บทที่ 1 ถูกทรยศ

ค่ำคืนคริสต์มาสในกรุงเทพฯ สว่างไสวด้วยแสงไฟหลากสีที่ประดับทั่วเมือง ผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของขวัญและถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาสอย่างมีความสุข

ทว่า... สำหรับรุทแล้ว บรรยากาศชื่นมื่นเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจเหมือนใครอื่นเลย

ชายหนุ่มนั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะมุมร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่ง ใจลอยครุ่นคิดถึงบางสิ่งที่ยังค้างคาในใจ

แม้รอบข้างจะอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและเพลงคริสต์มาสคลอเบาๆ แต่ในหัวของรุทกลับจมดิ่งอยู่กับความทรงจำอันขมขื่นในอดีต

หลายปีก่อน คืนคริสต์มาสที่กลายเป็นฝันร้ายในความทรงจำของเขา...

รุทกลับถึงคอนโดช้ากว่าปกติเล็กน้อยหลังกลับจากงานเลี้ยงบริษัท คืนนั้นเขาเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษไว้เซอร์ไพรส์แฟนหนุ่ม หวังจะฉลองคริสต์มาสอีฟด้วยกันอย่างโรแมนติก

แต่ทันทีที่ประตูห้องนอนเปิดออก

ไฟหัวเตียงสลัวก็เผยภาพบาดตาบาดใจ ร่างเปลือยเปล่าสองร่างกำลังกอดรัดเคลื่อนไหวอย่างเร่าร้อนอยู่บนเตียงของเขา!

คนด้านบนคือแฟนหนุ่มที่เขารักหมดใจ ส่วนใต้ร่างที่กำลังร้องครวญคราางเสียงหลงคือ...เพื่อนสนิทที่เขาไว้ใจที่สุด!

รุทยืนนิ่งงันเหมือนถูกตรึงไว้ที่พื้น หัวใจคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดจนแทบปริแตก

ภาพบาดใจตรงหน้าทำเลือดในกายเขาเดือดพล่านด้วยความโกรธและความเสียใจ แต่แทนที่จะระเบิดอารมณ์ออกมา รุทกลับนิ่งอย่างน่าประหลาด ดวงตาเยือกเย็นขณะจ้องคนทรยศสองคนที่กำลังลนลานผละออกจากกัน

“ร…รุท… ฟังก่อนนะ! มันไม่ใช่อย่างที่เห็น!” เสียงแฟนเก่าตะโกนพลางคว้าผ้าห่มมาคลุมตัวเองกับนังเพื่อนเวรที่เปลือยเปล่าอยู่ใต้ร่าง มันช่างโคตรจะตามสูตรละครน้ำเน่า

แต่สิ่งที่รุททำ ไม่ใช่การพุ่งเข้าไปต่อย ไม่ใช่คำด่าด้วยถ้อยคำดิบๆ

...เขาแค่ยกมือขึ้น เพื่อบอกให้พวกมันหุบปาก!

"ออกไปให้พ้นจากห้องนี้... จากเตียงกู... ไอ้พวกเสนียด!"

ทั้งแฟนหนุ่มและเพื่อนสนิทต่างชะงักค้าง ราวกับไม่เชื่อว่าคนใจดีอย่างรุทจะพูดคำรุนแรงอย่างนี้ได้ แต่นาทีนี้สายตาของรุทเย็นชาเด็ดขาดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“เก็บข้าวของของพวกมึงให้หมด แล้วไสหัวไป อย่าให้กูเห็นของๆ พวกมึงแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่งั้นอย่าหาว่ากูไม่เตือน” เขายื่นคำขาดเสียงแข็งโดยไม่มีแววลังเล

ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรอีก ทั้งคู่รีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมอย่างทุลักทุเลก่อนจะผลุนผลันหนีออกจากห้องไป ปล่อยให้รุทยืนตัวแข็งอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบงันและความเจ็บปวดที่แล่นปลาบไปทั้งอก

ภาพเลวร้ายเมื่อครู่ยังตรึงแน่นอยู่ในหัว รุทกำหมัดแน่นพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอไม่ให้ไหลออกมา

เขาจะไม่มีวันยอมเสียน้ำตาให้คนทรยศพวกนั้นเด็ดขาด

หลังจากคืนนั้น รุทจัดการขายคอนโดทิ้งทันทีโดยไม่ลังเล เตียงที่เคยเป็นสักขีพยานความรักกลับกลายเป็นที่ที่เขาไม่อาจทนอยู่ได้อีกแม้เสี้ยวนาที

ความทรงจำโสมมนั้นทำให้เขาปวดใจทุกครั้งที่นึกถึง เมื่อความไว้ใจถูกหักหลังอย่างย่อยยับ รุทจึงตัดสินใจอยู่คนเดียวนับตั้งแต่นั้นมา หลายปีที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตโสดสนิท ไม่ยอมเปิดใจให้ใครง่ายๆ อีกเลย

.

.

เวลาผ่านไปถึงปัจจุบัน รุทในวัยยี่สิบกลางๆ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีกิจกรรมยามว่างคือแต่งนิยายเกย์เรื่อยเปื่อยแต่ก็ไม่ผังสักเรื่อง มีแค่งานประจำที่พอเลี้ยงตัวได้ แต่ระบบงานที่ยุ่งยากและชีวิตในเมืองที่ซ้ำซากเร่งรีบก็ทำให้เขาเริ่มเหน็ดเหนื่อย ลึกๆ ในใจก็ยังมีบาดแผลจากรักครั้งเก่าซ่อนอยู่ ต่อให้เวลาล่วงเลยหลายปีเขาก็ยังลืมมันไม่สนิท

มันคือการหักหลังซ้อนหักหลังอีกที เพราะคนที่เป็นกิ๊กแฟนหนุ่ม ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทแต่เป็นคนที่คอยให้คำปรึกษาทุกครั้งที่เขามีปัญหากับแฟนเก่า โดยเฉพาะเรื่องเซ็กส์

รุทยังคงซิงกูลาลาล่า และก็ตังใจจะบูชาพรหมจรรย์ลงมาจากหิ้งถวายใส่พารมอบให้แก่แฟนที่คบกันมาเกือบปี แต่ก้ต้องมาเจอเรื่องบเฮงซวยแบบนั้นเข้าซะก่อน

ของที่บูชาไว้บนหิ้งจึงยังค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น

สบายดีอยู่ที่คานทอง บ่มีเจ้าของน้องก็ซำบายดี~

เสียงริงโทนชวนปวดเฮ้ดกลุ้มฮาร์ทดังขึ้นเป็นจังหวะ ให้เจ้าของยกเครื่องขึ้นแนบหู พร้อมกับเสียงทุ้มจากปลายสายดังแล่นแปล๊ดเข้ามาในโสตประสาท

(ไอ้หมาาาา ว่างบ่ มาซอยข่อยแน!)

เพราะสายนั้นทำให้รุทได้ลาออกจากงานประจำและย้ายออกจากกรุงเทพฯ อันวุ่นวายไปอยู่บ้านญาติผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งก็คือลุงของเขาที่เป็นครูมวยและมีค่ายมวยเล็กๆ อยู่ที่นั่น จริงๆ แล้วรุทเคยเรียนมวยไทยมาตั้งแต่เด็กตามที่พ่ออยากให้ลูกชายโตขึ้นอย่างสมชาย

ประกอบด้วยสะรีระกล้ามเนื้อที่ได้มาจากพ่อตั้งแต่เด็ก เขาจึงดูโตกว่าเด็กไวเดียวกัน เรียกว่ายืนต่อแถวเมื่อไหร่ ได้ยืนคนสุดท้ายตลอด!

ในเมื่อถูกลุงชักชวนให้กลับเข้าค่ายอีกครั้ง นอกจากต้องฝึกซ้อมร่างกายอย่างจริงจัง เขายังได้ลองขึ้นชกก็พอได้ค่าตัวอยู่บ้าง การได้ออกแรงต่อยกระสอบทรายและลงนวมทุกวันช่วยระบายความเครียดในใจเขาไปไม่น้อย

จนกระทั่งคืนคริสต์มาสปีนี้…

รุทเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากหลบไปสงบใจที่สิงห์บุรีอยู่พักใหญ่ เหตุผลที่กลับมาก็เพราะเขามีนัดกับเพื่อนสนิทสมัยม.ปลายที่ชื่อ 'ไทเซ'

หนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นที่รุทสนิทใจด้วยที่สุด ทั้งคู่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันและคบกันมายาวนานในฐานะเพื่อนรู้ใจ แม้ต่างฝ่ายจะยุ่งกับชีวิตของตัวเอง แต่ก็ยังติดต่อพูดคุยกันเสมอ

“เมอร์รี่คริสต์มาส!” เสียงทักทายดังลั่นพร้อมฝ่ามือหนักๆ ของไทเซฟาดลงบนบ่ารุทอย่างเป็นกันเอง รุทสะดุ้งโหยงหลุดจากภวังค์ รีบฝืนยิ้มก่อนยกกำปั้นชนกับเพื่อนรัก

“ไอ้ไท! มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยนะมึง”

รุทแกล้งทำหน้าบึ้งใส่ แต่แววตากลับเป็นประกายดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง

“ก็เห็นนั่งเหม่อ อยากแกล้งขัดเผื่อจินตนาการได้กินผู้ชายจะได้เรือล่มปากอ่าวเล่นๆ” ไทเซหัวเราะขำ แซวเล่นจนรุทส่ายหัว ยิ้มแหยๆ เพราะโดนจี้ใจดำ

“กวนตีนละ” เขาบ่นเบาๆ พลางทำหน้ามุ่ย

ไทเซเห็นเพื่อนทำหน้าไม่สู้ดีก็รีบยกมือมาตบหลังรุทเบาๆ เป็นการปลอบใจ

“เอาน่าเพื่อนรัก! กูรู้น่าว่าช่วงคริสต์มาสแบบนี้คงเซ็งๆ กับบรรยากาศคู่รักเค้าหวานกันทั่วเมือง”

ไทเซยักไหล่พลางทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้าม เหมือนจะสื่อว่าเพื่อนตัวดีคงอิจฉาคนมีคู่

“ใครสน อยู่คนเดียวโคตรสบาย จะนัดเย็บเอาให้รูพังกันไปข้าง”

“มึงนี่นะ สละความซิงให้ได้ก่อนเถ๊อะ”

“ซิงห่าอะไร ไม่ใช่นักร้อง”

“มุกห้าบาทสิบบาท”

“ตกลงมาหากูทำเตี่ยอะไร?”

“เออ ก็เห็นว่าเหงาโดดเดี่ยวจนหนังหนอนน้อยเปื่อย ก็เลยตั้งใจจะนัดมึงออกมานี่ไง จะได้ไม่ต้องหมกตัวเน่าเป็นปลาแห้งไม่มีแมวเอา”

มุมปากของรุทกระตุกน้อยๆ กึ่งซาบซึ้งในความหวังดี กึ่งอยากยกขาถีบไอ้เพื่อนแสนดีสักป้าบ

แต่มันก็เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาเสมอไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์คืนนั้นที่เพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มพากันหายหน้าไปหมด มีแค่ไอ้เวรนี่ที่ไม่เคยทิ้งเขาไปไหน

ทั้งสองสั่งเครื่องดื่มมานั่งจิบ คุยสัพเพเหระถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน ไทเซเล่าเรื่องงานกับครอบครัวของตัวเอง ส่วนรุทก็เล่าให้ฟังว่าเขาลาออกจากงานและไปใช้ชีวิตอยู่ค่ายมวยของลุง

“นึกภาพมึงใส่นวมขึ้นเวทีไม่ออกเลยว่ะ” ไทเซแอบขำ เขารู้ว่ารุทชอบคิดว่าตัวเองเป็นกระต่ายตัวเล็กๆ ทั้งที่ตัวเท่าควาย 

“ทำมะ?” รุทเริ่มออกจริตจะก้านเมื่อชักกรึ่มๆ

รุทยักคิ้วพลางยักไหล่อย่างทะเล้น สองเพื่อนซี้หัวเราะครืนจนโต๊ะข้างๆ เหลือบมอง แต่ไม่นานเสียงหัวเราะก็จางลงเมื่อไทเซเริ่มถามถึงเรื่องความรักของรุท

“นี่มึง…ไม่คิดจะเปิดใจให้ใครอีกจริงๆ เหรอวะ?” ไทเซถามด้วยน้ำเสียงทั้งห่วงใยและจริงจัง

“...”

“เข้าใจนะว่าเข็ดจากคราวนั้น แต่คนเหี้ยๆ แบบพวกมันไม่ได้มีอยู่ทั่วโลกสักหน่อย ตามท้องถนนมันต้องมีคนดีๆ บ้างแหละว๊า อย่างน้อยก็กู”

รุทนิ่งไปครู่หนึ่ง คำถามนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดมาก่อน ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่ว ลูบแก้วน้ำเย็นตรงหน้าเบาๆ

“มึงเพศเดียวกับกู เอากันเมื่อไหร่คงฝันร้ายไปสิบปี” เพศเดียวกันที่รุทพูดถึง ไม่ได้หมายถึงเพศสภาพแรกเกิดแต่หมายถึงรสนิยมที่ต่างฝ่ายต้องการเป็นรับทั้งคู่

“ถึงตัวมึงจะสูงใหญ่ตรงสเป็กกูอะนะ แต่กูอยากได้ผัวไม่ใช่เมีย” 

จะว่าไปไทเซก็เรียกได้ว่าตรงตามคอนเซปเคะนิยม ตัวเล็กผิวขาวเหมือนหยวกกล้วย หนุ่มแว่นหน้าตาหวานๆ แต่เห็นอย่างนี้มันไอคิโด้วายดำนะ อย่าคิดหาเรื่องมันเชียว 

“หึ เออๆ เปลี่ยนเรื่องๆ… มึงอะมีคนคุยไปกี่คนแล้วล่ะช่วงนี้?” รุทรีบชิงถามกลับหวังเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“อย่ามาชวนเปลี่ยนเรื่องเลยไอ้คุณรุท กูอยากชวนมึงไปแรด” ไทเซยังไม่ยอมง่ายๆ หัวเราะในลำคอ

"แรดที่ไหน ถ้าเป็นกรุงเทพ ขอบายนะ เบื่อโคตร"

“ใช่ที่ไหนเล่า ปีใหม่ปีนี้ มันต้องอลังแบบไม่ใหญ่แน่นะวิ กูจะชวนมึงไปลั้ลลาบาร์โฮสที่ญี่ปุ่น!”

คำชวนปุบปับทำเอารุทชะงัก

“ห๊ะ? ญี่ปุ่นอะไรของมึง?” เขาหรี่ตาถาม

“ก็ไปประเทศญี่ปุ่น ดินแดนปลาดิบไงเพื่อน มึงไม่เก็ทประโยคไหน” ไทเซยิ้มกว้าง

“ญี่ปุ่นนะ ไม่ใช่ร้านอาหารฟูจิ นึกอยากไปก็จะไป”

“ก็ถือซะว่าไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ ใครจะไปรู้ ในเมื่อเมืองที่ว่าศิวิไลอย่างกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์... มีประชากรกว่า 5 ล้านคน เพื่อนกูมันยังเจือกหาผู้ไม่ได้ ก็ไปซะไกลๆ โน่น เผื่อได้ผัวมาสักคน”

รุทที่เริ่มมวนๆ ได้แต่กะพริบตามองเพื่อนปริบๆ ไม่คิดว่าไทเซจะหลอกด่าพร้อมวางแผนชวนไปเที่ยวถึงต่างประเทศ

ถึงจะแอบประหลาดใจ แต่ลึกๆ คำพูดของไทเซก็จุดประกายความคิดของคนเริ่มเมาขึ้นมาได้

เออ! ก็ในเมื่อเกือบยี่สิบกว่าปี ไม่เคยได้รับอะไรผ่านเข้าออกช่องทางนั้น นอกจากน้ำฉีดตูดกับลี่ขู้[1] ลองไปเที่ยวต่างประเทศก็อาจจะได้อะไรมาเติมเต็มช่องทางนั้นสมใจ

“…ไปก็ไปวะ ถ้ามึงจะท่องชื่อเต็มกรุงเทพขนาดนี้ กูไปด้วยก็ได้” รุทตัดสินใจแทบจะทันที พลางยักไหล่เหมือนคนยอมแพ้

“เยส! ว่าแต่…มึงตกลงง่ายไปเปล่าวะ คำพูดหว่านล้อมที่เตรียมมานี่ไม่ได้ใช้เลยสักแอะ ฮ่าๆ” ไทเซยกมือขึ้นจะตบบ่ารุทแล้วหัวเราะ

“ฮะๆ กูขี้เกียจฟังมึงไล่ท่องคำขวัญประจำจังหวัด” รุทหัวเราะ พลางยกแก้วเครื่องดื่มชนกับเพื่อนรัก

“เอ้า~! ชนนน~!”

“เห้ย แต่มีข้อแม้นะโว้ย ทริปนี้มึงต้องเลี้ยงกูนะ”

“โห่ ไรวะ เงินเก็บไปไหนหมด แล้วไม่ได้เงินค่าขึ้นชกเลยไง๊”

“ก็มีเหลือแหละ เหลืออีกไม่กี่บาทจะเชิญพระมาสวดให้บัญชีธนาคารสักเจ็ดวัน ติดที่เงินใส่ซองไม่พอว่ะ”

“ต้องใส่เท่าไหร่วะ” ไทเซถามตามน้ำ

“พระสี่รูป รูปละสองร้อย”

“เออ ถ้าจะอนาถาขนาดนี้ เลี้ยงก็เลี้ยง เพื่อนคนเดียว เลี้ยงได้อยู่แล้วครับ!” ไทเซยืดอกตอบอารมณ์ดี

“ขอบคุณครับบบ เสี่ยไท” รุททำท่าเหมือนกราบแนบอก

“ตั๋วเครื่องบินเดี๋ยวจัดการเอง ถึงโอซาก้าเมื่อไหร่จะพาเที่ยวสุดเหวี่ยง รับรองมึงได้แน่นอนงานนี้”

โอซาก้า…

ดูท่าเพื่อนรักจะเตรียมการมาดีจริงๆ รุทเองก็อดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อนึกว่าจะได้ออกเดินทางอีกครั้งหลังไม่ได้เที่ยวมานานหลายปี

สองเพื่อนซี้นั่งคุยกันต่ออย่างออกรสถึงแพลนเที่ยวคร่าวๆ เสียงหัวเราะของพวกเขากลับมาช่วยเติมเต็มใจของรุทอีกครั้ง ราวกับความหม่นหมองที่เคยปกคลุมค่อยๆ ถูกปัดเป่าไป

[1] ภาษาลู แปลว่า ขี้

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

รุทกับไทเซก็ได้บินลัดฟ้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังโอซาก้า เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยและผู้คนเป็นมิตร ไทเซเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเพราะเขาไม่ได้มาเยือนบ้านเกิดฝั่งพ่อหลายปีแล้ว

ช่วงกลางวันพวกเขาตะลุยเที่ยวอย่างกระตือรือร้นตั้งแต่นัมบะ ชินไซบาชิ ไปจนถึงโดทงโบริ แถมยังถ่ายรูปคู่กับป้ายกูลิโกะตามธรรมเนียมทุกอย่าง รุทรู้สึกหัวใจพองโตไปกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ และมิตรภาพของเพื่อนรักที่ทำให้เขาหัวเราะได้ตลอดทาง

จนมาถึงคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไทเซเอ่ยปากชวนรุทออกไปเปิดหูเปิดตายามราตรีในย่านบันเทิงชื่อดังของโอซาก้า

“คืนนี้ไปเคานต์ดาวน์ที่บาร์แถวชินไซบาชิกันไหม ได้ข่าวว่าแถวนั้นคึกคักสุดๆ ไปเลย”

รุทไม่ขัดอยู่แล้ว ปกติตอนอยู่ไทยเขาแทบไม่เคยเที่ยวกลางคืนเลย คืนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะปลดปล่อยส่งท้ายปี เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล

ทั้งคู่จัดแจงแต่งตัวให้ดูดี ไทเซบอกว่าจะพาไปร้านของรุ่นพี่ที่รู้จัก ซึ่งแบ่งเป็นสองโซน

โซนบาร์ธรรมดากับโซนโฮสต์คลับที่มีหนุ่มหล่อคอยบริการลูกค้า ไทเซกระซิบกับรุทด้วยสายตากรุ่มกริ่ม

“เดี๋ยวมึงจะเจอหนุ่มๆ งานดีเพียบ เผื่อถูกใจใครจะได้ฉลองปีใหม่สุดเหวี่ยงไปเลยไง ฮ่าๆ”

“ขอให้กูได้เอาซิงลงจากหิ้งเถ๊อะ นึกว่าอยู่ค่ายจะได้ผู้ แม่งเอ๊ย! ได้แต่คู่ชก” รุทบ่นกระปอดกระแปดพลางส่ายหัว นึกขำกับผลพลอยได้ที่ยอมตามลุงกลับไปอยู่ต่างจังหวัด 

นึกว่านอกจากจะได้เหล่หนุ่มกล้ามโต ก็อาจจะพบรักแบบนิยายเกย์ที่ชอบตามอ่าน แต่ที่ไหนได้...

หน้าแต่ละคน... เห็นแล้วก็อยากวิ่งแจ้นไปหาพี่บัวขาว แล้วเอารูปมากราบบูชา

.

.

สองหนุ่มไทยเดินเข้าบาร์หรูในเวลาประมาณสองทุ่ม บรรยากาศภายในร้านคึกคักไปด้วยผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ

รุทตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาในโฮสต์คลับจริงๆ เสียงเพลงดังสนั่น แต่ไทเซกลับพาเขาลัดขึ้นบันไดไปยังชั้นสองซึ่งเป็นโซนโฮสต์คลับที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า

บนชั้นสองเสียงดนตรีบรรเลงคลอแผ่วและมีฉากกั้นระหว่างโต๊ะเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ที่นี่เป็นสาวออฟฟิศญี่ปุ่นบ้าง นักท่องเที่ยวบ้าง ซึ่งแต่ละคนก็ดูเพลิดเพลินกับหนุ่มหล่อที่นั่งข้างกายแทบทั้งนั้น

ทันทีที่ทั้งคู่ย่างเท้าเข้ามาในโซนโฮสต์คลับ หนุ่มๆ พนักงานหน้าตาดีหลายคนก็กรูกันเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ไทเซทักทายตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วก่อนจะแนะนำรุทให้ทุกคนรู้จัก

“นี่เพื่อนฉัน มาจากไทย ช่วยดูแลเขาด้วยนะ”

“แน่นอนครับ เชิญทางนี้เลย” โฮสต์คนหนึ่งผายมือเชิญพวกเขาไปยังโต๊ะว่างใกล้ระเบียง

รุทรู้สึกว่าบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองกว่าที่คิดไว้ เขาแอบโล่งใจที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกแปลกแยก แถมไทเซก็ยังอยู่ข้างๆ ไม่ห่างทำให้ยิ่งอุ่นใจ

หลังจากสั่งเครื่องดื่ม ไม่นานก็มีเด็กนั่งดริงก์สองคนมาร่วมโต๊ะตามธรรมเนียม ไทเซดูคุ้นเคยกับโฮสต์หนุ่มคนหนึ่งเป็นพิเศษ คุยหัวเราะกันถูกคอราวคนรู้จักกันมานาน ปล่อยให้รุทนั่งคุยกับอีกคนซึ่งเป็นหนุ่มญี่ปุ่นหน้าคมเพียงลำพัง

รุทมีติดขัดเรื่องภาษาอยู่บ้าง แต่โชคดีที่โฮสต์คนนั้นพอจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ทั้งสองเลยคุยกันพอรู้เรื่อง รุทดื่มไปคุยไปโดยไม่ทันสังเกตเลยว่าตัวเองเริ่มเมาเร็วแค่ไหน

“ไหวไหมเนี่ย” ไทเซเอียงคอมองเพื่อนที่หน้าแดงก่ำ ตาเยิ้มหลังชนแก้วไปหลายรอบ ตอนนี้โฮสต์ทั้งสองขอตัวไปดูโต๊ะอื่นชั่วคราวจึงเหลือแค่รุทกับไทเซตามลำพัง

“เออ…สบายมาก” รุทยกนิ้วโป้งให้แต่ก็เผลอเซไปซบไหล่ไทเซจนอีกฝ่ายหลุดหัวเราะ

“ไอ้ห่านี่ เมาเหมือนหมา” ไทเซส่ายหัวพลางพยุงรุทให้เอนพิงพนักโซฟา

“อึกๆ”

“เอาจริงไหวเปล่า? หน้านี่แดงอย่างกับทำบรัชออนหล่นใส่”

“แดงพ่อง แค่กรึ่มๆ โว้ย มึนๆ นิดหน่อย~ แต่ยัง อึก หนุกอยู่” รุทขมวดคิ้วด่าอู้อี้ เขาหัวเราะคิกกับตัวเองแบบไม่มีสาเหตุ ไทเซได้แต่แอบถอนใจ

“กรึ่มลูกโอโต้ซังมึงสิ เมาซะขนาดนี้…” ไทเซบ่นเบาๆ พลางเหลือบดูนาฬิกา อีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืน เขาตัดสินใจลุกขึ้น

“คึคึ อะจึ๊อะจึ๊ จะอี้จะอี้”

“ภาษาอะไรของมึงกูจะบ้า นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บ อย่าไปไหนนะเว่ย” ไทเซบอก

รุทพยักหน้าหงึกหงักไม่เอะใจอะไรนัก ไทเซจึงเดินแยกออกไปทางห้องน้ำด้านนอก

รุทกระพริบตาถี่ๆ พยายามโฟกัสสติที่ล่องลอย สายตาพร่ามัวกวาดมองรอบตัวก่อนจะหลุดขำเบาๆ เมื่อเห็นคู่ชายหญิงโต๊ะข้างๆ กำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม

“นัวดีชะมัด อยากได้บ้าง” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนหลับตาพริ้มเอนพิงโซฟา

แต่ในวินาทีนั้นเอง รุทรู้สึกเหมือนโซฟาที่นั่งอยู่เอียงวูบไป ชายหนุ่มขมวดคิ้วพยายามยันตัวลุก

“เฮ้ยๆๆ…”

ทุกอย่างพลันหมุนคว้าง เขาเสียหลักเซถลาออกนอกฉากกั้นไปโดยไม่ทันตั้งตัว

ร่างของรุทพุ่งชนเข้ากับใครบางคนเต็มแรง...!

บทถัดไป