บทที่ 14 อาหารกลางวัน
เมื่อคนทั้งคู่เอ่ยเรียกอีกฝ่ายขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งนิศาชลและเพลิงกัลป์จึงได้เผลอเงยหน้าจากเอกสารในมือขึ้นสบตาอีกฝ่าย นิศาชลมองดูอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่นึกด่าตัวเองในใจ
'เป็นบ้าอะไรขอแกนังนิ จะตื่นเต้นไปทำไม ดูเขาไม่เห็นจะมีทีท่าอะไรสักนิด เลิกบ้าได้แล้ว'
คงเพราะเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างจริงจังครั้งแรกหลังจากเรื่องเมื่อคืนนั้นกระมัง ถึงทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ เวลาที่เจอหน้าเขา
เมื่อปลอบใจตัวเองได้ดังนี้ นิศาชลจึงได้พยายามควบคุมความรู้สึกที่จะแสดงออกทางสีหน้าให้ได้มากที่สุด แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีเพียงใด
"ผมจะบอกว่า เมื่อวานผมเจอพ่อคุณที่สนามกอล์ฟ ได้คุยกันสักพักนึง เห็นว่าท่านลงทุนทำธุรกิจอาหารเสริม เครื่องสำอางให้น้องสาวคุณ" เพลิงกัลป์เอ่ยเล่าเรื่องราวที่ได้ยินมาให้เธอฟัง
"ไม่ทราบสิคะ ฉันไม่ได้เจอท่านเลย" คำตอบของนิศาชลทำให้เพลิงกัลป์พยักหน้านิดๆ คล้ายรับรู้คำตอบของเธอ ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจข้อมูลในแท็บเล็ตของเขาต่อ
"อ๋อ แล้วคุณมีเรื่องอะไร"
"เรื่องอะไรคะ"
"อ้าว ก็เมื่อกี้คุณเรียกผม"
"อ๋อ มีเอกสารให้คุณเซ็นค่ะ ก่อนเข้าประชุม"
กว่าการประชุมจะเสร็จสิ้น ก็กินเวลาไปจนเที่ยงวันพอดี นิศาชลกลับมาที่ห้องทำงานพร้อมกับเพลิงกัลป์ โต๊ะทำงานเลขาหน้าห้องที่เธอมองเห็นมีเพียงผู้ช่วยเลขาคนใหม่เท่านั้นที่ยังนั่งอยู่ ส่วนคุณเมย์นั้นไม่เห็นแล้ว นิศาชลจึงคิดว่าเธอคงจะไปทานข้าวแล้ว เพราะเห็นจะเลยเวลากินข้าวมาเกือบสิบนาที
"เพลิงคะ เพียวไปทานข้าวพร้อมคุณด้วยนะคะ พอดีเพียวยังไม่ค่อยรู้จักแถวนี้ค่ะ"
"อ๋อ ได้สิ รอผมแป๊บนึงนะ" เสียงเรียบเอ่ยตอบก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองไป โดยยังมีนิศาชลที่เดินตามมาอยู่ด้วย
นิศาชลเก็บเอกสารเสร็จ เธอก็เตรียมหยิบกระเป๋าสตางค์พร้อมด้วยโทรศัพท์มือถือ เพื่อเตรียมจะออกไปทานข้าวบ้าง
"ไม่ไปกินข้าวกับผมหรือ" เสียงเพลิงกัลป์เอ่ยถามเพราะเห็นผู้ช่วยของเขาเตรียมจะออกจากห้อง
นิศาชลยังไม่ทันได้ตอบเขา ก็พอดีเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นเสียก่อน นิศาชลมองหน้าจอเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้ามาเธอก็กดให้เสียงเงียบเสียก่อน ที่จะเอ่ยตอบเขา
"เชิญคุณเถอะค่ะ" นิศาชลตอบแค่เพียงเท่านั้น ก็กดรับสายโทรศัพท์ที่ยังคงเรียกเข้าอยู่แม้ว่าเสียงจะเงียบไปนานแล้ว เมื่อเธอรับสายโทรศัพท์ ก็เป็นอันหมายความว่าเธอตัดการสนทนาของเพลิงกัลป์ไปในที นิศาชลจึงได้รีบเดินออกจากห้องทันที
"ค่ะพ่อ"
นิศาชลเอ่ยรับสายโทรศัพท์ แบบไม่ดังมากนัก เพราะเมื่อออกมาจากห้องทำงานของเขาแล้ว แม้เขาจะไม่ได้ยิน แต่คนหน้าห้องที่นั่งรอเขาก็ยังมองมาที่เธอ
'ยายนิ ตอนเที่ยงว่างไหม พอมาธุระแถวที่ทำงานลูก มากินข้าวเที่ยงกับพ่อหน่อยสิ'
นิศาชลไม่ทันได้เอ่ยปากรับคำ แต่เสียงปลายสายก็เอ่ยบอกสถานที่ทานอาหารกลางวันมาให้เรียบร้อย ร้านอาหารถัดจากสำนักงานไปนิด นิศาชลได้แต่รับคำ พลางถอนหายใจเบาๆ เมื่อผู้เป็นพ่อเอ่ยบอกสถานที่มาแบบนี้
นิศาชลมาถึงร้านอาหารในเวลาไม่นานนัก เมื่อมาถึงที่ร้าน พ่อของเธอก็เตรียมสั่งอาหารไว้เสียหลายอย่าง นิศาชลมองดูอาหารบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติพ่อเธอไม่ใช่คนที่จะเรื่องมากในเรื่องอาหารการกินสักเท่าไหร่
"พ่อมีเรื่องอะไรจะคุยกับหนูหรือเปล่าคะ" นิศาชลเอ่ยถามบิดาตัวเอง เพราะเห็นอาการแปลกๆ ของพ่อ ที่ขยันชวนเธอคุย ถามเรื่องอะไรต่อมิอะไรเสียมากมาย ทั้งที่ปกติน้อยครั้งนักที่ท่านจะสนใจเรื่องส่วนตัวของเธอขึ้นมา
"สามีของลูก เขาดีกับลูกหรือเปล่า"
"ก็..ดีมั้งคะ" นิศาชลได้แต่ขมวดคิ้วก่อนตอบ พลางนึกอยากเถียงคนเป็นพ่อสักครั้ง ก็ไม่ใช่พ่อหรือที่ให้เธอแต่งงาน แล้วจะมาถามทำไม
"เขาให้เงินทองเราใช้มั่งไหม คุณสุนทร กับภรรยาเขาล่ะ ดีกับเราไหม"
"ดีค่ะ" นิศาชลตอบเพียงเท่านั้น ก่อนจะตักอาหารเข้าปากอย่างไม่รู้รส
"คือตอนนี้ พ่อกับแม่น่ะ ลงทุนทำพวกอาหารเสริม ธุรกิจตัวนี้กำลังไปได้ดีเลยนะ" เสียงผู้เป็นพ่อเอ่ยเล่า นิศาชลก็ได้แต่นั่งฟังอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
"แล้วตอนนี้ พ่อยังขาดเงินทุนอีกนิดหน่อย ยายนิพอจะมีให้พ่อหยิบยืมสักหน่อยไหม"
เมื่อฟังมาจนถึงตอนนี้นิศาชลจึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าที่พ่อของเธออุตส่าห์มาเลี้ยงข้าวกลางวันเธอนั้น เพื่ออะไร นี่เขาเห็นเธอเป็นเมียเศรษฐีแล้วคิดว่าเธอจะต้องมีเงินหรือไง
"พ่อ หนูไม่มีเงินหรอก"
"อ้าว ก็ไหนว่าเขาให้เงินแกใช้ไง"
"ก็ให้เงินเดือนตามที่ทำงานไง"
"เขาไม่ให้เงินแกไว้เผื่อเหลือเผื่อใช้บ้างเลยหรือตั้งแต่แต่งงานมาน่ะ"
"โอ๊ย เขาก็ให้สินสอดมาตั้งเยอะ พ่อก็เอาไปหมดแล้ว หนูจะยังเหลืออะไรอีก" นิศาชลเพิ่งรู้สึกว่าอาหารกลางวันวันนี้อร่อยสุด ก็ตอนนี้เอง ตอนที่เธอรู้จุดประสงค์ของบิดาตัวเอง
"ดูแลกันยังไง ไปกินข้าวตีกอล์ฟ หมดเป็นหมื่นเป็นแสนได้ ไม่เคยให้เงินเมียไว้เผื่อซื้อกระเป๋ารองเท้าบ้างเลยหรือไง คนบ้านนี้" ฟังคำพูดของคนเป็นพ่อ นิศาชลก็ได้แต่กลอกตาไปมา
"แล้วเงินค่านายหน้าที่พ่อได้ไปนั่นล่ะ หมดแล้วหรือ ตั้งเป็นสิบๆ ล้าน"
"โอ๊ย เงินแค่นี้ ลงทุนแต่ละครั้งแกรู้ไหมมันต้องใช้เงินเท่าไหร่ เอางี้ แกลองไปคุยกับสามีแกให้พ่อหน่อย พ่อจะขอยืมสักสิบล้าน"
"ไม่เอาหรอกพ่อ หนูไม่กล้าพูดหรอก พ่อก็ลงทุนเล็กๆ ไปก่อนสิ"
"พ่อลงทุนไปแล้ว แล้วมันไม่พอ ถ้าหยุดมันก็จบแค่ตรงนั้นน่ะสิ ไอ้ที่ลงไปก็เสียหายหมด" ฟังน้ำเสียงของผู้เป็นพ่อ นิศาชลได้แต่ถอนหายใจ อาหารเลิศรสที่เธอเพิ่งคิดว่ามันอร่อย ตอนนี้เธอคิดเหมือนกับว่ากำลังกลืนยาพิษอยู่เสียอีก
"แกลองไปพูดดู ยังไงเขาก็ต้องให้แกอยู่แล้ว แกบอกว่าแกต้องใช้เองก็ได้ ไม่ต้องบอกว่าเอามาให้พ่อ"
"ยังไงหนูก็ไม่พูดหรอกค่ะ พ่อลองไปหาที่อื่นเถอะ"
"งั้นแกก็หาเงินจ่ายค่าโรงพยาบาลให้แม่แกเองแล้วกัน เพราะตอนนี้ฉันก็ไม่เหลือแล้ว"
เมื่อพ่อของเธอพูดจบก็ลุกออกไปจากโต๊ะทันที ทิ้งไว้เพียงลูกสาวที่ยังนั่งงงงันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
นิศาชลจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงินค่าอาหาร เมื่อพ่อของเธอเดินออกไปเฉยๆ เช่นนั้นภาระมื้อกลางวันนี้จึงกลายเป็นเธอที่ต้องจ่ายเอง เมื่อจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย นิศาชลจึงได้ลุกออกจากโต๊ะ เธอไม่ลืมที่จะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เวลาใกล้จะบ่ายโมง นิศาชลจึงได้รีบเร่งฝีเท้าเดินออกจากร้านอาหารเพื่อที่จะกลับไปให้ทันเวลาทำงาน เธอคงไม่รู้ว่
ายังมีสายตาอีกคู่ที่มองเห็นเธอเดินออกจากร้านไป
