บทที่ 6 ลากกวางน้อยเข้าถ้ำ

ซาคุยะพารุทเดินลัดเลาะไปตามโถงทางเดินชั้นบนของบาร์อันหรูหรา ผ่านประตูนิรภัยที่ติดตั้งระบบล็อกทันสมัยล้ำยุคซึ่งต้องใช้คีย์การ์ดในการเปิดออก เมื่อลงลิฟต์ส่วนตัวมายังชั้นล่าง ทั้งสองก็ออกมาสู่บริเวณด้านหลังของบาร์หรูเดียวกับที่เมื่อคืนรุทเคยมากับไทเซ

ตอนนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงวัน บรรยากาศในบาร์เงียบสงัด มีพนักงานประจำอยู่เพียงไม่กี่คนกำลังทำความสะอาดและจัดของเข้าที่อยู่ห่างๆ เมื่อเห็นนายใหญ่เดินผ่าน พนักงานบางคนก็รีบโค้งศีรษะหลีกทางอย่างนอบน้อม รุทได้แต่ก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าสบตาใคร ระหว่างที่ถูกนำออกไปยังประตูหลังร้านซึ่งมีรถยนต์หรูสีดำสนิทจอดรออยู่แล้ว

“เชิญครับนาย” คนขับรถรีบรุดลงมาเปิดประตูรับซาคุยะด้วยท่าทีนอบน้อม 

ซาคุยะเพียงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างรับรู้ ก่อนจะหันมาส่งสายตาเย็นเยียบเป็นสัญญาณให้รุทตามขึ้นรถไป ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกจึงรีบก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังอย่างว่าง่าย ขณะที่ลูกน้องอีกสองคนก็ขึ้นรถตามติด คนหนึ่งนั่งที่เบาะหน้า ส่วนอีกคนขึ้นมานั่งข้างๆ รุทเพื่อคุมเชิงต่อไป

ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศภายในรถทำให้รุทเพิ่งรู้สึกตัวว่าเหงื่อของเขาแตกพลั่กจนชุ่มโชกทั่วแผ่นหลัง เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็เปียกอับเหนียวเหนอะจนน่ารำคาญ แต่เขาไม่กล้าเอ่ยปากร้องขออะไร ได้แต่นั่งตัวแข็งเกร็งแทบกลั้นลมหายใจไว้ตลอดทาง

บรรยากาศภายในรถเงียบกริบไร้บทสนทนา ซาคุยะนั่งไขว่ห้าง สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีวี่แววว่าจะเอ่ยปากพูดอะไร ขณะที่รุทแอบเหลือบมองเขาเป็นระยะด้วยความประหม่า ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะพาเขาไปไหน และได้แต่หวังว่าไหนๆ หมอนี่อุตส่าห์ไว้ชีวิตเขามาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ก็คงไม่คิดพาไปเชือดทิ้งกลางทางหรอกมั้ง…

เวลาผ่านไปพักใหญ่ รถหรูสีดำสนิทวิ่งออกจากย่านสถานบันเทิงใจกลางเมืองอันพลุกพล่านสู่เขตชานเมืองที่เงียบสงบ รุทเพ่งมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถ พลางพยายามจดจำเส้นทางไว้เผื่อมีโอกาสหลบหนี แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร่างคนคุ้นตาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมถนน 

ณ สี่แยกไฟแดงซึ่งรถกำลังจะแล่นผ่าน

เอ๊ะ…นั่นมัน…!

รุทเพ่งมองร่างนั้นอีกครั้ง คนสวมเสื้อกันหนาวมีฮู้ดกับผมสีทองสว่างชี้ยุ่งแบบนั้น…ใช่แน่

หัวใจของรุทกระหน่ำเต้นรัวแทบทะลุออกมา เขาอยากจะตะโกนเรียกไทเซออกไป แต่กลับทำได้แค่ครางอึกอักอยู่ในลำคอ เพียงไม่กี่อึดใจรถยนต์คันนั้นก็แล่นผ่านเลยเพื่อนรักไป กระจกหน้าต่างฟิล์มทึบทำให้มองเห็นไทเซได้เพียงรางๆ และแล้วร่างเล็กๆ ของเพื่อนก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็วในกระจกหลัง

ไทเซ… ไอ้ไทโว้ยยย!

รุทได้แต่ตะโกนเรียกเพื่อนในใจอย่างสิ้นหวัง เขาภาวนาให้ไทเซปลอดภัยดี เพื่อนของเขาคงตามหาเขาจ้าละหวั่นตลอดทั้งคืน หรือไม่ก็อาจถึงขั้นไปแจ้งตำรวจแล้วด้วยซ้ำ 

แต่พอคิดอีกที… นี่มันแก๊งยากูซ่าเชียวนะ! 

ตำรวจธรรมดาที่ไหนจะกล้าเข้ามายุ่งด้วย โชคดีหน่อยก็อาจไม่เป็นอะไร แต่ถ้าโชคร้ายก็คงโดนเก็บเรียบยกรัง รุทได้แต่เม้มปากแน่น กุมมือตัวเองที่ชุ่มเหงื่อไว้แน่นเงียบๆ โดยไม่เอ่ยอะไรออกมา

ตลอดเวลานั้น ซาคุยะลอบสังเกตอากัปกิริยาของแขกไม่ได้รับเชิญผ่านหางตา ดวงตาที่อ่านไม่ออกคู่นั้นคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ แต่แน่นอนว่ารุทไม่มีทางรู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใด

ความจริงแล้ว หลังค่ำคืนอันเร่าร้อนนั้นผ่านพ้นไป ซาคุยะก็รีบให้ลูกน้องจัดการสืบประวัติของชายหนุ่มผู้นี้ทันที ผลคือในเวลาไม่ถึงสิบนาที ข้อมูลคร่าวๆ โดยสรุปก็ถูกส่งมาถึงมือเขาอย่างครบถ้วน คนที่ช่วงชิงความบริสุทธิ์ทางประตูหลังไปจากเขามีชื่อ 'รุท' อายุราวยี่สิบกลางๆ สัญชาติไทย เดินทางมาพร้อมเพื่อนชายลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ชื่อไทเซ โดยจองโรงแรมพักในโตเกียวเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ดูจากประวัติแล้วก็เป็นเพียงหนุ่มไทยที่มาเที่ยวช่วงปีใหม่ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีพิษสงอะไร

เท่านั้นยังไม่พอ ซาคุยะยังสั่งให้ลูกน้องคนสนิทติดต่อหมอประจำตระกูลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ให้เตรียมยาอะไรบางอย่างมาให้เขาอย่างเร่งด่วนที่สุด แน่นอนว่าซาคุยะไม่คิดจะปล่อยให้ปัญหาใดๆ ที่อาจเกิดจากความบ้าระห่ำเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มาหลอกหลอนเขาในภายหลัง

“ขับดีๆ” เสียงทุ้มของซาคุยะดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหันไปกำชับคนขับรถด้วยภาษาญี่ปุ่น น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เด็ดขาด รุทแม้จะฟังไม่ออก แต่ก็อดสะดุ้งกับน้ำเสียงทรงอำนาจนั้นไม่ได้

“ครับ นาย” คนขับสวนรับทันทีเสียงหนักแน่น จากนั้นรถก็ชะลอความเร็วลงจนรุทรู้สึกได้

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ซาคุยะถอนหายใจเบาๆ ก่อนโน้มตัวไปหยิบกระติกน้ำเก็บอุณหภูมิที่วางในช่องข้างประตูรถขึ้นมา เขาคลายฝาเกลียวออก ส่งกลิ่นชาหอมกรุ่นฟุ้งออกมา จากนั้นจึงรินน้ำชาลงในถ้วยเล็กพอดีคำ แล้วยกขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น

รุทลอบมองภาพนั้นอย่างเหลือเชื่อ อีกฝ่ายยังดูใจเย็นผิดกับเขาที่หัวใจยังเต้นบ้าคลั่งและคอแห้งผากเสียจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง ซาคุยะดื่มชาจนหมดถ้วย จากนั้นล้วงหยิบขวดยาเม็ดขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม เขาเคาะเอาเม็ดยาสีขาวออกมาหนึ่งเม็ดก่อนจะโยนมันเข้าปาก แล้วดื่มน้ำชาอึกสุดท้ายตามลงไป รุทมองภาพนั้นตาค้างอย่างตกตะลึง

นี่หมอนี่ยังมีสติขนาดหายาแก้แฮงค์กินเลยเหรอเนี่ย! 

