระแทกกับพื้นจนรู้สึกจุก จากนั้นก็ก้าวเข้ามายกเท้ากระทืบไปบนท้องของ ติงเหยียนที่นอนกระอักกระไออยู่บนพื้นอย่างแรง
ชายหนุ่มตัวงอพยายามยืนขึ้นจากพื้น แต่ไม่สำเร็จ จึงร่วงลงไปตามแรงโน้มถ่วงอีกครั้ง แต่กระนั้นมือของเขาก็ยังไม่ปล่อยจากขนมปัง ยิ่งซ้อมยิ่งหนักมือ ชายแก่กระทืบซ้ำอีก 2-3 ที ก็เดินเข้าไปกระชากขนมปังออกจากมือ ติงเหยียนพร้อมกับถ่มน้ำลายไปบนตัวของเขาอย่างดูถูกเหยียดหยาม
ชายหนุ่มได้แต่ถลึงตามองอย่างเคียดแค้น โกรธทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เขาพบเจอกับเรื่องแบบนี
“ทำไม แกจ้องฉันอย่างนี้อยากโดนกระทืบอีกรอบหรือไง จำไว้อย่ามาหือกับฉัน” ชายแก่ก้มลงมากระชากติงเหยียนขึ้นจากพื้น ออกแรงเขย่าจนเขามวนท้อง ตะคอกใส่เสียงดังก่อนจะขว้างเขาทิ้งด้านข้างเหมือนขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
“คนต่อไป” จากนั้นชายแก่ก็หันกลับไปเรียกเก็บอาหารจากคนที่ต่อแถวอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งแรก ตอนช่วงแรก ๆ มีคนพยายามขัดขืนเหมือนกันกับติงเหยียน ไม่มีใครอยากเอาอาหารน้อยนิดที่หาได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองไปให้คนอื่น พอขัดขืนหรือไม่ยอมจ่ายส่วยก็จะโดน ชายแก่หรือไม่ก็พรรคพวกของเขาทำร้าย บางครั้งโดนซ้อมจนปางตายหรือตายไปเลยก็มี ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ตื่นตระหนกและพยายามช่วยกันห้าม แต่ยิ่งห้ามเหมือนจะยิ่งแย่ คนที่เข้ามาช่วยก็พลอยโดนซ้อมไปด้วย จนไม่มีใครคิดที่จะช่วยใครอีก ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ลำพังแค่เอาตัวเองให้รอดยังยาก นับประสาอะไรกับช่วยคนอื่น นานวันเข้าทุกคนก็เห็นเหตุการณ์แบบนี้กันจนเป็นที่ชินตา ชินความรู้สึก ไม่มีความสงสาร ไม่มีความเห็นใจ ชีวิตใครชีวิตมัน
ดึกแล้ว ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับกลับมืดมิด หมอกพิษลงหนาจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร แต่ติงเหยียนกลับไม่รู้สึกง่วง เขานอนอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง พลิกตัวไปมาหลายครั้งก็ยังนอนไม่หลับ สุดท้ายจึงค่อย ๆ ประคองตัวเองลุกขึ้น สวมหน้ากากกันพิษเก่า ๆ เปิดประตูเดินตัวงอออกไปข้างนอก
ถึงแม้ว่าการขยับตัวจะทำให้เขาเจ็บระบมและปวดแผลจากการถูกทำร้ายเมื่อช่วงเย็น แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังพยายามที่จะพาตัวเองออกไปจากสถานที่แห่งนี้ รู้ทั้งรู้ว่าการเดินออกมาข้างนอกอาจทำให้ถูกพวกอื่นทำร้าย ไม่ก็ถูกพิษจากหมอกพิษเล่นงานจนตาย แต่เขาอยากจะลองดูสักครั้ง เขาไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว ไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่เจออยู่ตอนนี้คือความจริง
เป็นไปได้อยากให้ตัวเองหายไปซะ หายไปจากโลกเฮงซวยใบนี้ ไม่ต้องรับรู้ ไม่ต้องแบกรับ ไม่ต้องทรมาน ไม่อยากกลับมามีชีวิตที่ต้องคอยหลบซ่อนเหมือนหนูท่อ โดนเหยียบย้ำราวกับผ้าขี้ริ้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่อยากกลับมารอวันที่จะโดนคนอื่นทรยศ ไม่อยากจะวิ่งหนีซอมบี้ ไม่อยากโดนกัดและฉีกทึ้ง
เขาเหนื่อยแล้ว เหนื่อยมากจริง ๆ
ร่างผอมบางเดินโงนเงนโซเซไปตามถนนเก่าโทรม จนถึงจุดจุดหนึ่ง เข่าของเขาก็ทรุดลง ตัวทั้งตัวล้มลงไปบนพื้นถนน ขยับไปไหนไม่ได้อีก ปล่อยน้ำสีใสไหลลงมาอาบแก้ม มีแค่น้ำตาที่ไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นเบา ๆ เขาหวังว่าคราวนี้จะได้ตายไปจริง ๆ ซะที ขออย่าได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย
