บทที่ 15 โรงพยาบาล

นิศาชลกลับเข้ามาถึงออฟฟิศเวลาเข้างานช่วงบ่ายพอดี หน้าห้องทำงานของเธอมีเพียงเลขาคนเก่านั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเพียงคนเดียวเท่านั้น ในทีแรกเธอก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนนี้ในใจของเธอคอยคิดแต่เรื่องที่ผู้เป็นพ่อพูดเมื่อตอนกลางวันเท่านั้น แต่เมื่อเธอเปิดประตูเข้ามาภายในห้องทำงาน เธอก็ไม่เห็นเจ้าของโต๊ะทำงานตัวใหญ่นั้น จึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าเลขาคนใหม่กับบอสไปทานข้าวด้วยกัน นิศาชลรีบไล่ความคิดต่างๆ ในหัวออก แล้วรีบเร่งทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ เธอหวังว่าอาจจะขอกลับก่อนเวลาสักนิด เพื่อนำรถไปเข้าศูนย์ เพราะที่พันเจตน์เอ่ยบอกเธอเมื่อเช้าก็เห็นจะจริง เพราะวันนี้ที่เธอขับรถมาตอนเช้า ก็สะดุดเสียหลายครั้งจนเกือบจะเกิดอุบัติเหตุเสียแล้ว

นิศาชลทำงานเพลินจนเกือบลืมเจ้าของห้อง จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงประตูที่เปิดออก ถึงนึกได้ว่าเขายังไม่ได้กลับเข้ามา นิศาชลได้แต่แอบเหลือบมองนาฬิกาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บ่ายโมงครึ่ง

"ตอนเย็นแม่ผมท่านนัดกับแม่ของคุณเพียวเอาไว้ จะไปทานข้าวเย็นด้วยกัน เดี๋ยวเย็นนี้คุณไปกับผมนะ" เสียงเพลิงกัลป์ที่เอ่ยบอก ทำให้นิศาชลที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารตรงหน้า เงยหน้ามองเขา

"ขอโทษทีค่ะ ตอนเย็นฉันต้องไปโรงพยาบาล น่าจะตามไปไม่ทัน แถวนั้นรถติดด้วย อ้อ แล้ววันนี้ฉันขออนุญาตกลับเร็วนิดนึงนะคะ บ่ายสามก็จะออกไปแล้วค่ะ" คำตอบของนิศาชลทำให้เพลิงกัลป์ขมวดคิ้ว แต่ก็พยักหน้ารับรู้

และเมื่อถึงเวลาที่นิศาชลบอกไว้ว่าเธอจะกลับก่อน นิศาชลก็รีบเก็บของบนโต๊ะทำงานให้เรียบร้อยก่อนที่จะออกไป โดยเธอก็ยังไม่ลืมที่จะบอกกล่าวเจ้าของห้องเสียด้วย นิศาชลรีบตรงไปโรงพยาบาลก่อน แล้วเธอหวังว่าเสร็จจากที่โรงพยาบาลเธอจะเลยเอารถไปให้ที่อู่ดูให้เสียหน่อย เดิมทีเธอก็เลือกที่จะเอาเข้าศูนย์ถึงแม้จะหมดประกันไปนานมากแล้ว แต่การได้รับบริการและการดูแลที่ดีก็ย่อมต้องดีกว่า แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ เธอเล็งเห็นแล้วว่า พ่อของเธอจะต้องไม่ช่วยจ่ายค่าโรงพยาบาลของแม่แน่นอน ซึ่งในแต่ละเดือนก็เป็นจำนวนเงินไม่น้อย ลำพังเงินเดือนตำแหน่งผู้ช่วยของเธอก็ได้เพียงไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น เงินเก็บก่อนหน้านั้นเธอก็มีเพียงนิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับราคาค่าโรงพยาบาลแล้ว เธอคิดว่าเธอคงสำรองจ่ายได้เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้นกระมัง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นิศาชลจึงเลือกเอารถเข้าอู่ซ่อมธรรมดาเผื่อจะทุ่นราคาลงได้บ้าง

นิศาชลเลือกร้านที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเพลิงกัลป์มากนัก เธอผ่านถนนเส้นนี้จนคุ้นตาสักพักแล้ว พอจะจำได้ว่าแถวตลาดข้างหน้านั้นมีอู่ซ่อมรถเปิดอยู่หลายร้าน และก็เปิดจนถึงช่วงหัวค่ำด้วย เพราะกว่าที่นิศาชลจะออกมาจากโรงพยาบาลก็เย็นมากแล้ว แล้วไหนรถจะติดอีกกว่าจะมาถึงแถวนี้แสงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าเสียแล้ว เมื่อผ่านตลาดนิศาชลเห็นร้านบะหมี่ข้างทางเธอก็นึกอยากทานขึ้นมา ไม่รอช้านิศาชลรีบหาที่จอดรถทันที เพราะกว่าจะถึงบ้านเธอคงหิวโซน่าดู และคิดว่าวันนี้อาจจะไม่มีคนอยู่ด้วย เพราะคุณแม่กับลูกชายของเขามีนัดทานข้าวกันตามที่เขาเอ่ยชวนเธอ และนิศาชลก็ไม่นึกอยากไปนั่งกินข้าวกับเจ้าของงูตัวนั้นด้วย เธอจึงเลือกร้านบะหมี่ข้างทางนี้เป็นที่ฝากท้อง

แค่เพียงชามบะหมี่มาวางตรงหน้านิศาชลยังไม่ทันจะได้ลงมือทานเสียด้วยซ้ำ เธอก็เพิ่งสังเกตท้องฟ้าว่ามันมีฟ้าแลบอยู่เป็นระยะๆ นิศาชลเห็นท่าไม่ดีจึงรีบรับประทาน ก่อนที่เธอจะตรงไปที่อู่ซ่อมรถข้างหน้าแค่เพียงไม่กี่กิโลเมตร

โครม !!!!

แค่เพียงพริบตาเดียว นิศาชลที่ไม่ทันได้ตั้งตัว แม้จะเห็นรถกระบะข้างหน้าที่สวนเลนมากับเธอขับมาด้วยความเร็ว แต่เธอก็ไม่ทันคิดว่าอยู่ๆ รถกระบะคันนั้นจะเสียหลักเข้ามาชนเธออย่างจัง ถุงลมนิรภัยถูกกางออก แต่มันก็ยังไม่พอที่จะเซฟร่างของคนขับได้เมื่อรถกระบะนั้นยังได้กระแทกเข้าที่ด้านข้างตัวรถของเธออย่างจัง นิศาชลกะพริบตาถี่ๆ เพราะรู้สึกถึงน้ำเหนียวข้นไหลผ่านหางตา เธอรีบยกมือขึ้นเช็ดมันออกจากดวงตา และแค่เพียงเธอขยับได้เท่านั้นก็ต้องร้องเสียงหลงออกมา เพราะเจ็บแขนคงจะเพราะแรงกระแทก นิศาชลยังนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ทั้งตกใจทั้งกลัว

"เป็นยังไงบ้างครับ"

ประตูรถด้านฝั่งผู้โดยสารถูกเปิดออก เสียงผู้ชายเอ่ยถาม นิศาชลพยายามรวบรวมสติหันไปมองหน้าคนที่เปิดประตู

"เจ็บแขนค่ะ" น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดเอ่ยตอบ

"เจ็บตรงอื่นอีกไหมครับ ขยับตัวได้ไหม" ผู้ชายคนนั้นยังเอ่ยถาม นิศาชลพยายามขยับร่างกายตามที่เขาบอก

"ขะ.. ขยับได้ค่ะ" แม้ปากจะบอกไปแบบนั้น แต่เมื่อเธอขยับร่างกายเพียงนิด ก็ปวดร้าวไปแทบจะทั้งตัว

เสียงผู้ชายคนนั้นยังเอ่ยถามอะไรอีกหลายอย่าง นิศาชลก็ตอบเขาบ้าง บางครั้งเธอก็เจ็บจนไม่ได้ตอบเขาออกไป และเพียงครู่เดียวเสียงไซเรนรถกู้ภัยก็ดังมาแต่ไกล ยิ่งใกล้เข้ามามากเท่าไหร่เสียงก็ยิ่งดังจนเธอหูอื้ออึง

นิศาชลถูกช่วยออกมาจากรถของเธอ เจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างรวดเร็วมาก เพียงแค่ไม่กี่นาทีนิศาชลก็ได้มานอนอยู่ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแล้ว เมื่อหมอทำแผลให้เธอเรียบร้อย มีเพียงรอยฟกช้ำตามร่างกาย จะหนักหน่อยก็น่าจะเป็นศีรษะที่มีเลือดออก เธอจึงถูกส่งตัวเพื่อไปเอกซเรย์ทั้งสมองและตลอดจนทั้งร่างกาย

แพทย์เจ้าของไข้ของเธอลงความเห็นให้เธอนอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนเพื่อดูอาการ เพราะเห็นเธอยังเวียนศีรษะอยู่ และหลังจากที่นิศาชลวุ่นวายอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่พักใหญ่ทั้งทำแผลตรวจร่างกาย เธอจึงไม่ได้โทรแจ้งใครว่าเธอประสบอุบัติเหตุแม้แต่กับเขา และเมื่อนิศาชลได้กลับมาพักที่ห้องคนไข้หลังจากได้กินยาแก้ปวดไปแล้ว เธอก็อ่อนเพลียทั้งยังระบมไปทั้งตัว นิศาชลเผลอหลับไปตอนไหนเธอก็แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ

นิศาชลตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด พร้อมด้วยอาการที่ดูจะหนักกว่าเมื่อวาน ผลตรวจออกมาแล้วว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก คงมีเพียงรอยช้ำตามตัวกับแผลที่ศีรษะเท่านั้น แม้จะโล่งอก แต่เธอก็ยังระบมไปทั้งตัว

พยาบาลที่เข้ามาตรวจวัดความดันเธอตอนเช้า บอกเรื่องเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด และกระเป๋าสะพายของเธอถูกวางอยู่ในตู้ข้างเตียง นิศาชลพยายามเอื้อมตัวไปหยิบก็ดูทุลักทุเลอีกทั้งสายนำเกลือยังระโยงระยาง ทำให้เธอทำอะไรไม่ถนัด พยาบาลจึงได้ช่วยหยิบออกมาให้

เมื่อได้โทรศัพท์มาแล้ว นิศาชลจึงได้รีบเปิดดูเพราะกลัวว่าจะมีคนโทรเข้ามาแล้วเธอไม่ได้รับสาย จะทำให้ทุกคนเป็นห่วง แต่แล้วเธอก็ต้องถอนหายใจออกเฮือกใหญ่ค่อยๆ ปิดหน้าจอโทรศัพท์นั้น แล้ววางเจ้าเครื่องบางคว่ำหน้าลงกับที่นอน

หน้าจอที่บอกเวลาตีห้าครึ่ง ไร้การแจ้งเตือนจากสายที่ไม่ได้รับ มีเพียงการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันบางอันเท่านั้น นิศาชลหยิบโทรศัพท์นั้นขึ้นมามองหน้าจออีกครั้ง ก่อนที่เธอจ

ะตัดสินใจโทรหาใครบางคน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป