บทที่ 8 ลูกชายอีกคน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น

เอี๊ยด!!

“คุณผืนป่า”

“นายใหญ่อยู่ไหน”

“ในห้องทำงานครับ”

“เอาของบนรถไปเก็บไว้ในห้อง”

“ครับคุณผืนป่า”

ร่างสูงของผืนป่าก้าวเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดุดันน่าเกรงขาม เหล่าบอดี้การ์ดภายในบ้านต่างก็เคารพและก้มหัวให้เขาทุกคน ในขณะที่เขากำลังก้าวขาขึ้นบันได น้ำเสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

“ผืนป่าลูก!”

“นายหญิง” ปากหนาขยับเอ่ยเสียงเบา สายตาคมกริบมองนายหญิงของบ้านที่กำลังเดินตรงมายังเขา ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะโผเข้ากอดเขาด้วยความคิดถึง

“ทำไมวันนี้กลับบ้านได้ล่ะลูก” นอกจากแผ่นดินแล้ว ก็มีผืนป่านี่แหละที่เป็นลูกชายของเธอ

ความจริงผืนป่าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเธอกับสามีหรอก เมื่อครั้งที่เธอคลอดแผ่นดิน กระทั่งลูกชายอายุครบ 3 ขวบ เธอได้พาลูกชาย ซึ่งก็คือแผ่นดิน ไปเที่ยวเหนือพร้อมกับสามี ทว่าวันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาชนเธอเต็มแรงจนหงายหลังไป เด็กน้อยที่ล้มลงไม่ได้ร้องไห้เพราะความเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่เพราะเธอตกใจและสงสารหนูน้อยเป็นอย่างมาก จึงรีบเข้าไปอุ้มขึ้นมาพร้อมกับปลอบเด็กน้อย ในเวลาต่อมา ก็มีผู้ชายสองคนวิ่งเข้ามาพร้อมกับกระชากเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอออกไปอย่างแรง

เหตุการณ์ในอดีต

“นี่พวกคุณ!” ทำไมถึงได้ทำตัวเสียมารยาทแบบนี้ ขอดี ๆ ก็ได้ไหม ไม่สมควรมาแย่งไปจากมือคนอื่น

“อย่าเสือก”

“ว่าไงนะ?”

“ไปกันเถอะ” ชายอีกคนพูดขึ้น ทว่าเปมนีย์กลับไม่ยอม เธอกระชากแขนผู้ชายคนที่แย่งเด็กไปให้หันกลับมาเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว กล้าดียังไงถึงมาพูดคำนี้กับเธอ คิดว่าเป็นเจ้าถิ่นแล้วจะไม่มีใครกล้ากับตัวเองงั้นเหรอ งั้นก็คิดใหม่ซะ เพราะเธอไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว

“เดี๋ยว”

หมับ พรึ่บ!

“มึงทำเหี้ยอะไรวะ!!” ชายที่เตรียมจะพุ่งเข้าใส่เธอ แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวเปมนีย์ ร่างของผู้ชายคนนั้นก็ปลิวไปด้านหลังโดยที่อีกคนยังไม่ทันตั้งตัว ทำเอาคนที่มาด้วยกันถึงกับผงะถอยหลบไปทันที

“อย่ายุ่งกับเมียกู”

“ผะ ผม”

“ปล่อยเด็กลง”

“ไม่! เด็กคนนี้ลูกผม”

“ไม่ เขาตีแม่ผมเลือดออก” ทว่าคำตอบของเด็กน้อยทำเอาทุกคนที่ยืนอยู่ถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน พรเกียรติส่งสัญญาณให้ลูกน้องไปเอาเด็กมา

“อย่าเข้ามา!”

แกร็ก!

“ปล่อย”

อึก~ ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบากเมื่อปืนสีดำจ่ออยู่ที่หัว คนพวกนี้เป็นใครถึงได้พกปืนไว้ในครอบครอง หรือว่าพวกมันจะเป็นพวกมีอิทธิพล ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาต้องซวยแน่ ๆ ต้องรีบติดต่อไปหานายตัวเองให้เร็วที่สุด

“เอาไง จะตายที่นี่หรือไปตายในคุก” พรเกียรติให้มันเลือกเอาว่าอยากตายที่ไหน ถ้ามันปล่อยเด็กก็แค่ติดคุก แต่ถ้ามันดึงดันจะเอาเด็กไป งั้นก็เตรียมตัวไปเฝ้ายมบาลได้เลย

“พวกคุณเป็นใคร”

“ปล่อย”

“มะ ไม่” สองสามีภรรยามองไปที่มันด้วยสีหน้ายากจะคาดเดา กระทั่งเปมนีย์เอ่ยกับเด็กน้อย

“ตัวเล็กครับ ช่วยปิดหูแล้วหลับตาให้หน่อยได้ไหม” น้ำเสียงและคำพูดของเปมนีย์ทำให้หนูน้อยยอมทำตามอย่างว่าง่าย ทันทีที่มือเล็กเลื่อนไปปิดหูตัวเอง พร้อมกับค่อย ๆ ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลง

ปืนอีกกระบอกเล็งไปที่ชายคนนั้นพร้อมกับกดลั่นไกใส่ศีรษะจนร่างนั้นหงายหลังไป เปมนีย์รีบคว้าเด็กมาอุ้มแล้วเดินออกไปทันที ไม่อยากให้เด็กต้องมาเห็นภาพพวกนี้ สองสามีภรรยาเดินกลับมาถึงบ้านพักตากอากาศของตัวเอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ บ้านหลังนี้อยู่ไม่ไกลจากเขตชุมชน ไม่แปลกที่จะมีคนนอกวิ่งผ่านมา เพราะเส้นทางที่เธอเดินอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นทางลัดไปยังชุมชน

“ลืมตาได้แล้วครับ”

“....” เด็กน้อยมองผู้ใหญ่ตาแป๋ว แปลกตรงที่เด็กคนนี้ไม่รู้สึกกลัวคนแปลกหน้า ทั้งยังกล้าพูดในสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ไหนจะสายตาที่ไม่กลัวตายนั่นอีก ทั้งสองรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้เข้าให้แล้วสิ

“แม่เลือดออก” พร้อมกับชี้ไปยังเส้นทางที่ไปโผล่บ้านตัวเอง ทั้งสองสบตากันนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

“โอเค งั้นหนูพาน้าไปหาแม่ได้ไหม”

“....” พยักหน้า

“ไปกันเถอะ”

“บ้านหลังนี้เหรอ” ใช้เวลาเพียงห้านาทีก็เดินมาถึง พรเกียรติกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านที่ผุพัง ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องเข้าไปสำรวจภายในบ้าน ระหว่างที่ลูกน้องไปตรวจด้านใน ร่างสูงใหญ่ก็เดินตรวจบริเวณภายนอก สักพักลูกน้องของเขาก็วิ่งออกมา

“นายครับ”

“....” ขยับสายตาไปมอง

“เธอตายแล้วครับ”

“แม่!” ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เด็กน้อยก็กระชากมือให้หลุดแล้ววิ่งเข้าไปดูแม่ตัวเองในบ้านทันที

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ทั้งสองตัดสินใจรับเด็กคนนี้มาเลี้ยงดู พวกเขาเลี้ยงดูผืนป่ามาอย่างดีราวกับลูกแท้ ๆ ของตน เลี้ยงให้โตมาพร้อมกับแผ่นดิน เปมนีย์ให้ผืนป่าเรียกแผ่นดินว่าพี่ แม้ว่าทั้งสองจะอายุเท่ากันก็ตาม เธอแค่อยากให้ทั้งสองเข้าใจว่าพวกเขาคือพี่น้องกันจริง ๆ ไม่มีใครเป็นลูกใครทั้งนั้น ทั้งคู่เป็นลูกของเธอและสามี ทว่าแผ่นดินกับผืนป่าดันไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่ ด้วยนิสัยไม่ยอมคนของทั้งสอง จึงยากที่จะหันหน้าคุยกัน แต่ถึงอย่างนั้น เวลากลับบ้านก็ไม่เคยทะเลาะกันต่อหน้าพ่อแม่ให้ต้องหนักใจ

ส่วนเหตุผลที่ให้เรียกพี่ก็เพราะว่าผืนป่ามาทีหลัง เธอจึงตัดสินใจให้ผืนป่าเป็นน้อง และชื่อเดิมของผืนป่าก็ไม่ใช่ชื่อนี้ แต่เป็น ‘นที’ ด้วยความที่ลูกชายเธอชื่อแผ่นดิน เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อให้คล้องจองกัน เลยเป็นที่มาของชื่อ ‘ผืนป่า’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป