บทที่ 5 ตื่นมากลายเป็นผัวยากูซ่า

แสงแดดยามสายของวันปีใหม่สาดลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน อาการปวดหัวตุบๆ จากฤทธิ์แฮงค์โอเวอร์ทำให้รุทครางฮือออกมาอย่างคนสติไม่เต็มร้อย เขาพลิกกายหนีแสงด้วยความเกียจคร้าน แต่แล้วกลับสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกได้ว่าที่นอนใต้ร่างไม่ใช่เตียงนุ่มๆ ที่โรงแรมของไทเซ เพื่อนรักอย่างที่คิด

รุทลืมตาขึ้นโพลง ความมึนงงพลันกระเด็นหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อพบว่าห้องที่เขาอยู่ไม่ใช่โรงแรมจริงๆ แต่เป็นห้องนอนกว้างขวางโอ่อ่าที่ไม่คุ้นตา เฟอร์นิเจอร์ไม้สักสีเข้มและภาพวาดญี่ปุ่นขนาดใหญ่บนผนังทำให้ทั้งห้องดูหรูหราราคาแพง ร่างทั้งร่างของรุทรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที 

ยิ่งกว่านั้นข้างกายเขายังมีบางสิ่งที่ทำเอาใจหล่นวูบ...!

บนเตียงเดียวกัน ร่างเปลือยเปล่าของชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ข้างๆ เขา ชายคนนั้นนอนหลับสนิทไม่ไหวติง มีเพียงแผ่นหลังขาวเนียนเปลือยเปล่าที่มองเห็นถนัดตา อวดรอยสักลวดลายขนาดใหญ่น่าพรั่นพรึงอยู่เต็มแผ่นหลัง

รอยสักรูปเสือดำอสุรกายกลางหลังตวัดกรงเล็บแยกเขี้ยวดุดัน เถาวัลย์สีดำเลื้อยพันรอบกายเสือและไต่เลยขึ้นไปถึงต้นคอกับหัวไหล่ แค่เห็นแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่รอยสักเล่นๆ แน่นอน รอยสักมโหฬารอลังการขนาดนี้

ยากูซ่าชัวร์!

“เชี่ย…อะไรวะเนี่ย?” รุทหลุดสบถออกมาเสียงแผ่ว

เขาก้มมองเนื้อตัวตัวเองด้วยความตกใจสุดขีด พลันพบว่าตอนนี้ทั้งเขาและคนข้างๆ ต่างเปลือยเปล่าพอกัน แถมตามซอกคอและแผ่นอกของเขาเองก็ปรากฏรอยจูบแดงเป็นจ้ำๆ ส่วนบนตัวชายปริศนาก็มีรอยแดงกระจายไปทั่วไม่ต่างกัน ดูยังไงก็รู้ว่าเกิดจากกิจกรรมร้อนแรงเมื่อคืนนี้แน่นอน

รุทพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว สมองที่ยังตื้อจากฤทธิ์สุราไล่เค้นหาความทรงจำ เขาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งแล้วยกมือกุมขมับ ความเจ็บจี๊ดแล่นแปลบจนต้องร้องซี้ดเบาๆ

“โอ๊ย…ปวดหัวชะมัด” กลิ่นแอลกอฮอล์ยังค้างเติ่งอยู่ในโพรงจมูก เมื่อคืนเขาดื่มหนักขนาดไหนกันเนี่ย?

สายตาของรุทเหลือบเห็นเศษเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง ไล่มาตั้งแต่เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ของเขา กางเกงยีนส์ตัวเก่งที่ตอนนี้ดูไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว รวมถึงเสื้อผ้าของชายแปลกหน้าที่ถูกฉีกขาดจนไม่เหลือชิ้นดี กระดุมกระเด็นไปคนละทิศละทาง

เวรเอ๊ย… รุทสบถในใจอย่างคนสติแทบหลุด ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวทีละน้อย

เขาจำได้ว่าตัวเองเมาเละอยู่ที่บาร์ แล้วหลังจากนั้นก็จูบใครบางคนตรงเคาน์เตอร์บาร์ต่อหน้าคนทั้งผับ

จากนั้นความทรงจำก็ตัดไป มารู้สึกตัวอีกทีคือตอนนี้ที่ตื่นบนเตียงกับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ แถมทั้งคู่ไม่มีเสื้อผ้าติดกาย มิหนำซ้ำบนหลังของอีกฝ่ายยังมีรอยสักสุดสะดุดตาแบบนี้…

ยิ่งคิดหัวใจรุทก็หล่นวูบลงไปอยู่ตาตุ่ม อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนฉันลากยากูซ่าคนนี้ขึ้นเตียง?!

แล้วเมื่อคืนใครทำใครวะ?

รุทรีบกวาดตามองสำรวจร่างกายตัวเองด้วยใจที่เต้นโครมครามลุ้นระทึก ผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟู เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมด โชคดีที่สะโพกและบั้นท้ายของเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บแปลบหรือระบมอะไรเป็นพิเศษ…

หรือว่า…เมื่อคืนเขาไม่ใช่ฝ่ายโดนทำ…

ความร้อนผ่าวแล่นวาบขึ้นมาจากลำคอถึงใบหน้า เมื่อรุทชำเลืองมองแผ่นหลังของชายคนนั้นอีกครั้งก็เห็นชัดเจนว่าบนผิวขาวจัดเต็มไปด้วยรอยจูบและรอยข่วนที่เขาทำไว้ ยิ่งกว่านั้นบริเวณเอวสอบก็พราวพร้อยด้วยรอยนิ้วมือจางๆ ราวกับเมื่อคืนมีคนจิกเอวเขาไว้แน่น

ฉิบหายแล้ว!

รุทผงะจนเกือบล้มหงายหลังชนหัวเตียง

นี่หมายความว่าเมื่อคืน…เขาเป็นฝ่าย “ทำ” งั้นเหรอ?!

ภาพความทรงจำบางส่วนพลันแวบกลับเข้ามา คราวนี้ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย  เขาจำรอยสักรูปเสือดำกับเถาวัลย์ได้รางๆ จำผิวกายขาวจัดที่ขึ้นรอยแดงเป็นปื้นเพราะถูกริมฝีปากเขาฝากรอยดูดไว้

เสียงครางต่ำแหบพร่าของใครบางคนลอยมาเข้าหูอย่างเลือนราง ภาพเหตุการณ์หลายฉากค่อยๆ ฉายซ้อนขึ้นมาในหัว

พระเจ้า… คนเมาเลื้อยอย่างเขากล้าบ้าบิ่นปล้ำผู้ชายคนนี้จริงๆ ด้วย! รุทยกมือขึ้นกุมขมับ ไม่รู้จะด่าตัวเองยังไงให้สาสมกับความบ้าระห่ำของเมื่อคืน เขาคิดอะไรอยู่ถึงได้ไปคว้ายากูซ่ามาฟันได้ลง!

ที่ตลกร้ายยิ่งกว่าคือดันฟันเขาสำเร็จด้วยนะสิ!

รุทสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติอีกครั้ง สายตาตวัดกลับไปยังร่างเปลือยข้างกายเจ้าของรอยสักอีกรอบเพื่อประเมินสถานการณ์ โชคดีที่ตอนนี้อีกฝ่ายยังหลับสนิทไม่รู้เรื่อง ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าเขาตื่นมาเจอคู่นอนบนเตียงทำหน้าเหลอหลาขวัญกระเจิงอยู่จะเกิดอะไรขึ้น

หนีสิวะ…รออะไร!

เสียงในหัวรุทร้องเตือน เขาไม่คิดจะอยู่รอให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ แม้ในใจจะยังช็อกกับความจริงที่ว่าตัวเองกลายเป็นผัวใครบางคนเมื่อคืน แถมคนๆ นั้นดันเป็นยากูซ่าก็ตาม!

รุททำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ หย่อนเท้าลงจากเตียงอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้ที่นอนยวบจนอาจปลุกอีกฝ่าย เขาขบเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเหลือบไปมองชายแปลกหน้าที่ (เอาเข้าจริงคงต้องเรียกว่า “ผัว” ที่เขาฟันเมื่อคืน) เริ่มขยับตัวเล็กน้อยแล้วพลิกกายนอนหงาย

ทันใดนั้นใบหน้าหล่อเหลาของชายคนนั้นก็เผยให้เห็นเต็มตา เส้นผมสีดำขลับยุ่งเล็กน้อยปรกอยู่บนหน้าผาก ใบหน้าคมสันรูปสลักดูราวกับพระเจ้าบรรจงปั้น แผงอกกว้างเต็มไปด้วยรอยจูบแดงเป็นจ้ำฝีมือของเขา ยังไม่นับยอดอกสีเข้มนั่นที่มีรอยฟันขบเบาๆ โผล่พ้นสาบเสื้อคลุมไหมสีดำที่เจ้าตัวหยิบมาสวมปิดส่วนล่างไว้ลวกๆ ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจรุทสั่นวูบวาบไปชั่วขณะ

โอ๊ย…เมาแล้วฉันถึงขั้นปล้ำคนนี้ได้จริงๆ เหรอเนี่ย!

รุทรู้สึกหน้าร้อนผ่าว รีบสะบัดหัวเรียกสติ นี่ไม่ใช่เวลามามัวทึ่งหรือมองผู้ชายหล่อจนเคลิ้ม ถ้ามัวชักช้าคงได้ตายจริงแน่ๆ ตอนนี้ต้องหาทางเผ่นก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกตัว

เขาก้มๆ เงยๆ เก็บเสื้อผ้าของตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น อย่างน้อยก็เจอกางเกงยีนส์และเสื้อเชิ้ตของตัวเอง แม้เสื้อเชิ้ตจะหลุดกระดุมไปหมดแล้วก็ตาม เหลือแต่เสื้อกล้ามตัวบางขาดวิ่นที่ยังพอใส่ประทังแก้ขัดได้ รุทรีบสวมกางเกงยีนส์ทันที ก่อนจะพยายามสอดแขนใส่เสื้อกล้ามพลางคิดแผนหนีอย่างรวดเร็ว

ต้องรีบออกจากที่นี่ให้ได้ แล้วค่อยติดต่อไทเซให้มาช่วย หรือไม่ก็หาที่ซ่อนตัวตั้งหลักก่อน… ประตูอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรตรงโน้น รุทกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ตั้งท่าจะย่องไปที่ประตูให้เงียบที่สุด แต่ยังไม่ทันยกเท้าก้าว เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบก็ดังขึ้นมาจากข้างหลังเสียก่อน

“จะรีบไปไหน?”

เสียงใครวะ เชี่ยยยย!! หรือว่า...?!

รุทหันขวับไปมองคนที่ยังนอนอยู่บนเตียง เสียงทุ้มนั้นออกสำเนียงญี่ปุ่นชัดเจน แถมเรียกชื่อเขาอย่างถูกต้องติดปาก แปลว่าเจ้าตัวรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าแขกเมื่อคืนของตัวเองชื่ออะไร และตอนนี้ก็คงรู้ด้วยว่าตัวเขากำลังคิดหนี

ร่างของรุทสะดุ้งเฮือก แข็งทื่อค้างอยู่ตรงนั้นโดยอัตโนมัติ เสื้อกล้ามยับยู่ยี่ใส่ค้างอยู่ได้ครึ่งตัว หัวใจเต้นระส่ำแทบจะทะลุออกนอกอก เขาเหลือบตากลับไปมองทางเตียงอย่างหวาดๆ

ชายแปลกหน้ารอยสักเสือดำคนนั้นขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างใจเย็น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบสนิทจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบสีดำสนิทจ้องตรงมายังรุทเขม็งจนเขาต้องเสหลบตาแทบไม่ทัน

ริมฝีปากหยักลึกของชายคนนั้นเม้มเป็นเส้นตรง แผงอกเปลือยเปล่ายังโผล่พ้นเสื้อคลุมที่เจ้าตัวใส่ลวกๆ แขนแข็งแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผมสีดำลวกๆ ก่อนเจ้าตัวจะหยิบซองบุหรี่จากโต๊ะหัวเตียงขึ้นมา เคาะเอาบุหรี่มวนหนึ่งออกมาอมคาบไว้ที่ริมฝีปาก แล้วจุดไฟแช็กขึ้นจ่อปลายมวน ไฟสีส้มวูบไหวจากไฟแช็กสะท้อนในดวงตาเย็นชาคู่นั้นดูน่าพรั่นพรึง พอไฟติด ชายหนุ่มก็สูดควันลึกเข้าปอดก่อนพ่นมันออกมาเป็นสายหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศ

“คิดจะหนี?” น้ำเสียงเยียบเย็นถามขึ้นสั้นๆ พร้อมกับที่เจ้าตัวพ่นควันออกมา ราวกับต้องการกระชากสติของรุทให้กลับเข้าร่าง ดวงตาคมปลาบของเขาเบิกวาวโรจน์ใต้ม่านควันบาง

“...”

“อยากตายหรือไง…?” เขาเค้นเสียงถามต่อช้าๆ เน้นแต่ละคำจนน่าสะพรึง

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนขนาดใหญ่ บรรยากาศกดดันเสียจนรุทรู้สึกอึดอัดไปหมด ราวกับว่าเขาเป็นเหยื่อที่ถูกสิงโตนักล่าจ้องจะขย้ำในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า รุทยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ลมหายใจติดขัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเอื้อกใหญ่

“ไปสิ” ซาคุยะพูดขึ้นช้าๆ ริมฝีปากยกยิ้มเย็นชา ดวงตาคมกริบส่งประกายเย้ยหยันขณะไล่มองสำรวจรุทตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “ถ้าคิดว่ากล้าหันหลังให้คนอย่าง ‘ซาคุยะ’ ก็ลองดู”

“ปะ…เปล่า…” รุทพยายามจะปฏิเสธ แต่เสียงกลับขาดหายไปในลำคอ

“ลองเดินออกไปสิ” ชายแปลกหน้ากระตุกยิ้มขณะพูดย้ำ

สิ้นเสียงของเขา รุทก็ได้ยินเสียงโลหะแกร๊กดังขึ้นพร้อมกับเห็นวัตถุสีดำมันปลาบในมือของชายตรงหน้า ปืนพกกระบอกหนึ่งถูกเหนี่ยวไกขึ้นลำเตรียมพร้อมยิงแล้ว!

หัวใจรุทเหมือนจะระเบิดออกมา สายตาเย็นเยือกของซาคุยะทำเอาสติที่เหลือน้อยนิดแทบกระเจิง เขาอยากพูดอะไรสักอย่างแต่เสียงกลับไม่ออก เพราะความจริงก็คือเขาคิดหนีจริงๆ

“…มะ…เอ่อ…” รุทอึกอัก เสียงสั่นเครือ สมองตื้อตันไปหมด

“กลัวไอ้นี่เหรอ?” ซาคุยะถามเสียงเรียบ ยกปืนในมือขึ้นเล็กน้อยและส่ายไปมาอย่างจงใจ รอยยิ้มเย็นยะเยือกผุดขึ้นที่มุมปาก

รุทกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ ดวงตาจ้องเขม็งที่ปลายกระบอกปืนไม่กะพริบ

“กลัวโดนยิงทิ้งว่างั้น?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเนิบช้า แต่ฟังแล้วขนลุกเกรีย

“อึก...” รุทกลืนน้ำลายลงคอ จ้องมองปลายกระบอกไม่ละสายตา

“มันควรโดนยิงทิ้งว่าไหม?” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเนิบช้ามองไปยังกลางหว่างขาอีกฝ่าย ฟังแล้วพาขนลุกเกรียว

“เฮือก!” รุทสะดุ้งเฮือกสุดตัว เผลอยกมือปิดเป้ากางเกงตัวเองโดยไม่ทันยั้งคิด สีหน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดหนักเมื่อคำว่า “ยิงทิ้ง” หลุดออกมาจากปากอีกฝ่าย

ไม่ต้องให้ซาคุยะพูดโต้งๆ ว่าจะเล็งปืนไปยิงส่วนไหน รุทก็พอเดาได้ถนัดจากสายตาเหี้ยมเกรียมที่มองต่ำมาแถวหว่างขาตน

“มะ…ไม่ไปแล้วครับ! ผมไม่หนีแล้ว!” รุทร้องลั่น รีบหมุนตัวกลับมาคุกเข่ากับพื้นข้างเตียงทันที มือไม้พนมไหว้อย่างลนลานลืมสิ้นซึ่งศักดิ์ศรี ความกลัวทำให้เสียงสั่นเครือพูดจาแทบไม่เป็นภาษา

“ขะ ขอโทษคร้าบบบ! ผะ ผม…ไม่ได้ตั้งใจจะเสีย…บ” รุทพยายามพูดขอโทษขอโพยเสียงตะกุกตะกัก คำพูดตีกันยุ่งในหัว ยิ่งกำลังจะเอ่ยว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นฝ่ายเสียบ สายตาดุดันก็จ้องมองจนเขาต้องกลืนคำนั้นลงคอ

"พูดต่อสิ"

“มะ เมื่อคืนผมนึกว่าคุณเป็นโฮสต์ที่คลับ…ไม่คิดว่าจะเอ่อ...เป็น…ยะ” รุทหลุดปากสารภาพความจริงเสียงสั่น เผลอจะพูดว่า 'ยากูซ่า' แต่ก็ต้องชะงักหุบปากฉับ รีบชำเลืองมองสีหน้าของซาคุยะอย่างหวั่นๆ ที่ตอนนี้ยังนั่งไขว่ห้างมองต่ำลงมานิ่งๆ

“เป็นอะไร?” เขาย้อนถามเสียงเรียบ ดวงตาเย็นเยียบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางลังเลของรุท

“ไม่…ไม่คิดว่าจะเป็น…ยากูซ่า...ครับ” รุทกลืนน้ำลายลงคอฝืดอีกครั้ง ใจเสียจนแทบพูดจาไม่ออก

ถึงรุทจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครใหญ่โตมาจากไหน แต่ที่แน่ๆ คือการเข้าไปพัวพันกับยากูซ่านั้นชีวิตมีแต่จะหาไม่ เขาดูหนังมาเยอะ พอจะจินตนาการออกว่าตอนจบของคนที่งัดข้อกับแก๊งมาเฟียมักไม่สวยสักราย

“ผมผิดเองที่เมาจนสร้างเรื่องสร้างราว แล้วยังเข้าใจผิดจนก่อเรื่องใหญ่”

“เหอะ…เข้าใจผิด?” ซาคุยะพูดแทรกเสียงเย็น 

ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักเลิกคิ้วขึ้นนิดเมื่อเห็นแขกหนุ่มตรงหน้าตัวสั่นงันงกจนน่าสมเพช ท่าทางกร่างกล้าเมื่อคืนไม่หลงเหลือแม้แต่นิดเดียว เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ทอดสายตามองรุทที่ก้มหน้านิ่งคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างกับลูกหมาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว บรรยากาศกดดันรอบตัวจงใจบีบให้รุทยิ่งประหม่าแทบเสียสติ

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ ซาคุยะก็หัวเราะหึในลำคอ

เขาค่อยๆ โน้มตัวลงมาเล็กน้อย แสงแดดยามสายลอดผ่านกระจกหน้าต่างทาบลงบนดวงตาคมปลาบเป็นประกายวาววับ 

“คิดว่าฉันเป็นคนขายบริการ… กล้าดีนี่”

รุทสะอึกเงยหน้าขึ้นมองดวงตาคู่นั้นแวบหนึ่งก็ต้องรีบก้มหลบ สายตาของซาคุยะนิ่งสงัดแต่กลับน่ากลัวจับใจ ราวกับเสือร้ายไร้ปรานีกำลังจ้องมองเหยื่ออ่อนต่อกร รุทรู้สึกเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายตรงๆ

ซาคุยะกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างเชื่องช้าเหมือนไม่มีอะไรต้องรีบ เขาไม่สนใจจะปิดบังเรือนร่างเปลือยท่อนบนของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แถมยังปล่อยชายเสื้อคลุมไหมสีดำให้แหวกออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างแน่นไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรงและรอยสักเสือดำเลื้อยพันเถาวัลย์ที่พาดผ่านครึ่งตัวด้านซ้ายของเขาอย่างชัดเจน รอยสักนี้บ่งบอกสายเลือดยากูซ่าของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

ซาคุยะเดินทอดน่องมาหยุดยืนตรงหน้ารุทที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้น รังสีอำมหิตและบารมีที่แผ่ออกมาทำเอาคนตรงหน้ารู้สึกตัวหดเล็กลงแทบจมดิน รุทไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น สายตาทำได้เพียงมองปลายเท้าเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายที่หยุดอยู่ห่างไม่ถึงคืบ

“จะรับผิดชอบหรือจะตาย เลือกเอา” น้ำเสียงเย็นเยียบสั่งสั้นๆ ยื่นข้อเสนอให้เลบือกที่แปลว่าเลือกไม่ได้

คำขู่ของนายใหญ่แก๊งโทระจิน (พยัคฆ์) ดังแผ่วเบาราวกระซิบ แต่หนาวเยือกจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ซาคุยะย่อตัวลงเล็กน้อย โน้มใบหน้าลงกระซิบใกล้ใบหูของรุทจนอีกฝ่ายรู้สึกลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดแถวซอกคอ

“…!” รุทเบิกตากว้างแต่ไร้เสียงตอบสนอง สมองประมวลผลไม่ทันว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจากคำพูดนั้น ตอนนี้หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง

ซาคุยะผละหน้าออกแล้วกลับมายืนเต็มความสูงอีกครั้ง เขาหัวเราะหึในลำคออย่างถูกใจ

“ตกลงเอาไงต่อดี…เด็กน้อย” เสียงทรงอำนาจเอ่ยพร้อมกับปลายนิ้วยาวเย็นเฉียบที่เชยปลายคางของรุทให้เงยหน้าขึ้นมาเผชิญตาตรงๆ

รุทสะดุ้งวูบกับสัมผัสนั้น นิ้วเรียวแข็งแรงกดประคองปลายคางเขาไว้มั่น บังคับให้จำต้องสบสายตาคมปลาบอีกฝ่ายในระยะประชิด รุทเห็นดวงตาสีดำสนิทนิ่งสนมองลงมาไม่วางตา

“แต่…ผะ ผมต้องกลับบ้าน” รุทโพล่งออกมาด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด

“จะกลับบ้านเก่าตอนนี้ หรือจะอยู่เป็นของเล่นชิ้นใหม่ให้ฉันสักพัก เบื่อเมื่อไหร่ก็จะได้กลับ” ซาคุยะตอบทันที น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่เปิดช่องให้ต่อรอง แววตาคมกริบของเขาฉายประกายวาววับชวนขนลุก

“เป็นขอเล่นครับผม…!” รุทตอบอย่างไม่ลังเล พอได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ ซาคุยะก็ปล่อยคางร่างสูงออกแล้วหันไปทางประตู

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดผลัวะออกทันที ราวกับมีคนยืนรอสัญญาณอยู่ก่อนแล้ว ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ในชุดสูทดำสองคนย่างก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาสมกับเป็นลูกสมุนมือขวาของแก๊ง

รุทผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามาประกบซ้ายขวาเขา หัวใจที่เพิ่งตั้งสติได้บ้างสะดุดวูบอีกครั้ง

“ลุกขึ้น” ซาคุยะออกคำสั่งเรียบๆ โดยไม่เหลือบตามามองรุทด้วยซ้ำ

เขาเอื้อมมือไปหยิบบางอย่างจากบนโต๊ะหัวเตียงมาถือไว้ มันคือปืนพกสีดำสนิทกระบอกเดิมที่ตอนนี้ถูกปลดเซฟลง เขายืนถือปืนไว้ข้างลำตัวพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ 

“แต่งตัวซะ เสื้อผ้านายฉันให้ลูกน้องเตรียมไว้แล้ว”

รุทพยักหน้าหงึกๆ อย่างว่าง่าย รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ใจยังเต้นระรัวไม่หยุด เขาคว้าเสื้อผ้าของตัวเองที่กองอยู่ขึ้นมาสวมอย่างลวกๆ แม้เสื้อเชิ้ตจะหลุดกระดุมไปหลายเม็ด แต่เขาก็จัดการกลัดกระดุมเม็ดที่เหลือให้ชายเสื้อพอปิดช่วงอกไว้ไม่ให้โป๊เกินไป ส่วนเสื้อคลุมไหมสีดำเนื้อดีของซาคุยะที่ตกอยู่ตรงปลายเตียงนั้น รุทไม่กล้าเอามาสวมแม้จะช่วยปิดรอยข่วนรอยจ้ำบนตัวเขาได้ก็ตาม

เมื่อแต่งตัวเท่าที่ทำได้เสร็จ รุทอดไม่ได้ที่จะถามเสียงสั่น 

“เราจะไปไหนกันเหรอครับ”

“เดี๋ยวก็รู้” ซาคุยะสวนกลับทันควัน ดวงตาคมกริบตวัดมองสำรวจรุทอีกรอบตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับตรวจเช็คให้แน่ใจว่าเขาแต่งตัวเรียบร้อยดีแล้ว

รุทรู้สึกราวกับตัวเองเป็นนักโทษที่ถูกจับตามองไม่ให้คลาดสายตา เขากลืนน้ำลายลงคอเอื้อก สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญกำลังใจตัวเอง

ใจเย็นไว้นะไอ้รุท…อย่าเพิ่งโวยวายไป ปืนมันไม่มีตา แถมดูท่าคนถือก็น่าจะมีตาก็เหมือนไม่มี

สัญชาตญาณบอกเขาว่าตอนนี้ไม่มีทางหนีรอดไปได้ง่ายๆ แน่นอน ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นมีลูกน้องคุมเชิงซะขนาดนี้

ฮู่ว~ รุทเป่าลมหายใจออกเบาๆ พยายามสะกดกลั้นความหวาดหวั่นสุดชีวิต จากนั้นจึงจำใจสาวเท้าเดินตามซาคุยะที่ก้าวนำออกไปนอกห้องทันที โดยมีสมุนร่างยักษ์ทั้งสองขนาบซ้ายขวาเขาประหนึ่งบอดี้การ์ดจำเป็นที่คุมเชิงกันไม่ให้หนี

น่าแปลกที่ลูกน้องทั้งสองไม่ได้เข้ามากระชากหรือใช้กำลังบังคับรุทเลย พวกเขาแค่เดินคุมเชิงห่างๆ อย่างสุภาพ แต่ถึงอย่างนั้นอิสรภาพของรุทก็แทบเป็นศูนย์ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามอย่างเดียว

ตอนนี้หัวของรุทยุ่งเหยิงไปหมด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย…

เมื่อวานเขายังเที่ยวดื่มสนุกสุดเหวี่ยงกับไอ้ไทอยู่เลย ใครจะไปคิดว่าแค่เมาหนักไม่รู้เรื่องคืนเดียว จะทำให้ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงขนาดนี้

ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้เขาตื่นมาชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลับกลายเป็นคนที่ถูกยากูซ่าพาตัวไปกักไว้แบบไม่ทันตั้งตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป