บทที่ 1 ลูกพีช

ตึก ตึก

“รอด้วยค่ะ!” เสียงที่ดังมาจากข้างหลัง เรียกสายตาผู้คนในละแวกนั้นให้หันมามองด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับร่างสูงที่ยืนอยู่ในลิฟต์ เขาจึงเอื้อมมือไปกดไม่ให้ประตูปิดลงเพื่อรอเธอ

“ขอบคุณค่ะ แฮ่ก~” เมื่อเข้ามาอยู่ด้านในตัวลิฟต์ ใบหน้าเปื้อนหยาดเหงื่อจึงหันไปเอ่ยขอบคุณ

“ชั้นไหนครับ”

“37 ค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงกดไปยังชั้นที่หญิงสาวต้องการ ซึ่งชั้นที่ทั้งสองกำลังขึ้นไปดันเป็นชั้นเดียวกัน ระหว่างที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไป ภายในลิฟต์ก็เกิดความเงียบ มีเพียงเสียงหอบหายใจของหญิงสาวดังเป็นระยะ

“มาทำงานเหรอครับ” ก่อนที่ร่างสูงตรงหน้าจะเอ่ยถาม โดยที่ตัวเขายังคงหันหลังให้เธอ

“เปล่าค่ะ ฉันแค่มาทำธุระน่ะค่ะ” ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ มาทำธุระนี่เอง นึกว่าเป็นพนักงานที่นี่เสียอีก ดูจากการแต่งตัวไม่น่าจะใช่พนักงาน แต่เขาก็ยังถามไปแบบนั้น น่าตลกชะมัด

แล้วไม่นานลิฟต์ก็มาถึงชั้นที่หมาย ร่างอรชรก้าวออกจากลิฟต์ไปทันที และไม่ลืมที่จะส่งรอยยิ้มแทนคำขอบคุณไปยังชายหนุ่มอีกคน เธอไม่ได้สนใจว่าเขาคนนั้นจะไปชั้นไหน ทำเพียงแค่หันหลังแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นไปตามทางเดิน หญิงสาวในชุดเดรสสีชมพู กระโปรงสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ความสวยของหญิงสาวไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าจัดก็ทำให้ดูดีขึ้นมาได้ เพียงแค่ปัดแก้ม เขียนคิ้ว ทาปากนิดหน่อย ก็สวยจนผู้ชายเหลียวมองไม่วางตา เท้าเล็กก้าวมาหยุดหน้าห้องทำงาน

‘คุณพรเกียรติ ปรีดิวัฒน์ ประธาน’

ซึ่งป้ายชื่อหน้าห้องได้เขียนเอาไว้ว่าเป็นห้องของใคร ใบหน้าเล็กคลี่ยิ้มหวาน ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นไปเคาะประตูสองครั้งเพื่อเป็นการขออนุญาตเข้าไปข้างใน

ก๊อก ก๊อก

ระหว่างที่รอเสียงตอบกลับจากคนด้านใน หญิงสาวก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังตัวเอง ก่อนที่ใบหน้าสวยจะตัดสินใจหันไปมอง

“อ้าว คุณ” ผู้ชายคนเดียวกับที่อยู่ในลิฟต์นี่ เธอไม่รู้ว่าเขาจะมาชั้นเดียวกับเธอ สงสัยมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเลยไม่ทันสังเกตตอนที่เขากดลิฟต์

“....” ทว่าคนด้านหลังทำเพียงแค่ส่งยิ้มอ่อนให้ เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งสอง เหมือนบรรยากาศที่อยู่ในลิฟต์เมื่อครู่เลย

“คุณทำงานที่นี่เหรอคะ” หรือว่าคนตรงหน้าจะเป็นพนักงานของบริษัทแห่งนี้ อาจจะใช่แหละ หรือไม่ก็เป็นลูกน้องของใครสักคน

“ครับ” คำตอบเพียงสั้น ๆ ของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวไม่กล้าเอ่ยถามอะไรต่อ เธอหันกลับไปยืนนิ่งที่เดิม ก่อนที่เสียงคนด้านในจะดังขึ้น

‘เข้ามา’

แอ๊ด~

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปในห้อง ก็พบกับชายคนหนึ่งนั่งหันหลังให้ประตู กำลังทอดสายตามองวิวเมืองหลวงผ่านกระจกใสในห้องทำงานของตน

“สวัสดีค่ะคุณลุง” เสียงหวานเอ่ยทักทายเจ้าของห้องด้วยท่าทีนอบน้อม

“มาแล้วเรอะ” ก่อนที่เก้าอี้ตัวใหญ่จะหมุนกลับมาเผชิญหน้ากับทั้งสองที่ยืนอยู่

“สวัสดีครับนายใหญ่” หญิงสาวถึงกับหันขวับไปมองทันทีเมื่อได้ยินเสียงของคนข้าง ๆ ดังขึ้น เมื่อกี้เขาเรียกคุณลุงว่านายใหญ่ งั้นก็แสดงว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนของคุณลุงน่ะสิ

“งานที่นั่นเป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวได้แต่ยืนเงียบกลางบทสนทนาของคุณลุงและลูกน้องของท่าน เธอไม่กล้าเสียมารยาทแทรกบทสนทนาของผู้ใหญ่

“เรียบร้อยหมดทุกอย่างแล้วครับ”

“ไปพักเถอะ”

“ครับ” จากนั้นชายหนุ่มก็เดินเลี่ยงไปยังมุมหนึ่งของห้อง ซึ่งเป็นห้องนอนของเขาเอง ภายในห้องทำงานแห่งนี้จะมีห้องนอนสองห้อง นั่นคือห้องของเขาและประธานใหญ่ โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะทำไว้เพียงห้องเดียว แต่ทว่าชายวัยกลางคนกลับคิดว่าถ้าทำสองห้องมันจะดีกว่า เพราะบางครั้งลูกน้องต้องทำงานช่วยเขาดึกดื่น หากจะให้ขับรถกลับหรือไปพักข้างนอกก็ยังไงอยู่ สู้พากันนอนที่นี่ด้วยกันแล้วค่อยกลับไม่ดีกว่าเหรอ เอาเป็นว่าเลิกสนใจเรื่องห้องนอนแล้วมาต่อที่เรื่องหญิงสาวตรงหน้านี้ดีกว่า

“สบายดีใช่ไหม” พรเกียรติเอ่ยถามลูกสาวเพียงคนเดียวของเพื่อนรักเพื่อนตาย คนตรงหน้าเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทเขา เช่นเดียวกับเขาที่มีลูกชายเพียงคนเดียว

“สบายดีค่ะ”

“ลุงนึกว่าเราจะกลับอาทิตย์หน้า” หญิงสาวไปเรียนต่อต่างประเทศหลายปีแล้ว แต่ที่ต้องกลับมาเพราะที่บ้านโทร. ไปบอกว่ามีเรื่องสำคัญ แล้วต้องกลับมาไทยเท่านั้นถึงจะบอก โชคดีที่เธอเรียนจบแล้ว และที่ยังไม่กลับเพราะต้องการเที่ยวพักผ่อนอีกสักหน่อยถึงจะกลับมาช่วยงานที่บ้าน ทางด้านพรเกียรติ พอเพื่อนโทร. มาบอกว่าลูกสาวจะเข้ามาศึกษาเรียนรู้งานที่บริษัทของตน ก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะหญิงสาวตรงหน้าเป็นหลานที่ตนรักยิ่งกว่าอะไร ด้วยความที่ตัวเองไม่เคยมีลูกสาวเลยทำให้รักและเอ็นดู เช่นเดียวกับครอบครัวฝั่งนั้นที่รักลูกชายของเขา

“มีคนบังคับให้กลับค่ะ^^” แล้วจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่คุณพ่อกับคุณแม่ ท่านทั้งสองคะยั้นคะยอให้เธอรีบกลับมาให้เร็วที่สุด ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า สุดท้ายก็ต้องเก็บของกลับไทยในคืนนั้นเลย

ลูกพีช หญิงสาววัย 27 ปี เป็นการกลับมาเยือนประเทศไทยหลังจากไปเรียนเมืองนอกมาหลายปี เพราะความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงรีบกลับมา ทันทีที่ถึงสนามบิน คุณพ่อก็ได้ให้ลูกน้องที่บ้านไปรับ แล้วเดินทางมาหาคุณลุงทันที แม้จะงงอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป คิดแค่ว่าคงให้แวะมาทักทายคุณลุงก่อน เนื่องจากเป็นทางผ่านอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนิสัยส่วนตัว ลูกพีชเป็นผู้หญิงอ่อนโยน พูดเพราะและทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย ถึงแม้ว่าเธอจะเรียนอยู่เมืองนอกหลายปี แต่ความเป็นไทยก็ยังไม่หายไปจากตัวเธอ ด้วยความที่ไปอยู่ต่างถิ่นนานก็ทำให้ซึมซับประเพณีของประเทศนั้นมาด้วย จากเมื่อก่อนที่เป็นคนค่อนข้างหัวโบราณมาก ทว่าตอนนี้เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ยึดติดกับอดีต เป็นคนเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวในคราเดียว เวลารักใครก็รักจริง ทนจนกว่าตัวเองจะไม่ไหว แต่เมื่อไหร่ที่ใจไม่เอาอะไรแล้ว ต่อให้อีกฝ่ายมากราบแทบเท้า แม้แต่หน้าเธอก็จะไม่มอง..

“วันนี้ลุงจะให้คนพาสำรวจบริษัทก่อน พรุ่งนี้เราค่อยมาทำ” และยังมีอีกเรื่องที่เธอเพิ่งทราบก็ตอนที่มาถึงบริษัทแล้ว นั่นก็คือเรื่องที่เธอต้องมาเรียนรู้งานที่บริษัทคุณลุงเป็นเวลาสามเดือน ก่อนจะไปเริ่มงานจริงที่บริษัทตัวเอง ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่หรอก พอลูกน้องอธิบาย เธอก็เข้าใจในทันที

“ได้ค่ะ” ลูกพีชตอบกลับคุณลุง ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่เคยทำงานในบริษัทมาก่อนก็ตาม แต่เชื่อว่าตัวเองทำได้แน่นอน ไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่มนุษย์เราจะทำได้ อยู่ที่เราจะใฝ่เรียนรู้มันหรือเปล่า ตอนที่อยู่เมืองนอกก็ใช่ว่าจะอยู่เฉย ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น เธอทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วย โดยการเป็นพนักงานในร้านอาหาร และแน่นอนว่าการทำงานของเธอทำให้เธอสนุกกับมันมาก ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรเธอก็ทำหมด ขอแค่ให้ได้เงิน ถึงแม้ว่าครอบครัวจะรวยมากก็ตาม แต่การที่เราหามาได้ด้วยตัวเองมันน่าภูมิใจมากกว่าแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่แล้ว

“ลุงเรียกเลขาขึ้นมาแล้ว” จะให้เลขาเป็นคนพาสำรวจ เนื่องจากตนต้องไปพบลูกค้าด้านนอก ทำให้ไม่สามารถพาทัวร์บริษัทได้

ก๊อก ก๊อก

“เข้ามา”

“สวัสดีค่ะท่านประธาน” ไม่นานเลขาก็เข้ามา

“พาหนูลูกพีชไปสำรวจแผนกต่าง ๆ” พรุ่งนี้จะเป็นวันจริงที่เธอได้เข้ามาทำงาน ฉะนั้นควรรู้จักแต่ละแผนกเอาไว้

“รับทราบค่ะท่านประธาน”

“หนูไปก่อนนะคะคุณลุง” ชายวัยกลางคนพยักหน้ายิ้มแทนคำตอบ จากนั้นทั้งสองก็พากันออกจากห้องทำงานของเขาไป

บริษัทที่ลูกพีชมาเรียนรู้งานเป็นบริษัทเกี่ยวกับการนำเข้าอะไหล่รถยนต์ รวมถึงนำเข้ารถสปอร์ตหรู ยังไม่นับรวมกับธุรกิจอีกมากมายของครอบครัวนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างครอบครัวเธอกับคุณลุง แน่นอนว่ามันเทียบกันไม่ติด

“เชิญทางนี้เลยค่ะคุณลูกพีช” เลขาสาวผายมือให้หญิงสาวเดินเข้าลิฟต์ไป เพื่อนำไปยังชั้นต่าง ๆ ที่มีแต่ละแผนกประจำอยู่

ในระหว่างที่เธอกำลังแนะนำตัวให้แต่ละแผนกรู้จัก ต่างก็มีทั้งคนที่ชื่นชอบและไม่ชอบ ซึ่งเป็นปกติของมนุษย์เราอยู่แล้ว โชคดีตรงที่เธอเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจคนเหล่านั้นเท่าไหร่ และไม่ค่อยสนใจคำพูดคน ใครดีมาดีกลับ นั่นแหละเธอ... ลูกพีชเหมือนคนเข้าถึงง่ายแต่ไม่ง่าย เหมือนคนใจดีแต่ไม่ใจดี นั่นคือนิสัยที่แท้จริงของเธอ^^

บทถัดไป