บทที่ 9 ผู้หญิงคนนั้นก็ไป
กลับมาที่ปัจจุบัน
“ผมเพิ่งเคลียร์งานเสร็จ”
“วันนี้อยู่ทานข้าวกับแม่ได้ไหม”
“ครับ”
“จริงนะ!”
“....” พยักหน้า
“วันนี้แม่จะลงมือทำของโปรดให้ลูกเอง ดีใจที่สุดเลย ลูกมาทานข้าวด้วย”
“ผมขอไปหานายใหญ่ก่อน”
ส่วนเหตุผลที่ผืนป่าไม่ยอมเรียกทั้งสองว่าพ่อกับแม่ก็มาจากเรื่องในอดีต ซึ่งขอไม่ลงรายละเอียดว่ามาจากใคร เอาเป็นว่าเขารักทั้งสองเสมือนพ่อกับแม่แท้ ๆ ของเขาแน่นอน แล้วการที่เรียกแบบนี้ก็เพื่อความสบายใจของตัวเขาเองด้วย และใครบางคน
“มีเรื่องด่วนเหรอลูก”
“ไม่ครับ” แค่งานทั่วไป ไม่ได้ด่วนอะไร
“ถ้าอย่างนั้นแม่ไม่กวนแล้ว ห้ามคืนคำด้วยนะ”
“ครับ”
“แม่ไปทำอาหารก่อน” จากนั้นหญิงวัยกลางคนก็รีบไปเตรียมอาหารไว้รอลูกชายอีกคนของเธอ วันนี้จะทำให้สุดฝีมือเลย แผ่นดินว่าเจอตัวยากแล้ว ผืนป่านี่ยากกว่า บางเดือนแทบไม่กลับมาเหยียบบ้านก็มี ทั้งสองมักเลี่ยงที่จะเจอกัน หากคนใดคนหนึ่งกลับมานอนบ้าน อีกฝ่ายก็จะไม่ก้าวเข้ามาในเขตบริเวณบ้านหลังนี้เด็ดขาด การไม่เผชิญหน้ากันมันเป็นอะไรที่ดีที่สุด
ก๊อก ก๊อก
ผืนป่าพาตัวเองมาหยุดหน้าห้องทำงานใหญ่ เขาเลื่อนมือขึ้นไปเคาะประตูก่อนจะผลักเข้าไปด้านใน
“ไหนว่าไม่เข้ามา”
“แอร์พัง”
“จะซื้อบ้านให้ก็ไม่เอา”
“มันใหญ่” เขาไม่ชอบ ไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่
“ลูกน้อง แม่บ้าน อยากได้กี่คนก็เลือกไป” เพราะรู้ว่าเจ้าลูกชายคนนี้ไม่ยอมรับอะไรจากตนง่าย ๆ แม้กระทั่งเงินยังไม่ยอมรับไปฟรี ๆ ผืนป่าทำทุกอย่างเหมือนว่าตัวเองเป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่ง ไม่เคยแสดงตัวตนว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ทั้งนี้ทั้งนั้น คนในบ้านรวมถึงหุ้นส่วนทุกคน แม้กระทั่งคนรอบข้างก็รู้จักผืนป่าในนามลูกชายคุณพรเกียรติกับคุณหญิงเปมนีย์ เพราะพวกเขาไม่เคยปิดว่าเด็กคนนี้เป็นใคร แล้วถ้าหากใครมันกล้ามาทำให้เด็กคนนี้ต้องเสียใจ เขาก็พร้อมปิดบัญชีพวกมันทุกตัวทันที
“นายใหญ่เรียกมาทำไม” กะว่าเลิกงานแล้วจะไปพักผ่อนสักหน่อย เห็นข้อความจากผู้เป็นพ่อจึงเปลี่ยนเส้นทางมาที่นี่แทน ความจริงเรื่องมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากหรอก พ่อเขาบอกว่าจะมาก็ได้ ไม่มาก็ได้ สำหรับเขา ถ้ามันคืองานที่ท่านอยากให้ทำ มันสำคัญหมด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
“พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงบ้านคุณพิพัฒน์”
“....”
“รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
“ในเมื่อมันรักผู้หญิงคนนั้น ทำไมนายใหญ่ไม่เปิดโอกาสมันหน่อย” พรเกียรติชินไปแล้วกับการเรียกกันของสองพี่น้องคู่นี้ แล้วการที่เขาทำแบบนี้ไม่ใช่ว่ารักผืนป่ามากกว่าแผ่นดิน หรือรักแผ่นดินมากกว่าผืนป่า เขาต่างก็รักทั้งคู่เท่า ๆ กัน เพียงแต่อยากทำบางอย่างให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมเท่านั้นเอง
“ฉันทำในสิ่งที่ควรทำ”
“แล้วถ้ามันรู้เข้า” เพราะรู้จักนิสัยอีกคนดีว่าเป็นยังไง ถ้ามันไม่อยากให้ยุ่งกับใครก็อย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของมันเด็ดขาด อีกอย่างตัวเขาก็ไม่ค่อยอยากสนใจมันเท่าไหร่ด้วย ยิ่งชอบทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาอยู่เรื่อย มันอะ
“ก็อย่าทำให้รู้”
“....” ผืนป่าเงียบไป เขากำลังคิดหนักกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ไม่รู้ว่าวิธีของพ่อที่กำลังทำอยู่ตอนนี้จะได้ผลหรือเปล่า แต่ถ้าอีกฝ่ายไหวตัวทัน เท่ากับว่าแผนที่วางไว้จะจบสิ้นในทันที แล้วหลังจากนี้จะเป็นยังไงก็ต้องมาลุ้นกันอีกที
“พรุ่งนี้ไปด้วย” เนื่องจากทางนั้นเชิญทั้งครอบครัว แล้วผืนป่าก็เป็นลูกชายตน ฉะนั้นควรไปด้วยกันหมดนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นผืนป่าหรือแผ่นดิน ทั้งคู่ต้องไปกับเขา
“ผมต้องเคลียร์งาน”
“งานกับพ่อแม่อันไหนสำคัญกว่ากัน” ทุกครั้งที่ผืนป่าปฏิเสธไม่ไปไหนกับพวกท่าน พรเกียรติมักเอาข้อนี้มาอ้างเสมอ ซึ่งมันได้ผล
“กี่โมง”
“หนึ่งทุ่ม มาเจอกันที่บ้าน”
“ผมไปเจอที่งานดีกว่า”
“อย่าไปทะเลาะกันอีก”
“ไปบอกมันเถอะ” กับเขาไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่กับอีกฝ่ายนั่นแหละที่มักจะชอบหาเรื่องอยู่เป็นประจำ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดโกรธมันหรอก เขาเลือกที่จะปล่อยผ่านแล้วไม่สนใจมัน คิดแค่ว่าสิ่งที่มันกำลังเจออยู่ก็หนักหนามากพอแล้ว
“วันนี้ไปรับลูกพีชหน่อย”
“ทำไม” ไหนบอกว่าเธอไปทำงานกับมันยังไงล่ะ แล้วจะให้เขาไปรับเธอทำไม หรือมันไปสร้างเรื่องไว้อีกแล้ว ไอ้เวรนี่ต้องโดนสักทีก่อนไหมมันถึงจะเลิกทำตัวกวนตีน
“ผู้หญิงคนนั้นก็ไป”
“.....” ขยันวิ่งตามคนที่เขาไม่รักจังเลย ไอ้ห่านี่
“ไปส่งน้องแล้วก็ไปพักเถอะ”
“แค่นี้ใช่ไหม”
“อืม”
“งั้นผมเข้าไปดูงานต่อ”
“ทำไมไม่พัก”
“ทางผ่านอยู่แล้ว” คอนโดใหม่เข้าอยู่ไม่ไกลจากโกดังด้วย แวะไปดูสักหน่อยไม่เป็นไรหรอก
“แล้วเจอแม่ยัง”
“เจอแล้ว”
“แล้วเมื่อไหร่จะกลับไปเรียกเหมือนเดิม” เขาไม่อยากให้ผืนป่าเรียกตัวเองกับภรรยาว่านายหญิงกับนายใหญ่ อยากให้ผืนป่ากลับไปเรียกตนว่าพ่อกับแม่เหมือนเดิม แต่มันก็เหมือนความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเขาเท่านั้น เพราะดูแล้วผืนป่าแทบจะไม่สนใจเลย ยืนยันว่าจะเรียกแบบนี้ ส่วนเขาก็จนปัญญาที่จะพูดกับลูกแล้ว เอาเป็นว่าจะเรียกยังไงก็แล้วแต่เถอะ ยังไงซะผืนป่าก็คือลูกชายของเขา
เวลา 18:30
“อร่อยไหมลูก”
“เค็ม”
“ผืนป่า! แม่อุตส่าห์ตั้งใจทำสุดความสามารถเลยนะ มาบอกว่าเค็มได้ยังไง นิสัยเหมือนพ่อไม่มีผิด”
“อะไรของคุณ ผมนั่งอยู่เงียบ ๆ ก็มาว่าผมอีก”
“ก็ลูกได้คุณมาเยอะนี่” โดยเฉพาะนิสัย ผืนป่าได้นิสัยสามีเธอมาเต็ม ๆ โดยเฉพาะความโหดนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย สองคนนี้อย่าให้ไปมีเรื่องที่ไหนเชียว เวลามีเรื่อง ‘ฆ่า’ อย่างเดียว
“ก็ด่าลูกสิมาด่าผมทำไม”
“เดี๋ยวลูกเสียใจ”
“แล้วไม่คิดว่าผมจะเสียใจเหรอ”
“คุณแก่แล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก”
“คำก็แก่ สองคำก็แก่ อยากลองไหมล่ะ”
“พูดอะไรของคุณ ลูกนั่งอยู่”
“มันโตแล้ว”
“ผมไม่รู้เรื่อง”
“ว่าแต่เราเถอะผืนป่า” เปมนีย์เลิกสนใจสามีแล้วหันมาหาลูกชายคนเล็กของตน
“ครับ?”
“เมื่อไหร่จะเอาลูกสะใภ้มาฝากแม่สักที”
“ช่วยขออะไรที่มันเป็นไปได้หน่อยได้ไหม” ขอให้เขาไปฆ่าคนยังง่ายกว่าหาเมียอีก เรื่องความรักไม่เคยอยู่ในหัวเขาเลย
“แต่พี่เราก็ใกล้จะแต่งละนะ”
“กับใคร”
“ก็มีคนเดียวแหละที่พี่จะแต่งด้วย”
“เธอตกลงแล้วหรือไง” หากคนที่ไม่รู้จักหรือสนิทกับผืนป่าจะมองว่าเขาเป็นคนที่ก้าวร้าว พูดไม่มีหางเสียง แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย ผืนป่าให้เกียรติผู้มีพระคุณกับตัวเองเสมอ เพียงแต่เวลาพูดเขาเป็นคนที่เสียงแข็งและห้วน มันเลยดูเป็นคนพูดไม่มีหางเสียง ซึ่งทั้งสองเองก็ไม่ถืออยู่แล้ว เพราะไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เป็น แผ่นดินเองก็เป็นเช่นกัน อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูของทั้งสองด้วย พรเกียรติเลี้ยงลูกชายสองคนแบบไม่โอ๋ ล้มเองก็ต้องลุกเอง เป็นลูกผู้ชายอย่าให้เห็นน้ำตาเด็ดขาด ทั้งแผ่นดินและผืนป่าถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี ไม่ต้องห่วงเรื่องมารยาท เพราะทั้งสองต่างก็มีครบหมดทุกอย่าง
บนโต๊ะอาหารมีแต่เสียงทะเลาะของสองสามีภรรยา ถือว่าเป็นการเพิ่มสีสันให้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป หลังทานมื้อค่ำจนอิ่ม พวกเขาก็แยกย้ายกันขึ้นห้องใครห้องมัน เช่นเดียวกับผืนป่าที่หนีไปอยู่ในห้องซ้อมยิงปืน เขามักจะมาอยู่แต่ในนี้เวลาที่กลับบ้าน ไม่ก็ไปซ้อมขี่ม้ากับลูกน้องที่สนามม้าหลังบ้าน เพราะมันคือการผ่อนคลายที่ดีที่สุดสำหรับเขา เมื่อถึงเวลา เขาก็ออกไปรับลูกพีชตามที่ผู้เป็นพ่อสั่งทันที
