บทที่ 9 ไม่ได้อยากกลับมา 8
ซ้ายก็ความมืด ขวาก็ความมืด ด้านหน้าด้านหลังล้วนถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ท่ามกลางความมืดนี้กลับมีชายร่างเล็กผู้ซึ่งก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเองอยู่ สองมือปล่อยลงแนบลำตัว ยืนนิ่งไม่ไหวติง เหมือนหุ่นจำลองที่ไม่มีชีวิต
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วไม่รู้ อาจเพียงพริบตา หรืออาจนานจนจำไม่ได้แล้วที่เขาต้องอยู่แบบนี้ เขาคนนี้หวังเพียงให้วันเวลาหมุนเวียนผันผ่านไปวันแล้ววันเล่า ได้แต่เฝ้ารออยู่ในความมืด จากเคยตื่นเต้น แปลกใหม่ คาดหวังและรอคอย เปลี่ยนเป็นเบื่อหน่าย จืดจาง และท้ายที่สุดเขาก็ปล่อยวาง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควร ไม่มีความรู้สึกใดอีกแล้ว
เขาใช้ตาคู่นี้เฝ้ามองโลกหมุนไปวันแล้ววันเล่า โลกที่เคยเต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามโดยไม่เติมแต่ง สรรพสิ่งล้วนพึ่งพาอาศัยกันด้วยมิตรไมตรี จากนั้นค่อย ๆ พัฒนาและผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยธรรมชาติ และฝีมือมนุษย์ ผ่านสิบแผ่นดินไหว ร้อยน้ำท่วม พันภูเขาไฟระเบิด หมื่นสงครามและความเปลี่ยนแปลงอีกนานัปการ
ทว่าในสายตาของผู้ซึ่งเฝ้ามองโลกนี้มาตั้งแต่ต้น สิ่งที่ทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วคือสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ ความไม่รู้จักพอ ความโลภโมโทสัน ความเห็นแก่ตัว ความอยากรู้อยากเห็น ความอยากรู้อยากลอง ความคิดแสนโสมม จ้องทำลายสิ่งต่าง ๆ มนุษย์อ้างว่าทำเพื่อความเจริญรุ่งเรือง อ้างว่าทำเพื่อทุก ๆ คนในชาติ อ้างว่าเป็นการพัฒนา แต่ความจริงแล้วเป็นการตอบสนองความต้องการอันเห็นแก่ตัวของตนเองทั้งนั้น
จากแต่ก่อนทุกสิ่งบนโลกใบนี้มีความสมดุลระหว่างชีวิต ทว่าเมื่อเวลาเปลี่ยน ความตั้งใจเดิม จิตใจดั้งเดิมของคนก็เปลี่ยนไป
มนุษย์เริ่มละทิ้งความหวาดกลัวที่มีต่อสิ่งที่ไม่รู้ ละทิ้งความหวาดกลัว ต่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แล้วเริ่มต้นจากการเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจจากรุ่นสู่รุ่น พัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ พัฒนาองค์ความรู้ ทดลองในสิ่งที่ไม่รู้ ขวนขวายหาในสิ่งที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม อีกทั้งขวนขวายหาความสุข ความสะดวกสบายในชีวิต
มนุษย์ทำลายซึ่งโลกที่เคยสวยงามน่าอยู่อย่างช้า ๆ เฉกเช่นมอดกัดแทะขอนไม้จนผุพัง เช่นนั้นเขาก็จะค่อย ๆ ทำให้มนุษย์ได้ใช้ชีวิตดั่งขอนไม้บ้าง เป็นฝ่ายโดนรุกรานกัดแทะ ให้ได้ลิ้มลองรสชาติของความสิ้นหวัง ให้เห็นโลกที่สร้างขึ้นมาเน่าเฟะและล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา
:
:
ซ่า ซ่า ซู่
เสียงลมและเสียงคลื่นที่ได้ยิน สายลมอ่อน ๆ พัดพากลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าโชยมากระทบใบหน้าและลำตัวทำให้ติงเหยียนสะดุ้งตื่นขึ้น เขาหันมองรอบตัวอย่างมึนงง ความรู้สึกหน่วงในอก ความสิ้นหวังยังติดตรึง ความฝันที่ผ่านมาช่างเลือนราง ว่าแต่เขามาอยู่ที่ไหนอีกแล้ว ครั้งนี้ตายแล้วจริงๆ ใช่ไหม
ติงเหยียนยกมือขึ้นมาบิดแก้มตัวเองแรง ๆ
“โอ๊ย! เจ็บ ๆ เจ็บจริงนี่ ไม่ได้ฝันเหรอ” ติงเหยียนร้องออกมาเสียงดัง หน้าตาเหยเก น้ำตาคลอหน่วย ดูน่าสงสารมากเมื่อรู้สึกเจ็บแก้มเป็นกำลัง แก้มของเขาต้องแดงไปหมดแล้วแน่ ๆ
ชายหนุ่มยืนหมุนซ้ายหมุนขวาพึมพำคนเดียว “ที่นี่ที่ไหน”
ไม่ใช่ห้องใต้ดินโกโรโกโส ไม่ใช่โลกแสนโหดร้ายเต็มไปด้วยซอมบี้
เขาก้าวขาออกเดินไปโดยไม่รู้จุดหมาย สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกดีมาก เหมือนไม่ใช่สถานที่ที่มีอยู่จริงในโลก บรรยากาศเงียบสงบช่วยให้ ติงเหยียนรู้สึกมั่นคงปลอดภัย จิตใจที่เคยหม่นหมองจากเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาได้รับการเยียวยาให้ดีขึ้น
เขามั่นใจว่าไม่เคยเห็นสถานที่แบบนี้มาก่อน เมื่อเดินตรงไป ลงไปตามเนินลาดเล็ก ๆ เบื้องหน้าของเขาพลันปรากฏภาพหาดทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทรายเนื้อเนียนละเอียดสีขาวนวลตากระทบกับแสงแดดที่สาดส่องลงมาเป็นประกายระยิบระยับกับน้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวมรกตใสสะอาดไร้สิ่งเจือปน
ติงเหยียนเดินลงไปเหยียบหาดทรายนุ่มเท้า นั่งยอง ๆ ใช้มือสัมผัสกับคลื่นน้ำทะเลที่ถูกซัดเข้าฝั่ง จะเป็นไปได้ไหมนะว่าที่นี่คือมิติของเขา แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีมิติแบบนี้อยู่ด้วย เคยได้ยินว่าสามารถนำของเข้ามาได้แต่คนหรือสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยในมิติ ถ้านี่เป็นมิติของเขาจริง ๆ ละก็ยอดไปเลย ในนิยายวันสิ้นโลกหลาย ๆ เรื่องก็มีนี่นา เขาอาจจะโชคดีเหมือนตัวเอกพวกนั้นก็ได้ ใครจะไปรู้ ขอแค่ไม่ใช่เหตุการณ์เคาะกะลาให้หมาดีใจอีกก็พอ
จนตอนนี้เขายังแยกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์ไหนคือเรื่องจริงกันแน่ เขาย้อนกลับไปเกิดใหม่จริง ๆ หรือแค่ฝันซ้อนฝัน
นั่งเล่นอยู่แถวชายหาดสักพักเขาเดินย้อนกลับมาทางเดิมพลางสอดส่ายสายตาไปเรื่อยเพื่อสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว พื้นที่ถูกแบ่งเอาไว้เป็นสัดส่วน อย่างชัดเจน ซ้ายมือมีส่วนที่เป็นทุ่งนาที่ตอนนี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าประมาณ 10 ไร่ ด้านขวามือเป็นสวน มีต้นไม้ผลไม้นานาชนิดปลูกอยู่เต็มไปหมด แถมตอนนี้ต้นไม้เหล่านั้นก็กำลังผลิดอกออกผลกันมากมายจนละลานตา เลยไปทางด้านหลังจะเป็นลำคลองสายยาวที่คาดว่าต้นน้ำจะอยู่ในภูเขาด้านหลัง
“อ๊ะ นั่น” กระทั่งสายตาเขาไปสะดุดเข้ากับบ้านหลังหนึ่งตั้งเด่นอยู่กลางสวนสวย บ้าน 2 ชั้นทรงโมเดิร์นขนาดปานกลาง ด้านหลังเป็นลำธารใสขนาดกว้างพอประมาณโอบล้อมมาด้านข้างของตัวบ้าน แบ่งพื้นที่ระหว่างสวนผลไม้และบริเวณบ้านออกจากกันอย่างลงตัว มีสะพานไม้ขนาดไม่ใหญ่มากเอาไว้เดินข้ามจากฝั่งสวนผลไม้ไปยังตัวบ้าน
ติงเหยียนไม่รอช้าข้ามสะพานไปที่บ้านหลังงามนั้นทันที บริเวณหน้าบ้านเป็นสวนดอกไม้ขนาดย่อม เช่นพวกกุหลาบ โป๊ยเซียน ดอกโบตั๋น นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ ชูช่อพลิ้วไหวไปตามสายลม ส่งกลิ่นหอมจางลอยมาจนติงเหยียนอดสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ได้
เขาเดินสำรวจบริเวณบ้านจนพอใจ จึงตัดสินใจเดินไปหน้าบ้าน ลองเคาะประตูสองสามครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอื่นจึงยื่นมือผลักเปิดประตูเข้าไปทันที
