บทที่ 3 อ้อนหมอ 1/1
สวัสดีครับผมจูเนียร์นะครับ กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮงโด คณะแพทย์ศาสตร์ปีที่ 4 หรือที่เรียกกันว่าชั้น Clinic นั่นเเหละครับ
การเรียนในชั้นปีนี้ก็เหมือนได้ใช้ชีวิตเหมือนเเพทย์อย่างขึ้นมาหนึ่งก้าว เเต่ปี 4 ก็ยังเด็กสุดในวอร์ดอยู่ดี
ผมได้วอร์ดตึกเด็กหรือกุมารเวชเวชศาสตร์ ชีวิตของนักศึกษาเเพทย์ปี 4 หนักมากผมปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน ไหนจะมีพ่อคอยคุมตอนออกราวน์ช่วงเช้าอีก
เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกมันดีขึ้น ก็ตอนนี้นี่เเหละครับ เจอกันเเทบจะตลอดเวลา
อ้อ ช่วงนี้มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน เเพทย์ปี 4 ในชั้น Clinic มาทำงานที่โรงพยาบาลพ่อผมด้วยเหมือนกัน
เเล้วก็มีนิสิตเเพทย์หลายคนย้ายสาขาที่เรียนอยู่ โดยที่เหตุผลไปเเนวเดียวกันหมด นั่นก็คือไม่ไหว
ตอนผมขึ้นปีสี่เเรกๆ ผมก็เกือบจะถอดใจเหมือนกัน เเต่ก็ได้พ่อนี่เเหละคอยเตือนสติผม เเละอยากให้ผมอยู่จนครบ 6 ปี
การออกทำความฝันตัวเองจนกว่ามันจะประสบความสำเร็จ มันอาจจะเหนื่อยในช่วงเริ่มต้น ช่วงที่ใกล้จะเข้าเส้นชัย
แต่ถ้าเราทำมันสำเร็จแล้วเราจะรู้สึกว่าคุ้มที่ช่วงเวลาที่เสียไปมันไม่ได้เปล่าประโยชน์เลย
ผมยอมสละช่วงเวลาวัยรุ่นเพื่อสิ่งที่ตัวเองชอบ..
เอาล่ะครับ เข้าเรื่องกันดีกว่า อย่างที่บอกว่าเรียนมาทางสายนี้อาจจะมีเวลาให้คนรักหรือแฟนไม่มากนัก
แต่ผมมีแฟนแล้ว เราคบกันมาปีกว่าแล้วด้วย เขาก็ดูเป็นผู้ชายที่เทคแคร์ดี พูดจาดี แล้วก็น่ารักดี
ที่จริงเราเรียนจบมาจากที่มหาวิทยาลัยเดียวกันแต่ผมแทบจะไม่เคยเห็นเขาเลย วันๆ เข้าเรียนที่ไหน
ถ้าผมไม่โทรเช็ค ไลน์จิกนะ เจ้าตัวก็คงเหลวไหลมากกว่านี้แน่
“วันนี้จะไปไหนหรือเปล่าน้องเนียร์”
“ครับพ่อ ไม่ได้ไปไหนครับ กะว่าจะอยู่ช่วยคุณลุงเคลียร์งานก่อนถึงกลับ” ผมว่า
คุณลุงผมเปิดบริษัทค้าหุ้นอะไรพวกนี้ แล้วพอดีว่าผมมีความรู้เล็กๆ น้อยๆ ในการช่วยทำงานบัญชีก็เลยอยากจะช่วยเขาเคลียร์เอกสารไปด้วย เป็นการหารายได้ร่วมด้วย
ผมถึงได้ฉายาว่าหัวหมอไงล่ะ ฮึ
อีกไม่ถึงปีที่ผมจะจบจากการเรียนแพทย์จริงๆ แต่ผมกำลังมองหาที่ศึกษาต่ออยู่ ถ้าไม่ติดขัดเรื่องทางนี้ผมก็อาจจะลุยเรียนท่าเดียวไปเลย
แต่ทุกอย่างมันใช้เวลาเยอะครับ ผมต้องค่อยๆ ตัดสินใจ ส่วนมากที่ผมมาขลุกตัวในโรงพยาบาลก็คงจะเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวเพื่อเสริมความรู้ไปด้วย
พ่อผมเป็นคนเก่งมากเลยนะ ที่ผมเรียนหมอก็เพราะว่าอยากจบมาเป็นแบบพ่อนี่แหละครับ
เอาเป็นว่าถ้าเรียนจบผมจะให้ทุกคนเรียกผมว่า ‘หมอเนียร์’ แทน ‘น้องเนียร์’ ก็แล้วกันนะครับ
“ไปทานข้าวเป็นเพื่อนพ่อหน่อยสิ เนี่ยพ่อนัดคุณหญิงพิมพรเอาไว้แล้ว”
"พ่อทำอะไรไม่นัดผมเลยนะครับ"
"ถ้าพ่อนัดไว้ล่วงหน้าน้องเนียร์ก็ไม่ไปกับพ่ออยู่ดี"
"เสียใจด้วยนะครับ ถึงพ่อมาบอกผมตอนนี้ผมก็ไม่ไปอยู่ดีครับ"
"น้องเนียร์"
“ไว้วันหลังนะครับพ่อ ผมไม่ว่าง”
ผมพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะพับเก็บเอกสารของตัวเองเอาไว้ในห้องทำงาน พร้อมกับถอดเสื้อกราวน์สีขาวออกแขวนไว้ในที่เดิม
มันอาจจะเป็นความฝันผมในวัยเด็กที่ชอบฝันว่าอยากเห็นตัวเองใส่เสื้อกราวน์สีขาวพอโตมากก็เลยใส่ติดแบบนี้นี่แหละ
ทีนี้รู้หรือยังครับว่าทำไมพ่อผมถึงเรียกว่าน้องเนียร์
“ครั้งนี้พ่อจะปล่อยเรานะน้องเนียร์ ครั้งหน้าพ่อไม่ให้เราปฏิเสธอีกแล้วนะ เข้าใจพ่อใช่ไหม..”
“ครับ..” ผมตอบกลับเขาไป ก่อนจะเดินออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย
เรื่องแฟนผมยังไม่ได้บอกพ่อหรอก มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรกับเขาอยู่แล้ว
แต่การจะมาจับคู่หรืออะไรพวกนี้คิดว่าคนหัวหมอแบบผมจะยอมเขาง่ายๆ หรือยังไง
แสดงว่าพ่อยังรู้จักลูกคนนี้ของตัวเองไม่ดีพอน่ะสิครับ ฮึ
โรงพยาบาล Q เป็นโรงพยาบาลของพ่อผมเองครับ ถ้าผมจบออกมาก็ช่วยพ่อที่นี่แหละ
ส่วนแม่ผมอยู่บ้านคอยเลี้ยงน้องแมวซะมากกว่า เห็นบอกอยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงา แต่เลี้ยงแมวแล้วมีความสุข ผมก็ตามใจเขาครับ
ที่จริงผมเป็นคนห้ามไม่ให้เขาทำงานเองเพราะว่าผมเองก็ใกล้จะจบแล้วด้วย
อีกอย่างตอนนี้ก็มีรายได้ระหว่างเรียนอยู่ ผมก็ให้แม่ไว้ใช้ทุกเดือน ผมไม่อยากให้แม่ออกไปทำงานที่อื่นครับ
ท่านเหนื่อยมามากแล้วกว่าที่จะมีวันนี้กับพ่อ เพราะงั้นผมก็อยากจะช่วยแบ่งเบาจากพวกเขาบ้างแค่นั้นเอง
“ฮัลโหลโฮม อยู่ไหน ผมเลิกแล้วนะ” ผมกรอกเสียงลงไปตามสาย หลังจากที่เดินมาถึงหน้าโรงพยาบาลแล้วเรียบร้อย
เป็นเวลาเกือบจะตีหนึ่งแล้วแต่เขาก็ยังตื่นมารับสายผมอยู่ดี
เห็นไหมล่ะครับผมบอกแล้วว่าเขาน่ารัก
(โฮมอยู่คอนโดอะ เดี๋ยวออกไปรับนะ)
“ให้ผมขับรถกลับเองไหม คุณดูเหนื่อยๆ นะ”
(ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวคุณหมอก็หลับกลางอากาศอีก ให้ผมไปรับดีกว่า)