ตัวเขาเองปวดหัวแทบระเบิดยังไม่ได้แตะยาอะไรเลยด้วยซ้ำ รุทคิดอยู่ในใจ ระหว่างที่กำลังสงสัยว่ายาที่อีกฝ่ายกินเข้าไปนั้นเป็นยาแก้แฮงค์หรือยาแก้ปวดกันแน่ อยู่ๆ ซาคุยะก็พูดขึ้นมาลอยๆ โดยที่สายตายังคงทอดมองไปยังวิวทิวทัศน์นอกรถ

“ฉันไม่ชอบให้มีมารหัวขนตามมาทีหลัง…”

รุทขมวดคิ้วกับประโยคนั้น แต่ก็รีบเสหลบสายตาไปทางอื่นทันที กลัวจะโดนจับได้ว่าแอบมองอยู่

มารหัวขน?

ถ้าคนพูดเป็นผู้หญิง รุทคงเดาว่าอีกฝ่ายกลัวจะตั้งท้อง แต่คนพูดนี่เป็นชายกล้ามโตแถมยังเป็นมาเฟียญี่ปุ่นเสียด้วย เขาจึงทำได้แค่เก็บความสงสัยนั้นไว้เงียบๆ ในใจ ไม่กล้าปริปากถามออกไป

ในที่สุด รถยนต์สุดหรูก็แล่นเข้ามาจอดลงอย่างนุ่มนวลภายในเขตคฤหาสน์หลังมหึมา รุทชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นกำแพงหินสูงตระหง่านล้อมรอบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้มองเห็นโลกภายนอก และมันตอกย้ำกับตัวเองว่าเขากำลังถูกพาตัวเข้าสู่ ‘ถ้ำเสือ’ อย่างแท้จริง

ทันทีที่รถจอดสนิท ลูกน้องสองคนที่นั่งประกบซ้ายขวาของรุทรีบเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปก่อน จากนั้นคนที่อยู่ทางซ้ายก็ผายมือเชิญให้รุทตามลงมา

ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเฮือกใหญ่ เรียกความกล้าหาญเฮือกสุดท้ายก่อนก้าวลงจากรถด้วยตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครมาลาก ทว่า พอเท้าทั้งสองข้างแตะพื้น สายตาหลายสิบคู่ก็จ้องเขม็งมาทางเขาอย่างไม่ไว้ใจจนรุทรู้สึกขนลุกซู่ เขาเลยได้แต่หดคอ ทำตัวลีบเล็ก เดินตามหลังซาคุยะที่ก้าวลงจากรถไปแล้วอย่างสงบเสงี่ยมที่สุด

ทั่วลานกว้างหน้าแมนชัน มีลูกน้องของซาคุยะยืนกระจัดกระจายอยู่ ทั้งที่สวมสูทและที่ใส่เสื้อยืดลำลองปะปนกันไป แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือรอยสักที่โผล่พ้นขอบเสื้อให้เห็นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ใช่คนธรรมดา บางคนยืนกอดอก บางคนพิงกำแพงคุมเชิงกันอยู่ สายตาของทุกคนจ้องเขม็งมาที่รุทเป็นตาเดียวจนเจ้าตัวต้องห่อไหล่ ใจเสีย รุทจึงทำได้เพียงก้มหน้าหลบ สาวเท้าเดินตามซาคุยะเข้าไปด้านในอย่างว่าง่าย

ภายในคฤหาสน์ยิ่งโอ่อ่าหรูหราเกินกว่าบ้านเศรษฐีใดๆ ที่รุทเคยพบเจอ เพดานโถงสูงเสียดประดับด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลระยิบระยับ พื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดเอี่ยมสะท้อนเงาจนแทบใช้แทนกระจกได้ ยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ รุทก็ยิ่งใจเสีย เขารู้ดีว่าที่นี่คือรังของเหล่ายากูซ่าระดับบิ๊กเบิ้มแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะดูสวยงามไฮโซก็จริง แต่อย่าลืมว่ามันอาจกลายเป็นหลุมศพของเขาได้ทุกเมื่อ หากเขาเผลอทำอะไรผิดใจเจ้าของบ้านเข้า

“ต่อไปนี้ก็อยู่ที่นี่แหละ” เสียงของซาคุยะดังขึ้นเรียบๆ เมื่อเขาหยุดเดินกลางโถงใหญ่ ชายหนุ่มหันกลับมาชำเลืองมองรุทเล็กน้อย คนถูกจ้องสะดุ้งโหยง ก่อนรีบผงกหัวรับคำโดยไว

“ค…ครับ” รุทตอบรับเสียงตะกุกตะกัก

“ถ้าไม่อยากตายก็อย่าคิดหนี” ซาคุยะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“เอ่อ…ครับ” รุทรับคำเสียงแผ่ว

“ฉันเกลียดคนทรยศ”

คำว่า ทรยศ ถูกเน้นเสียงหนักจนรุทเย็นวาบไปทั้งสันหลัง เขารีบพยักหน้าหงึกๆ แทนคำตอบทันที

“ทาคุ!” ซาคุยะเอ่ยเรียกลูกน้องคนหนึ่งที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล

“ครับนาย!” ลูกน้องร่างสูงโปร่งใบหน้าคมคายคนหนึ่งรีบขานรับเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างฉะฉาน พร้อมก้าวออกมาข้างหน้าอย่างว่าง่าย รุทอดประหลาดใจไม่ได้ เพราะคุ้นๆ ว่าเมื่อคืนตอนที่เขาเมาได้ที่แล้วพยายามลากซาคุยะไปจูบ มีชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามาขวาง และดูเหมือนชายคนนั้นก็คือคนนี้นี่เอง

“ฝากดูแลเรื่องเสื้อผ้าเครื่องใช้ของหมอนี่ด้วย เอาของไอ้โซจิมาให้มันใช้ไปก่อนก็ได้ ถ้าขาดเหลืออะไรให้มาบอกฉัน” ซาคุยะสั่งการเสียงเย็นเยียบที่แฝงแววคุกคามอยู่ในที

“ครับ นาย” ทาคุรับคำหนักแน่น พร้อมโค้งศีรษะคำนับนายใหญ่อย่างนอบน้อมสุดชีวิต

รุทอดคิดไม่ได้เลยว่า ในโลกยากูซ่าที่เคร่งครัดนี้ ซาคุยะคงเป็นดั่งราชาผู้ที่ทุกคนยอมศิโรราบโดยแท้จริง เพียงเอ่ยปากไม่กี่คำ ลูกน้องก็รีบปฏิบัติตามทันที ดูอย่างทาคุคนนี้ก็เห็นได้ชัด ทั้งเคารพทั้งเกรงกลัวเจ้านายอย่างออกนอกหน้า

“ฉันมีงานต้องจัดการ ไปอาบน้ำพักผ่อนตามสบาย เดี๋ยวจะเรียกมาทานข้าวกัน” ซาคุยะหันมาพูดกับรุทเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินแยกออกไปยังห้องทำงานส่วนตัว

“ครับ” รุทรับคำเสียงแผ่ว รีบหลุบตาลงต่ำนัก

ซาคุยะปรายตามองทาคุเล็กน้อยก่อนจะพูดภาษาญี่ปุ่นสั้นๆ สองสามคำ รุทฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่เดาได้ว่าน่าจะเป็นคำสั่งให้จับตาดูเขาไว้ให้ดี

หลังสั่งการจบ ซาคุยะก็หมุนตัวเดินจากไปทันที มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งตามประกบติดๆ ทิ้งให้รุทยืนงงอยู่กลางโถงใหญ่กับทาคุและลูกน้องอีกคนเท่านั้น

“คุณรุท เชิญทางนี้ครับ” ทาคุพูดขึ้นมาอย่างสุภาพเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำจนน่าประหลาดใจ

“เอ่อ… คุณพูดภาษาไทยได้เหรอครับ” รุทได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความทึ่ง 

“ผมเคยเรียนสมัยมอปลายครับ” ทาคุตอบ

รุทพยักหน้า แม้ใจยังงุนงงแต่ก็ไม่ถามเซ้าซี้อะไรอีก รู้เพียงว่าการมีคนที่พูดภาษาเดียวกับเขาได้อยู่ที่นี่ก็ช่วยให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหน่อย

“เชิญทางนี้ครับ ผมจะพาคุณไปยังห้องพัก” ทาคุผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ

“ขอบคุณครับ” รุทกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วเดินตามลูกน้องคนสนิทของซาคุยะขึ้นบันไดไปยังชั้นสองโดยดี

ทาคุพาเขามาหยุดที่หน้าห้องพักห้องหนึ่ง พร้อมบอกว่านี่เป็นห้องว่างที่ไม่มีใครใช้งานมาสักพักแล้ว จากนั้นทาคุก็เปิดประตูพารุทเข้าไปข้างใน ห้องนอนขนาดกลางตกแต่งสไตล์โมเดิร์นแบบเรียบง่าย ดูสะอาดสะอ้าน แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นแต่แต่ละชิ้นก็ดูดีมีราคา

“ห้องนี้เป็นห้องพักรับรองแขกครับ แต่ไม่มีใครใช้มาพักใหย่เพราะนายใหญ่ไม่ชอบรับแขก” ทาคุอธิบาย “คุณรุทพักห้องนี้ไปก่อนนะครับ ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าของเจ้าของเดิมอยู่หลายชุด ขนาดตัวน่าจะใกล้เคียงกับคุณพอดี”

รุทมองสำรวจรอบห้อง พลางนึกไม่อยากเชื่อว่าห้องพักของลูกน้องยังใหญ่กว่าห้องนอนที่คอนโดของเขาเสียอีก 

“ขอบคุณครับ” เจ้าตัวเอ่ยเสียงเบา

“เดี๋ยวคุณรุทไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนก็ได้นะครับ จะได้สบายตัว ของใช้จำเป็นในห้องน้ำมีครบหมดแล้ว ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกผมได้เลยครับ” ทาคุกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

“ครับ ขอบคุณมาก” รุทพยายามฝืนยิ้มตอบ แม้จะยังรู้สึกระแวงอยู่บ้าง แต่ทาคุก็วางตัวดีกับเขามากจนเจ้าตัวอดผ่อนคลายลงเล็กน้อยไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นผมจะรออยู่ด้านนอกนะครับ เสร็จแล้วเคาะประตูเรียกผมได้เลย” ทาคุโค้งศีรษะให้อย่างสุภาพ ก่อนถอยออกไปและปิดประตูลงเบาๆ ปล่อยให้รุทได้อยู่ตามลำพังเป็นครั้งแรกตั้งแต่เช้า

ทันทีที่ได้อยู่ลำพัง รุทก็ทรุดฮวบลงนั่งบนขอบเตียงอย่างหมดแรง อะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านมาตลอดเช้าส่งผลให้เขาเหนื่อยล้าจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง 

นี่เขากำลังเจอกับอะไรอยู่เนี่ย… 

รุทยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง แววตาฉายความสับสนอลหม่าน ทั้งตกใจกลัว ทั้งโกรธตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ต้องยอมรับว่าดันมีความรู้สึกตื่นเต้นประหลาดบางอย่างปะปนอยู่ด้วย!

“ตื่นเต้นบ้านป้านายสิวะรุท! นี่มันถ้ำมาเฟียโว้ย!” รุทพึมพำด่าตัวเองเบาๆ ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

ต้องยอมรับว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของรุททั้งจืดชืดและน่าเบื่อสิ้นดี เขาเพิ่งลาออกจากงานมาอย่างไร้จุดหมาย ไทเซจึงชวนเขามาเที่ยวเปิดหูเปิดตาที่ญี่ปุ่นหวังให้เพื่อนหายเซ็ง ใครจะไปคิดว่าชีวิตจะพลิกผันสุดขั้วได้ถึงเพียงนี้ ตอนนี้เขามาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างอะไรกับหมาจนตรอกดีๆ นี่เอง

ไม่… ไม่เอา คิดแบบนั้นไม่ได้สิวะ! 

รุทสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อสลัดความคิดร้ายๆ ออกไป จากนั้นก็ผุดลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเพื่อคลายความเกร็ง พลางมองลู่ทางในการหนี แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

แต่แค่คิดจะเดินหลบออกไปประตูก็ทำเอาตัวสั่นแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่เขาก็ต้องลองให้ได้! 

เพราะถ้าหนีไม่รอด นอกจากชีวิตของเขาจะไม่ปลอดภัย ไทเซเองก็อาจซวยโดนลูกหลงไปด้วย ยากูซ่าไม่ใช่พวกที่จะฟังเหตุผลหรือใจดีมีแมตตากับใครแน่นอน

ขณะที่รุทกำลังจมอยู่กับแผนการหนีเขาก็เผลอหลับไป ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ตื่นมาอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง

“คุณรุทเป็นอะไรรึเปล่าครับ?” เสียงของทาคุถามดังมาจากนอกประตู

“ค..ครับ! โอเคดีครับ!” รุทสะดุ้งสุดตัวหลุดออกจากภวังค์ รีบส่งเสียงขานรับไปทันที

"ถ้าเสร็จแล้วลงมาทานข้าวนะครับ นายรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว"

เขารีบคว้าผ้าเช็ดตัวพุ่งเข้าห้องน้ำไปจัดการชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ร่างกายที่เมื่อครู่ทั้งเหนียวเหนอะหนะและอ่อนเพลียก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง แม้ว่าจิตใจจะยังหนักอึ้งแต่ความเย็นฉ่ำของสายน้ำก็ช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อย

หลังจากนั้น รุทเลือกหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่สะอาดเอี่ยมจากในตู้มาใส่ เป็นเพียงเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ธรรมดา แต่กลับดูดีและเข้ากับรูปร่างของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ รุทสูดลมหายใจลึกอีกเฮือกเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้ตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูออกจากห้อง

“เชิญทางนี้ครับ” ทาคุที่ยืนรออยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้นทันที พร้อมผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพเช่นเคย รุทจึงเดินตามทาคุลงมายังห้องโถงชั้นล่าง หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัวขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกว่าอีกไม่กี่อึดใจก็ต้องเผชิญหน้ากับซาคุยะตามลำพังอีก

หวังว่า… เขาคงจะไม่ถูกจับมาทรมานหรือพออีกฝ่ายเบื่อจะโดนจับขายอวัยวะอะไรแบบนั้นหรอกนะ 

เขาคิดฟุ้งซ่านไปเองจนกระทั่งทาคุพามาหยุดที่หน้าห้องรับประทานอาหารส่วนตัวขนาดโอ่อ่าหรูหรา ภายในห้องมีโต๊ะอาหารไม้ตัวยาวตั้งอยู่กลางห้อง 

“หิวหรือยัง มากินข้าวก่อน” น้ำเสียงและท่าทางของเขาดูเหมือนจะเป็นการชวนกินข้าวธรรมดา แต่สายตาคมกริบบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้เปิดโอกาสให้รุทปฏิเสธ

“คะ…ครับ” รุทไม่กล้าขัดอะไร รีบพยักหน้าหงึกๆ แล้วจำต้องเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ทาคุรีบเลื่อนออกมาให้ข้างๆ ซาคุยะ

เมื่อทาคุถอยออกไปทำหน้าที่อื่น บนโต๊ะก็เหลือเพียงซาคุยะกับรุทสองคน อาหารญี่ปุ่นหน้าตาน่าทานละลานตาหลายอย่างถูกจัดวางอย่างสวยงามเต็มโต๊ะ ทั้งอาหารประเภทต้ม ผัด แกง ทอดครบครัน มีกระทั่งปลาย่างซีอิ๊วที่วางบนตะแกรงเล็กๆ โดยมีเปลวเทียนด้านล่างคอยให้ความร้อนตลอดเวลา เสิร์ฟคู่กับหัวไชเท้าขูดฝอย นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีกมากมายทั้งซุปมิโสะ ไข่หวาน และผักดองสารพัดอย่าง

รุทแอบเหลือบมองซาคุยะที่เริ่มลงมือทานอาหารอย่างใจเย็นโดยไม่ปริปาก ในขณะที่ตัวเขาเองยังรู้สึกทำตัวไม่ถูก แม้ท้องจะเริ่มร้องเพราะความหิว แต่ใจก็ยังหวาดๆ ประหม่า จะให้ทำตัวนอบน้อมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็กระไร จะให้โมโหโวยวายก็ไม่กล้า บรรยากาศเลยอึดอัดชวนกระอักกระอ่วนจนรุทแอบภาวนาให้มื้ออาหารนี้ผ่านพ้นไปเร็วๆ สักที

ซาคุยะเองดูจะสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดของคนร่วมโต๊ะ จึงอดแขวะขึ้นมาไม่ได้

“ทำหน้าเครียดยังกะจะไปออกรบ ผ่อนคลายหน่อยก็ได้ คิดซะว่าอยู่โรงแรมห้าดาวกำลังตักบุฟเฟ่ต์ก็แล้วกัน”

รุทเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างลนลาน “เอ่อ…ครับ” เขารับคำสั้นๆ ก่อนจะรีบคว้าตะเกียบขึ้นมาตักข้าวเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน แม้ว่าตอนแรกเขาจะยังประหม่าเสียจนแทบกลืนอะไรไม่ลง แต่พอได้เริ่มเคี้ยว รสชาติอร่อยล้ำของอาหารก็ช่วยให้เขาพอจะทานต่อไปได้ทีละนิด

หลังจัดการอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย รุทนึกว่าจะได้ขอตัวกลับขึ้นไปตั้งหลักที่ห้องเสียที แต่กลายเป็นว่าซาคุยะยังพาเขาไปนั่งดื่มสาเกต่อที่ห้องนั่งเล่น และมีทาคุคนเดิมคอยยืนบริการเป็นบาร์เทนเดอร์จำเป็นอยู่ไม่ห่าง

รุทรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าหลังจากนี้อีกฝ่ายจะทำอะไรกับเขาต่อไป แต่เมื่อสังเกตดู ซาคุยะที่ตอนนี้อยู่ในชุดลำลองและนั่งไขว่ห้างจิบสาเกอย่างผ่อนคลาย ก็ดูไม่ได้มีท่าทีคุกคามเหมือนเมื่อตอนเช้า ทำให้รุทค่อยๆ เบาใจลงมานิดหน่อย

ซาคุยะยกแก้วสาเกทรงสวยขึ้นจิบช้าๆ ริมฝีปากหยักลึกแตะขอบแก้วอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางมันลงเมื่อเขาเหลือบเห็นว่ารุทยังนั่งตัวแข็งเกร็ง กอดอกทำตัวลีบอยู่ข้างๆ

“ฉันถามอะไรหน่อยสิ” ซาคุยะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

“คะ…ครับ? อะไรเหรอครับ” รุทสะดุ้งเล็กน้อยที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็เอ่ยถาม

“เห็นว่านายเป็นคนไทย?”

“ครับ ผมเป็นคนไทย”

“แล้วมาญี่ปุ่นทำไม” คำถามถูกยิงออกมาอย่างตรงไปตรงมาจนรุทรู้สึกสะอึก ราวกับสายตาคมปลาบคู่นั้นกำลังส่องทะลุเข้ามาถึงข้างในตัวเขา

จริงอยู่ที่ซาคุยะรู้อยู่แล้วจากข้อมูลที่สืบมา แต่อยากฟังจากปากเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขาหลายปีคนนี้มากกว่า

“เอ่อ… ผมมาเที่ยวครับ เพื่อนลากมา" 

รุทรู้สึกเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้น เมื่อถูกจ้องเขม็งแต่ไหนๆ ก็ต้องเล่าความจริงต่อ

“เพื่อน?” ซาคุยะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ครับ ชื่อไทเซ เขาเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ปีใหม่ปีนี้เลยชวนผมมาพักผ่อนเที่ยวด้วยกัน…” รุทรีบอธิบาย

“ลูกครึ่ง? ไอ้หมอนั่นเองเรอะ… มันพูดญี่ปุ่นได้ดีทีเดียว” ซาคุยะพูดพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย

“คุณ…คุณเจอไทเซเหรอครับ” รุทถามพลางเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ

“หึ เมื่อคืนหมอนั่นมันร้องขอให้ฉันช่วยดูแลนายเสียงหลงเลยเชียวล่ะ ล่อซะพูดภาษาอังกฤษลิ้นรัวเป็นไฟ คงกลัวว่าถ้าพูดญี่ปุ่น ฉันจะเผลอนึกว่านายเป็นคนญี่ปุ่นละมัง” ซาคุยะกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พลางยกแก้วสาเกขึ้นจิบอีกอึกแล้ววางแก้วลง

“บ้าฉิบ…” รุทแอบสบถออกมาพลางยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความกระดากอาย ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมานิดหน่อยเมื่อนึกภาพออกว่าเพื่อนรักของเขาคงช็อกตาค้างแค่ไหนที่เห็นเขาลากยากูซ่าหนุ่มไปจูบกลางบาร์ จนต้องกัดฟันทนรวบรวมความกล้าไปขอร้องหัวหน้าแก๊งให้ช่วยดูแลเพื่อนตัวดีที่ทำตัวหาเรื่องใส่ตัวสุดๆ อย่างเขา

“มันคงตกใจกลัวว่าผมจะหาเรื่องใส่ตัวนั่นแหละครับ” รุทตอบกลบเกลื่อน

“คงงั้น… ดูท่าว่ามันจะเดาถูกเสียด้วย” ซาคุยะหัวเราะหึในลำคอ พยักหน้าน้อยๆ อย่างนึกขัน

“อะ…ครับ” รุทได้แต่รับคำส่งๆ ก่อนกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่

บทสนทนาค่อยๆ แผ่วลงจนกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ทว่าคราวนี้บรรยากาศไม่ได้อึดอัดเท่าเมื่อครู่แล้ว อาจเพราะรุทเองผ่อนคลายลงบ้างหลังดื่มสาเกเข้าไป หรือไม่ก็เริ่มชินกับสถานการณ์ขึ้นมาทีละนิด

รุทหลุดเผลอมองใบหน้าของซาคุยะตรงๆ อย่างลืมตัว นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาที่นี่ที่เขาได้สังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายในระยะใกล้โดยไม่ต้องรีบเสหลบตาหนี

ซาคุยะยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์พิงพนักโซฟา ใบหน้าคมคายนั้นดูสงบนิ่งและลึกลับอย่างประหลาด เวลาผ่านไปครู่ใหญ่รุทก็ยังจ้องเขาอยู่โดยไม่รู้ตัว

เป็นหัวหน้าแก๊งยากูซ่าจริงๆ น่ะเหรอ… 

ดูจากภายนอก เขาก็เป็นแค่ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้น หน้าตาก็ดี ผิวพรรณก็ไม่ได้มีรอยแผลเป็นหรือหยาบกร้านแดดเหมือนพวกที่ผ่านศึกหนัก จะมีก็แต่ดวงตาคมปลาบคู่นั้นที่ยังคงเย็นเยือกและทรงอำนาจผิดมนุษย์

“มองอะไร” เสียงทุ้มของซาคุยะดังขึ้นขัดจังหวะความคิด รุทสะดุ้งเฮือก

“ปะ… เปล่าครับ!” เขารีบปฏิเสธพลางเสหลบตาไปทางอื่นทันที พร้อมกับด่าตัวเองในใจที่ริอ่านไปจ้องหน้าเจ้าพ่อยากูซ่าแบบนั้น 

ไม่อยากตายก็อยู่นิ่งๆ เงียบๆ สิวะ!

ซาคุยะไม่ได้ว่าอะไรต่อ เขาเพียงหยิบแก้วสาเกขึ้นมากระดกรวดเดียวจนหมด ก่อนจะวางกระแทกลงกับโต๊ะดังแก๊ก

“หมดแก้วแล้วไปนอน”

คำพูดนั้นดังขึ้นทำเอารุทรู้สึกเสมือนสัญญาณเตือนภัยดังลั่น หัวใจเจ้ากรรมกระหน่ำเต้นโครมคราม เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนตามซาคุยะ ทั้งที่สองมือเผลอกำเข้าหากันแน่นเสียจนชื้นเหงื่อ

“เอ่อ… แล้วจะให้ผมไปนอนที่…” รุทกลั้นใจเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ซาคุยะก็หันมาสบตาเขานิ่งแล้วตอบเสียงเรียบว่า

“ห้องฉัน”

ความหมายของคำๆ นั้นชัดเจนจนรุทต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ

“ทำไม? อยากนอนที่อื่นหรือไง?” ซาคุยะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของอีกฝ่าย

“ผมแค่… ไม่อยากรบกวนคุณ” รุทพูดอ้อมแอ้ม

 “เฮ้ย… ห้องที่ให้พวกซาคาโมโต้อยู่ ยังมีที่เหลือไหม” ซาคุยะหันไปถามลูกน้องอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“มีที่เหลือให้พักได้อีกคนสองคนครับ แต่คงจะหนวกหูสักหน่อย เพราะไอ้คนที่เพิ่งโดนถอดเล็บสดๆ ไปเมื่อวาน แผลมันยังไม่หายดี” ลูกน้องคนดังกล่าวรายงาน

“หะ… ห้องคุณดีกว่าครับ! ผม… ผมเป็นพวกถ้าไม่นอนเตียงนุ่มๆ จะคัน” รุทรีบพูดจนแทบลิ้นพันกัน แค่คิดว่าจะโดนส่งไปขังในห้องอะไรนั่นก็ไม่เข้าท่าแล้ว สำหรับเขาคงไม่ควรก้าวเท้าเข้าไปเฉียดใกล้จะดีที่สุด

แค่คิดก็ขนคิงลุก!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป